เราอาจเคยคิดว่า “ความสุข” ขึ้นอยู่กับสิ่งดี ๆ ที่เกิดขึ้นในชีวิต ไม่ว่าจะเป็นรายได้ งานที่ดี ความสัมพันธ์ที่ลงตัว หรือการได้ใช้ชีวิตในแบบที่ต้องการ แต่สำหรับ ยองเกย์ มิงยูร์ รินโปเช (Yongey Mingyur Rinpoche) พระทิเบตและครูสอนสมาธิชื่อดัง ความสุขอาจไม่ได้เป็นเพียงผลลัพธ์จากชีวิตที่ดี แต่เป็น “ทักษะ” ที่มนุษย์สามารถฝึกได้
มิงยูร์ได้รับการขนานนามจากสื่อว่าเป็นหนึ่งใน “ชายที่มีความสุขที่สุดในโลก” หลังเข้าร่วมการศึกษาสมองของผู้ฝึกสมาธิระยะยาว แม้คำเรียกดังกล่าวจะไม่ใช่ตำแหน่งหรือข้อสรุปทางวิทยาศาสตร์อย่างเป็นทางการ แต่สมองของเขาก็กลายเป็นกรณีศึกษาที่ได้รับความสนใจอย่างมาก
หนึ่งในงานวิจัยที่ตีพิมพ์ในวารสาร Neurocase ติดตามภาพสมอง MRI ของมิงยูร์และใช้แบบจำลอง Machine Learning ประเมิน “อายุสมอง” พบว่า เมื่อเขามีอายุ 41 ปี ลักษณะสมองโดยรวมถูกประเมินว่าใกล้เคียงกับคนอายุประมาณ 33 ปี และมีแนวโน้มสูงวัยช้ากว่ากลุ่มเปรียบเทียบ อย่างไรก็ตาม งานนี้เป็นเพียงกรณีศึกษาของบุคคลเดียว จึงไม่สามารถสรุปได้ว่าการทำสมาธิจะทำให้สมองของทุกคนอ่อนวัยลงในระดับเดียวกัน
ล่าสุด มิงยูร์ให้สัมภาษณ์ถึงบทเรียนชีวิตที่เขาใช้ฝึกจิตใจ ตั้งแต่การยอมรับความเบื่อ การรับมือกับความเปลี่ยนแปลง ไปจนถึงการสังเกตความโกรธก่อนตอบโต้ ซึ่งหลายแนวคิดสอดคล้องอย่างน่าสนใจกับงานวิจัยด้านจิตวิทยาและความเป็นอยู่ที่ดีในปัจจุบัน
กรุงเทพธุรกิจ ชวนสำรวจ 9 บทเรียนจากพระทิเบตผู้ใช้เวลาหลายหมื่นชั่วโมงกับการฝึกสมาธิ ว่าความสุขในชีวิตประจำวันอาจไม่ได้เริ่มจากการมีสิ่งของมากขึ้น แต่อาจเริ่มจากการเปลี่ยนวิธีที่เราอยู่กับสิ่งที่มีอยู่แล้ว
1. ยิ่งชีวิตสะดวกสบาย เราอาจยิ่งทนกับความไม่สบายใจได้น้อยลง
เมื่อรู้สึกเหงา เบื่อ หรือเหมือนชีวิตขาดอะไรบางอย่าง หลายคนมักรีบหาบางสิ่งมาดึงความสนใจ ไม่ว่าจะเป็นการหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาเลื่อนโซเชียล สั่งของกิน หรือเปิดซีรีส์ เพื่อไม่ให้ตัวเองต้องอยู่กับความรู้สึกเหล่านั้นนานเกินไป
