หลายคนอาจเคยเห็นคลิปไวรัลของชาวต่างชาติที่พยายามทำ “Asian Squat” หรือการนั่งยองแบบคนเอเชีย แต่สุดท้ายก็เสียการทรงตัว ล้มหงายหลัง หรือไม่ก็ต้องยกส้นเท้าขึ้น เพราะไม่สามารถนั่งค้างในท่านั้นได้
ในทางกลับกัน สำหรับคนไทยและอีกหลายประเทศในเอเชีย การนั่งยอง ๆ เป็นเรื่องธรรมดาที่หลายคนทำมาตั้งแต่เด็ก ไม่ว่าจะนั่งรอรถ นั่งคุยกับเพื่อน หรือนั่งยองตอนเข้าห้องน้ำ จนแทบไม่เคยคิดว่านี่คือ "ทักษะการเคลื่อนไหว" ที่คนอีกซีกโลกหนึ่งทำได้ยาก
กระแสดังกล่าวกลับมาได้รับความสนใจอีกครั้ง เมื่อ ทอม ฮอลแลนด์ (Tom Holland) นักแสดงผู้รับบท Spider-Man ถูกถามถึงเหตุผลที่เขาสามารถนั่งยอง ๆ ได้อย่างสมบูรณ์แบบ เขาตอบติดตลกว่า "ผมคือสไปเดอร์แมนไม่ใช่เหรอ? ก็ต้องทำท่านี้จนชินสิ" คำตอบสั้น ๆ แต่กลับทำให้หลายคนหันมาสนใจว่า ทำไมท่าที่ดูเรียบง่ายนี้จึงเป็นเรื่องยากสำหรับคนจำนวนมาก
Asian Squat จึงไม่ใช่เพียงความแตกต่างทางวัฒนธรรม แต่ยังสะท้อนความแข็งแรง ความยืดหยุ่น และความสามารถในการเคลื่อนไหวของร่างกาย ซึ่งผู้เชี่ยวชาญมองว่าเป็นองค์ประกอบสำคัญของการมีสุขภาพดีเมื่ออายุมากขึ้น
กรุงเทพธุรกิจ ชวนสำรวจว่า ทำไมคนเอเชียจำนวนมากจึงยังนั่งยอง ๆ ได้อย่างเป็นธรรมชาติ ขณะที่คนตะวันตกจำนวนไม่น้อยกลับทำไม่ได้ พร้อมไขคำตอบจากงานวิจัยว่าท่านั่งที่ดูแสนธรรมดานี้ อาจเป็นหนึ่งในตัวชี้วัดความแข็งแรงของร่างกาย และช่วยส่งเสริมการเคลื่อนไหวที่ดีได้เมื่ออายุมากขึ้น
ทำไมคนตะวันตกจำนวนมากจึงนั่งยองไม่ได้?
แม้จะถูกเรียกว่า Asian Squat แต่ความสามารถในการนั่งยอง ๆ ไม่ได้ขึ้นอยู่กับเชื้อชาติ แต่เกี่ยวข้องกับการใช้ร่างกายและวิถีชีวิตเป็นหลัก
เด็กเล็กแทบทุกคนสามารถนั่งยอง ๆ ได้ตามธรรมชาติ แต่เมื่อเติบโตขึ้น ความสามารถนี้อาจค่อย ๆ หายไป โดยเฉพาะในสังคมที่ใช้เก้าอี้เป็นหลัก ไม่ว่าจะเป็นการนั่งทำงาน รับประทานอาหาร หรือพักผ่อน
งานวิจัยที่ตีพิมพ์ในวารสาร Journal of Physical Therapy Science ระบุว่า อุปสรรคที่สำคัญที่สุดคือ ความยืดหยุ่นของข้อเท้าที่ลดลง เมื่อข้อเท้าเคลื่อนไหวได้ไม่เต็มที่ ส้นเท้าจะยกขึ้นจากพื้น ทำให้เสียสมดุลและนั่งยองได้ยาก
นอกจากนี้ ความตึงของสะโพก กล้ามเนื้อน่อง เอ็นร้อยหวาย รวมถึงกล้ามเนื้อแกนกลางลำตัวและกล้ามเนื้อก้นที่อ่อนแรง ก็ล้วนทำให้การนั่งยองเป็นเรื่องท้าทายมากขึ้น
ผู้เชี่ยวชาญจึงมองว่า ความสามารถในการนั่งยองเป็นผลลัพธ์ของ ความแข็งแรง ความยืดหยุ่น และการทรงตัว ที่ได้รับการฝึกฝนอย่างต่อเนื่อง มากกว่าจะเป็นข้อจำกัดทางพันธุกรรม
ท่านั่งธรรมดาที่ดีต่อสุขภาพมากกว่าที่คิด
