วันศุกร์ ที่ 31 กรกฎาคม 2569

Login
Login

เทียบ ‘คำศัพท์’ แต่ละยุค วัยไหน พูดว่าอะไร รับ ‘วันภาษาไทยแห่งชาติ 2569’

ขึ้นชื่อว่า “ภาษา” ย่อมต้องมีวิวัฒนาการเสมอ โดยเฉพาะ “ภาษาไทย” ที่ดิ้นได้และเกิดคำศัพท์ใหม่อยู่แทบจะตลอดเวลา ซึ่งคำศัพท์ส่วนใหญ่มักเริ่มมาจาก “วัฒนธรรมย่อย” ของสังคม ก่อนที่จะได้รับความนิยมและนำมาใช้ในวงกว้าง 

ขณะเดียวกัน “ช่องว่างระหว่างวัย” และ ความเข้าใจ “ป๊อปคัลเจอร์” ที่แตกต่างกัน ก็ทำให้คนแต่ละรุ่นสื่อสารกันไม่เข้าใจ ทั้ง ๆ ที่หลายคำมีความหมายเดียวกัน 

เนื่องในโอกาส “วันภาษาไทยแห่งชาติ” ประจำปี 2569 “กรุงเทพธุรกิจ” จึงได้รวบรวมคำศัพท์ยอดฮิตในแต่ละยุคที่มีความหมายเดียวกัน เพื่อให้คนแต่เจเนอเรชันสามารถสื่อสารกันได้อย่างเข้าใจมากขึ้น
 

เปิ๊ดสะก๊าด/หรูหราหมาเห่า/ติดแกลม

“เปิ๊ดสะก๊าด” เป็นคำที่รับมาจากภาษาอังกฤษว่า “เฟิร์สคลาส” (first class) แต่เนื่องจากคนสมัยก่อนไม่สามารถออกเสียงภาษาอังกฤษได้ชัดเจน จึงเพี้ยนเสียงออกมาเป็นเปิ๊ดสะก๊าดนั่นเอง ซึ่งนอกจากจะเสียงจะเพี้ยนจากเดิมแล้ว คนไทยก็นำมาใช้ในความหมายว่า “หรูหรา” ต่างจากในภาษาอังกฤษที่แปลว่า ชั้นที่ 1 หรือ ชนิดที่ดีที่สุด

“หรูหราหมาเห่า” คือ ความโอ่อ่า ดูแพง หรือการแต่งตัวจัดเต็มจนเด่นสะดุดตา ก็คือความหรูหรา แต่การเติมหมาเห่าเข้ามา ก็เป็นลักษณะกลอนพาไป ต้องหาคำคล้องจองมาสัมผัสตามนิสัยเจ้าบทเจ้ากลอนของคนไทย หรืออีกนัยอาจจะหมายถึง การแต่งตัวหรูหรา แต่ดูผิดที่ผิดทางหรือดูเด่นเกิน จนแม้แต่หมายังตะลึง ต้องหันมาเห่าใส่

“ติดแกลม” เป็นคำที่ชาวโซเชียลในปัจจุบัน เพื่อใช้อธิบายรูปแบบการใช้ชีวิตแบบหรูหรา มีระดับ ดูลักชูรี ตั้งแต่เสื้อผ้าหน้าหน้าผม ไลฟ์สไตล์ การทานอาหาร การท่องเที่ยว ซึ่งแกลมในที่นี้มาจากคำว่า glamorous (แกลมเมอรัส) ที่แปลว่า ดึงดูดใจ, มีเสน่ห์ 

“ติดแกลม” กลายเป็นคำที่ผู้คนไทยค้นมามากที่สุดของ Google ในหมวด ...แปลว่า (Trending …Meaning) ประจำปี 2024 แต่ปัจจุบัน มักมีคนพิมพ์ติดแกลมผิดเป็น “ติดแกรม” ด้วยเช่นกัน ซึ่งผิดความหมาย เพราะ “แกรม” คือหน่วยที่ใช้วัดมวลกระดาษ

เด๊ดสะมอเร่/กลับบ้านเก่า/สู่ขิต-ตุย

“เด๊ดสะมอเร่ เป็นคำที่คุ้นหูคนไทยมานาน และใช้ในความหมายว่า “ตาย” กันมาตลอด แต่ความจริงแล้วคำนี้ มาจากการเพี้ยนเสียงของชื่อเพลง “That's Amore” ของ ดีน มาร์ติน จากคำว่า That's (แดทส์) คนไทยฟังกลายเป็น Dead (เด๊ด) ที่แปลว่าตาย ส่วน Amore (อะมอร์) ที่แปลว่าความรักในภาษาอิตาลี กลับกลายเป็น สะมอเร่ไปได้ ทั้งที่ That's Amore เป็นเพลงของคนตกหลุมรัก กำลังอินเลิฟ แต่ความหมายในไทยกับต่างไปคนละโยชน์

นอกจากนี้ ในหมู่คนไทยเชื้อสายจีน ยังมีคำพูดที่แสดงความหมายว่าตายอีกสองคำ คือ “ซี้แหงแก๋” และ “ซี้ม่องเท่ง” โดยซี้ (死) เป็นภาษาจีนสำเนียงแต้จิ๋ว แปลว่าตาย ส่วนแหงแก๋และม่องเท่งเป็นคำขยาย โดย “แหงแก๋” เป็นคำขยายแปลว่าแน่นอน ส่วน “ม่องเท่ง” สันนิษฐานว่าเพี้ยนมาจาก “บ้องเซ็ก” (熟) แปลว่า สุก รวมกันหมายถึงตายสนิทหรือตายแน่ ๆ