มิงยูร์มองว่า สิ่งเหล่านี้ไม่ใช่ปัญหาแต่ปัญหาเกิดขึ้นเมื่อเราใช้มันเพื่อ “หนี” จากความรู้สึกภายในอยู่ตลอดเวลา จริง ๆ แล้วความเบื่อหรือความรู้สึกว่างเปล่า อาจเป็นสัญญาณที่ทำให้เราได้หยุดและสำรวจว่า แท้จริงแล้วตัวเองกำลังรู้สึกอะไร หรือต้องการอะไรอยู่
แนวคิดนี้สอดคล้องกับงานวิจัยจาก University of Toronto ที่ศึกษาผู้เข้าร่วม 1,223 คน ผ่านการทดลอง 7 ครั้ง พบว่า พฤติกรรมที่เรียกว่า Digital Switching หรือการกดข้าม สลับคลิป และเปลี่ยนคอนเทนต์ไปเรื่อย ๆ เพราะหวังว่าจะช่วยคลายความเบื่อ กลับให้ผลตรงกันข้าม โดยทำให้ผู้เข้าร่วมรู้สึกเบื่อมากขึ้น ขณะเดียวกันสมาธิ ความพึงพอใจ และความรู้สึกมีส่วนร่วมกับสิ่งที่กำลังดูน้อยลงด้วย
2. การฝึกยอมรับความเปลี่ยนแปลง เริ่มได้จากเรื่องเล็ก ๆ
ครั้งหนึ่งมิงยูร์ตัดสินใจออกจากอารามกลางดึก โดยมีเพียงเสื้อผ้าที่สวมอยู่ติดตัว เพื่อออกไปใช้ชีวิตเร่ร่อนแบบโยคี แต่เพียงไม่กี่สัปดาห์ต่อมา เขากลับเผชิญกับอาการอาหารเป็นพิษอย่างรุนแรงจนร่างกายแทบหมดแรง ประสบการณ์ครั้งนั้นกลายเป็นบทเรียนสำคัญที่ทำให้เขาเข้าใจเรื่องการ “ปล่อยวางจากสิ่งที่ควบคุมไม่ได้” มากขึ้น
อย่างไรก็ตาม เราไม่จำเป็นต้องเผชิญเหตุการณ์รุนแรงเพื่อเรียนรู้เรื่องเดียวกัน เพราะในชีวิตประจำวัน เราต่างต้องเจอกับความเปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ ไม่ว่าจะเป็นการเริ่มงานใหม่ การเข้าสู่ความสัมพันธ์ใหม่ พบเจอผู้คนกลุ่มใหม่ ไปจนถึงการลองทำสิ่งที่ไม่คุ้นเคย มิงยูร์จึงมองว่า ทุกความเปลี่ยนแปลงสามารถเป็นโอกาสให้เราได้ฝึกปรับตัวและเปิดรับสิ่งใหม่
การฝึกอาจเริ่มจากเรื่องเล็ก ๆ เช่น เปลี่ยนเส้นทางกลับบ้าน ลองทำอาหารด้วยวัตถุดิบที่ไม่เคยใช้ เรียนคลาสใหม่ หรือพูดคุยกับคนที่ปกติไม่ค่อยได้คุยด้วย
เป้าหมายไม่ใช่การทำให้ชีวิตต้องมีอะไรใหม่ ๆ ตลอดเวลา แต่เป็นการค่อย ๆ ฝึกให้ตัวเองคุ้นเคยกับความไม่แน่นอน และเรียนรู้ว่า สิ่งที่ไม่คุ้นเคย ไม่ได้หมายความว่าจะเป็นเรื่องน่ากลัวเสมอไป
3. ความสงบไม่จำเป็นต้องเกิดขึ้นในที่เงียบ
มิงยูร์ยอมรับว่า ตอนเริ่มฝึกสมาธิใหม่ ๆ เขาเองก็เคยรู้สึกเบื่อ เพราะวันนี้ก็ฝึกตามลมหายใจ พรุ่งนี้ก็ยังตามลมหายใจ และวันต่อไปก็ทำเหมือนเดิม จนอดคิดไม่ได้ว่าการทำแบบนี้จะช่วยอะไรได้จริงหรือ