แม้การนั่งยองจะดูเหมือนเป็นอิริยาบถธรรมดา แต่ในทางวิทยาศาสตร์ ท่านี้ทำให้ร่างกายได้เคลื่อนไหวในช่วงการเคลื่อนที่เต็มกว่าการนั่งเก้าอี้
เมื่อส้นเท้าแนบพื้น ข้อเท้า สะโพก และหัวเข่าจะทำงานร่วมกันอย่างเต็มประสิทธิภาพ ช่วยรักษาความยืดหยุ่นของข้อต่อและกระตุ้นการทำงานของกล้ามเนื้อหลายส่วนพร้อมกัน ทั้งกล้ามเนื้อก้น ต้นขาด้านหน้า ต้นขาด้านหลัง และกล้ามเนื้อแกนกลางลำตัว
ในขณะเดียวกัน ร่างกายยังต้องอาศัยการทรงตัวอย่างต่อเนื่อง ทำให้กล้ามเนื้อมัดเล็กที่ช่วยรักษาสมดุลถูกใช้งานอยู่ตลอดเวลา ซึ่งเป็นทักษะสำคัญที่มักเสื่อมลงตามอายุ และเป็นหนึ่งในปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับการหกล้มในผู้สูงอายุ
ผู้เชี่ยวชาญจึงมองว่าการนั่งยองเป็นการฝึกการเคลื่อนไหวของร่างกายหลายระบบไปพร้อมกัน
วิจัยชี้ นั่งยองช่วยเสริมสมรรถภาพการเคลื่อนไหว
งานวิจัยที่ตีพิมพ์ใน Journal of Medicinal and Pharmaceutical Chemistry Research พบว่า ผู้ใหญ่ที่ไม่ค่อยออกกำลังกายและฝึกท่านั่งยองต่อเนื่องเป็นเวลา 8 สัปดาห์ มีความสามารถในการกระโดดแนวดิ่ง (Vertical Jump) ดีขึ้น สะท้อนถึงกำลังและพลังของกล้ามเนื้อช่วงล่างที่เพิ่มขึ้น
ขณะที่อีกวิจัยที่ตีพิมพ์ใน African Journal of Biomedical Research รายงานว่า ผู้ที่ฝึกท่านั่งยอง 3 ครั้งต่อสัปดาห์ นานเป็นเวลา 8 สัปดาห์ สามารถเดินเร็วได้ดีขึ้น ซึ่งเป็นหนึ่งในตัวชี้วัดสำคัญของสมรรถภาพทางกายและการสูงวัยอย่างมีคุณภาพ
แม้การศึกษาในด้านนี้ยังมีไม่มาก แต่ผลลัพธ์ที่ได้สอดคล้องกับงานวิจัยจำนวนมากเกี่ยวกับการฝึก Deep Squat ที่ชี้ว่า การเคลื่อนไหวในช่วงองศาที่เต็มของข้อสะโพก ข้อเข่า และข้อเท้า มีส่วนช่วยรักษาความแข็งแรงของกล้ามเนื้อ ความยืดหยุ่นของข้อต่อ และประสิทธิภาพในการเคลื่อนไหวในชีวิตประจำวัน
ไม่จำเป็นทำท่านี้ทั้งวัน แต่ไม่ควรลืมเคลื่อนไหว
แน่นอนว่า Asian Squat ไม่ใช่สูตรลับของการมีอายุยืน และไม่ใช่ทุกคนที่จะสามารถนั่งท่านี้ได้ทันที โดยเฉพาะผู้ที่มีปัญหาข้อเข่า ข้อสะโพก หรือข้อเท้า
อย่างไรก็ตาม สิ่งที่ผู้เชี่ยวชาญต้องการสื่อไม่ใช่การบังคับให้ทุกคนนั่งยอง แต่คือการรักษาความสามารถของร่างกายในการเคลื่อนไหวอย่างเต็มช่วง ไม่ปล่อยให้การใช้ชีวิตที่ต้องนั่งเก้าอี้ตลอดทั้งวันมาลดทอนความยืดหยุ่นและความแข็งแรงของร่างกาย
การมีสุขภาพดีไม่ได้หมายถึงเพียงตัวเลขบนเครื่องชั่งหรือกล้ามหน้าท้องที่ชัดเจน แต่ความสามารถในการ นั่ง ลุก เดิน วิ่ง หรือทรงตัวได้อย่างคล่องแคล่ว อาจเป็นตัวชี้วัดที่สำคัญกว่ามาก
อ้างอิง health.harvard , theatlantic