แต่สิ่งที่เขาเรียนรู้ในเวลาต่อมาคือ การทำสมาธิไม่จำเป็นต้องอยู่ในห้องที่เงียบสงบ หรือรอให้ทุกอย่างรอบตัวพร้อมเสียก่อน เพราะเสียงต่าง ๆ ที่เกิดขึ้น ไม่ว่าจะเป็นเสียงรถ เสียงคนคุย เสียงเพลง หรือแม้แต่เสียงก่อสร้าง ก็สามารถนำมาใช้เป็นส่วนหนึ่งของการฝึกสมาธิได้
สำหรับคนที่เพิ่งเริ่มต้น อาจฝึกจากสภาพแวดล้อมที่รับมือได้ง่ายก่อน เช่น ฟังเสียงเพลงหรือเสียงธรรมชาติ แล้วค่อยขยับไปสู่สถานที่ที่มีเสียงคนพูดคุยหรือเสียงรบกวนมากขึ้น เพื่อฝึกให้จิตใจค่อย ๆ คุ้นเคยกับสิ่งรอบตัวโดยไม่ต้องต่อต้าน
เพราะเป้าหมายของการฝึกสมาธิไม่ใช่การทำให้โลกรอบตัวเงียบลง แต่คือ การฝึกให้ใจยังสงบได้ แม้โลกข้างนอกจะไม่ได้เงียบอย่างที่ต้องการ
4. เปลี่ยนชีวิตด้วย 3 เสาหลัก “มุมมอง – การฝึก – การนำไปใช้”
มิงยูร์อธิบายว่า ในพุทธศาสนาแบบทิเบตมีแนวคิดสำคัญ 3 ส่วน ได้แก่ View, Meditation และ Application หรือ มุมมอง การฝึก และการนำไปใช้
- View คือมุมมองที่เราใช้มองตัวเอง มองคนอื่น และมองสิ่งที่เกิดขึ้นรอบตัว
- Meditation คือการฝึกให้เรารู้เท่าทันความคิดและอารมณ์ของตัวเอง
- Application คือการนำสิ่งที่ฝึกไปใช้จริงในชีวิตประจำวัน
เพราะต่อให้นั่งสมาธิทุกเช้า แต่เมื่อไปทำงานแล้วยังหงุดหงิดและตอบโต้คนรอบตัวด้วยอารมณ์เหมือนเดิม การฝึกนั้นก็อาจยังไม่ได้เปลี่ยนวิธีที่เราใช้ชีวิตมากนัก
มิงยูร์จึงแนะนำให้เริ่มจากเรื่องเล็ก ๆ ในแต่ละวัน เช่น วันนี้ลองสังเกตข้อดีของคนในครอบครัว พรุ่งนี้ลองมองหาข้อดีของเพื่อนร่วมงานที่เรามักรู้สึกรำคาญ หรือหยุดสักครู่ก่อนตอบโต้เมื่อเจอสถานการณ์ที่ไม่ถูกใจ
เมื่อฝึกซ้ำ ๆ สิ่งเหล่านี้จะค่อย ๆ กลายเป็นนิสัยใหม่ ทำให้เราไม่ได้เพียง “คิด” ต่างออกไป แต่ค่อยๆ เปลี่ยนวิธีที่เรามองและตอบสนองต่อผู้คนและเหตุการณ์รอบตัวด้วย
5. รู้สึกขอบคุณให้ “เฉพาะเจาะจง” มากขึ้น
การฝึก Gratitude หรือการรู้สึกขอบคุณ เป็นหนึ่งในคำแนะนำด้านสุขภาพใจที่ได้ยินกันบ่อย แต่เมื่อทำเป็นประจำ เราอาจเผลอคิดถึงเรื่องเดิม ๆ เช่น “ขอบคุณครอบครัว ขอบคุณงาน ขอบคุณสุขภาพ” จนความรู้สึกขอบคุณกลายเป็นเพียงกิจวัตรที่ทำไปโดยไม่ทันได้รู้สึกถึงความหมายจริง ๆ
มิงยูร์จึงแนะนำให้ลองสังเกตสิ่งเล็ก ๆ ที่เฉพาะเจาะจงมากขึ้น เช่น การที่วันนี้เรายังมองเห็น ได้ยิน และสัมผัสสิ่งรอบตัวได้ มีบ้านให้อยู่อาศัย หรือมีใครสักคนที่สามารถโทรหาและพูดคุยด้วยได้
แนวคิดนี้สอดคล้องกับงานวิจัยแบบสุ่มในผู้ใหญ่ 1,337 คน ซึ่งให้ผู้เข้าร่วมกลุ่มหนึ่งเขียนถึงสิ่งที่รู้สึกขอบคุณในแต่ละวันต่อเนื่องเป็นเวลา 14 วัน ก่อนติดตามทั้งอารมณ์ ความสุข ความพึงพอใจในชีวิต และอาการซึมเศร้า ผลการศึกษาพบว่า การฝึก Gratitude อย่างสม่ำเสมอมีส่วนช่วยส่งเสริมสุขภาวะทางใจและเพิ่มอารมณ์เชิงบวกได้
6. อารมณ์ก็เหมือนพายุ เดี๋ยวมาแล้วก็ผ่านไป
มิงยูร์เล่าว่า เขาเคยมีอาการ Panic Attack หรือ “อาการตื่นตระหนกเฉียบพลัน” ตั้งแต่เด็ก เมื่อเริ่มฝึกสมาธิกับพ่อ เขาจึงถามพ่อว่า จะทำอย่างไรถึงจะเอาชนะความกลัวและความตื่นตระหนกเหล่านั้นได้ คำตอบที่ได้ คือ “ไม่ต้องพยายามต่อสู้กับมัน”
ยิ่งเราพยายามห้ามตัวเองไม่ให้กลัว ไม่ให้กังวล หรือพยายามผลักความรู้สึกบางอย่างออกไป เรากลับยิ่งจดจ่อกับความรู้สึกนั้นมากขึ้น เหมือนเวลาที่มีคนบอกว่า “อย่าคิดถึงสีส้ม” สิ่งแรกที่ผุดขึ้นมาในความคิดก็จะเป็นสีส้มทันที
มิงยูร์เปรียบอารมณ์ต่าง ๆ กับเมฆพายุบนท้องฟ้า บางวันอาจมืดครึ้มและรุนแรงจนเหมือนพายุจะไม่มีวันผ่านไป แต่ไม่ว่าเมฆจะหนาแค่ไหน ท้องฟ้าก็ยังคงอยู่ และในที่สุดเมฆก็จะเคลื่อนผ่านไป เช่นเดียวกับความกลัว ความกังวล หรือความตื่นตระหนกที่เกิดขึ้นได้ แต่ไม่ได้อยู่กับเราตลอดไป
เขาแนะนำว่า ไม่จำเป็นต้องพยายามคิดบวก แต่ให้ดึงความสนใจกลับมาที่สิ่งที่เกิดขึ้นตรงหน้า เช่น สังเกตเสียงรอบตัว อุณหภูมิในห้อง ความรู้สึกของเท้าที่แตะพื้น หรือจังหวะการหายใจ เพื่อช่วยให้จิตใจกลับมาอยู่กับปัจจุบันมากขึ้น
สิ่งสำคัญจึงไม่ใช่การพยายามกำจัดอารมณ์ด้านลบทุกครั้งที่มันเกิดขึ้น แต่เป็นการเรียนรู้ที่จะรับรู้ว่าตอนนี้เรากำลังรู้สึกอะไร โดยไม่ปล่อยให้อารมณ์นั้นควบคุมการตอบสนองของเราทันที
7. ยิ่งไล่ตามความสุข อาจยิ่งรู้สึกว่าไม่พอ
“ถ้าได้เงินเดือนมากกว่านี้ คงมีความสุขกว่านี้”
“ถ้าได้งานใหม่ ชีวิตคงดีขึ้น”
“ถ้ามีบ้าน ได้ย้ายประเทศ หรือมีเงินมากกว่านี้ ทุกอย่างคงลงตัว”
มิงยูร์มองว่า การฝากความสุขไว้กับเงื่อนไขภายนอกอาจทำให้เรามีความสุขได้เพียงช่วงหนึ่ง เพราะเมื่อได้สิ่งที่ต้องการมาแล้ว ไม่นานเราก็คุ้นเคยกับมัน และเริ่มมองหาสิ่งต่อไปที่คิดว่าจะทำให้ชีวิตดีขึ้นกว่าเดิม
สำหรับเขา “ความสุขที่แท้จริง” จึงไม่ได้หมายถึงการต้องรู้สึกดีอยู่ตลอดเวลา แต่คือการลดความรู้สึกว่า ชีวิตยังขาดบางอย่าง และเราต้องมีมากกว่านี้จึงจะมีความสุข
หนึ่งในวิธีฝึกที่เรียบง่ายคือการกลับมาอยู่กับลมหายใจ นั่งในท่าที่สบาย หายใจตามธรรมชาติ และสังเกตจังหวะที่หน้าท้องขยับขึ้นลง หรือความรู้สึกของลมหายใจที่เข้าและออก จากนั้นจึงค่อย ๆ ฝึกความเมตตา เริ่มจากการปรารถนาดีต่อตัวเอง คนที่เรารัก และค่อย ๆ ขยายไปสู่คนอื่น ๆ รอบตัว
เป้าหมายจึงไม่ใช่การพยายามทำให้ตัวเอง “มีความสุขเดี๋ยวนี้” แต่เป็นการฝึกให้เราอยู่กับสิ่งที่มีได้อย่างพอใจมากขึ้น โดยไม่ต้องรอให้ชีวิตสมบูรณ์แบบก่อนจึงจะมีความสุข
8. เวลาโกรธ ไม่ต้องรีบหายโกรธ แค่รู้ตัวให้ทัน
มิงยูร์เปรียบ “การรู้เท่าทันอารมณ์” เหมือนแสงแดด ส่วนความโกรธ ความเครียด และอารมณ์ต่าง ๆ เปรียบเหมือนน้ำค้างแข็งบนยอดหญ้า เมื่อแสงแดดส่องมา น้ำแข็งก็ค่อย ๆ ละลายไปเอง โดยไม่ต้องพยายามต่อสู้กับมัน
เช่นเดียวกับเวลาเราโกรธเพื่อนร่วมงาน คนรัก หรือคนในครอบครัว สิ่งแรกที่ต้องทำอาจไม่ใช่การบังคับตัวเองให้ “หยุดโกรธ” แต่เพียงสังเกตให้ทันว่า “ตอนนี้เรากำลังโกรธ”
มิงยูร์มองว่า คนทำงานที่ต้องรับมือหลายเรื่องพร้อมกัน ความเครียดและความหงุดหงิดอาจค่อย ๆ กลายเป็นความเคยชิน จนเราตอบสนองต่อปัญหาด้วยอารมณ์โดยอัตโนมัติ การฝึกรู้ตัวให้ทันไม่ได้หมายถึงการห้ามตัวเองไม่ให้โกรธ แต่เป็นการช่วยให้เราเลือกได้ว่าจะจัดการกับความโกรธนั้นอย่างไร
9. การช่วยคนอื่น อาจทำให้เรามีความสุขมากกว่าที่คิด
บทเรียนสุดท้ายของมิงยูร์เป็นเรื่องเรียบง่ายที่ทุกคนทำได้ นั่นก็คือ การช่วยเหลือผู้อื่น
เขามองว่า ความสุขจากการได้ทำบางอย่างเพื่อคนอื่น แตกต่างจากความสุขชั่วคราวที่ได้จากการซื้อของ กินอาหารอร่อย หรือดื่มกาแฟ เพราะนอกจากจะทำให้ผู้รับรู้สึกดีแล้ว ผู้ให้เองก็อาจได้รับความสุขและความรู้สึกว่าชีวิตมีความหมายมากขึ้นด้วย
แนวคิดนี้สอดคล้องกับงานวิจัยที่ติดตามผู้เข้าร่วม 473 คน เป็นเวลา 6 สัปดาห์ โดยแบ่งให้บางกลุ่มทำสิ่งดี ๆ เพื่อตัวเอง ขณะที่อีกกลุ่มทำสิ่งดี ๆ เพื่อผู้อื่นหรือเพื่อสังคม
ผลพบว่า กลุ่มที่ทำเพื่อผู้อื่นมีแนวโน้มรู้สึกว่าชีวิตและความเป็นอยู่ของตัวเองดีขึ้น มากกว่ากลุ่มที่เน้นทำเพื่อตัวเองหรือใช้ชีวิตตามปกติ
งานวิจัยในวารสาร Scientific Reports ปี 2025 ซึ่งรวบรวมข้อมูลจากงานวิจัยหลายชิ้น ยังพบว่า ความเมตตาและการทำสิ่งดี ๆ เพื่อผู้อื่นมีความสัมพันธ์กับสุขภาวะที่ดีขึ้น ทั้งด้านจิตใจ ความสัมพันธ์ทางสังคม และอารมณ์เชิงบวก อย่างไรก็ตาม นักวิจัยระบุว่า ผลลัพธ์อาจแตกต่างกันตามบุคคลและบริบททางวัฒนธรรม
ที่สำคัญ การช่วยเหลือคนอื่นไม่จำเป็นต้องเป็นเรื่องใหญ่ อาจเป็นเพียงการถามไถ่คนที่กำลังมีช่วงเวลายากลำบาก ช่วยแบ่งเบางานของเพื่อนร่วมงาน ตั้งใจรับฟังใครสักคน หรือหยิบยื่นความช่วยเหลือเล็ก ๆ น้อย ๆ ในชีวิตประจำวัน
ความสุขไม่จำเป็นต้องหมายถึงการรู้สึกดีตลอดเวลา
สิ่งที่น่าสนใจจากทั้ง 9 บทเรียนของมิงยูร์ คือเขาแทบไม่ได้บอกให้เราพยายามทำตัวเองให้ “มีความสุข” อยู่ตลอดเวลา แต่กลับชวนให้เรียนรู้ที่จะอยู่กับทุกอารมณ์ที่เกิดขึ้น ไม่ว่าจะเป็นความเบื่อ ความกังวล ความโกรธ หรือความไม่สบายใจ
แทนที่จะรีบหนีหรือพยายามกำจัดความรู้สึกเหล่านั้น เขาเสนอให้เราสังเกตและยอมรับว่ามันกำลังเกิดขึ้น พร้อมฝึกให้ตัวเองไม่ตอบสนองตามอารมณ์โดยอัตโนมัติ รวมถึงเปิดใจรับความเปลี่ยนแปลงที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ในชีวิต
แน่นอนว่า วิธีเหล่านี้ไม่ได้ทำให้ปัญหาในชีวิตหายไป และการทำสมาธิก็ไม่ใช่คำตอบสำหรับปัญหาสุขภาพจิตทุกประเภท แต่สิ่งที่เราฝึกได้ คือ วิธีรับมือกับสิ่งที่เกิดขึ้นโดยไม่ปล่อยให้ทุกความคิดและอารมณ์เข้ามาควบคุมชีวิต
ความสุขที่ยั่งยืนจึงอาจไม่ใช่การมีชีวิตที่ไม่มีวันเจอพายุ แต่คือการเรียนรู้ว่าไม่ว่าพายุจะหนักแค่ไหน มันจะไม่คงอยู่กับเราตลอดไป
อ้างอิง theguardian