“กลับบ้านเก่า” เป็นภาษาปากแปลว่าตาย ซึ่งบ้านเก่าในที่นี้หมายถึงภพภูมิเดิมที่จากมา ดังนั้นการตาย จึงเหมือนเป็นการจากโลกนี้ เพื่อกลับไปสู่ภูมิภพเดิมนั้นเอง

“สู่ขิต” เป็นคำย่อมาจากประโยค “สู่ขิตในวันที่ดือ”ของ “หนูรัตน์” หรือ “ธิดาพร ชาวคูเวียง” ที่โด่งดังมาจากการเล่นละครและลิเกผ่านเฟซบุ๊กของตัวเอง โดยเธอตั้งใจจะพูดว่า “สู่สุคติในวันที่ดี” แต่ด้วยการที่ออกเสียงที่ไม่ชัดเจน ทำให้ประโยคเปลี่ยนไป ซึ่งในหลายครั้งก็ย่อออกมาเหลือเพียง “ขิต” เท่านั้น

นอกจากนี้ ปัจจุบันยังใช้คำว่า “ตุย” แทนคำว่า ตาย ในสถานการณ์ที่สบาย ๆ ไม่ตึงเครียด หรือต้องการลดทอนความรุนแรงลง

 

เกย์คิง-เกย์ควีน/เมะ-เคะ/โพซ้าย-โพขวา

ในสมัยที่กลุ่มผู้ที่มีความหลากหลายทางเพศ ยังไม่ได้รับการยอมรับเท่าปัจจุบัน มีการใช้คำศัพท์เรียกบทบาทสถานะทางเพศของกลุ่มเกย์ว่า “เกย์คิง” และ “เกย์ควีน” โดยเกย์คิงหมายถึงฝ่ายรุก และเกย์ควีนหมายถึงฝ่ายรับ ซึ่งเป็นการอ้างอิงมาจากชื่อเรียกแบบไบนารี ที่กำหนดให้คิงเป็นผู้ชาย (พระราชา) และ ควีนเป็นผู้หญิง (ราชินี)

ขยะที่ “วัฒนธรรมวาย” ที่เริ่มเข้ามามีบทบาทในสังคมไทยตั้งแต่ยุค 90 ได้แบ่งบทบาทของตัวละครหลักเป็นสองประเภท โดยแฟน ๆ มักเรียกสั้น ๆ ว่า “เมะ” และ “เคะ” ซึ่ง “เมะ” มาจากคำว่า “เซเมะ” (Seme - 攻め) มีความหมายตรงตัวว่า “ผู้กระทำ” หรือ “ผู้บุก” ในบริบทของสื่อบันเทิงวาย ตัวละครสายเมะมักถูกวางบุคลิกให้มีความเป็นชายสูง มีความมั่นใจ เป็นผู้นำ และมักเป็นฝ่ายเริ่มทำกิจกรรมทางเพศก่อนเสมอ รากศัพท์ของคำนี้ยังมีความเชื่อมโยงกับคำศัพท์ในวงการศิลปะการต่อสู้ของญี่ปุ่น ซึ่งสะท้อนถึงภาพลักษณ์ของการเป็น “ฝ่ายรุก”

ในทางกลับกัน คำว่า “เคะ” ที่ย่อมาจากคำว่า “อูเคะ” (Uke - 受け) แปลว่า “ฝ่ายรับ” ตัวละครในกลุ่มนี้มักถูกนำเสนอผ่านภาพลักษณ์ที่ดูนุ่มนวลกว่า มีความอ่อนไหว และเป็นฝ่ายที่ถูกกระทำในความสัมพันธ์ทางเพศ โดยในปัจจุบันกลุ่ม LGBTQIA+ ก็เปิดรับวัฒนธรรมวายด้วยเช่นกัน เริ่มนำ “เมะ-เคะ” มาใช้บ่งบอกบทบาททางเพศของตนเอง ร่วมกับ “รุก” (Top) และ “รับ” (Bottom) คำศัพท์ดั้งเดิมที่ใช้ในคอมมูนิตี้ โดยที่สามารถใช้ได้ทั้งชายและหญิง

นอกจากนี้ วัฒนธรรมวายในปัจจุบัน ยังมีการเรียกความสัมพันธ์ในรูปแบบนี้ว่า “โพซ้าย” และ “โพขวา” หรือ “โพหน้า” และ “โพหลัง” ซึ่งมาจากการที่เรียกชื่อคู่จิ้น คนที่เป็นเมะ ชื่อจะต้องมาก่อน ส่วนเคะจะต้องอยู่ตามหลังเสมอ ซึ่งเมื่ออ่านจะเห็นชื่อของเมะอยู่ทางซ้าย และเคะจะอยู่ทางขวานั่นเอง

 

เลิศสะแมนแตน/เลิศ-เริ่ด/เริ่ดดด (เฬิ่ด-เริ่ช-เฬิ่ส ฯลฯ)

“เลิศสะแมนแตน” มีความหมายว่า ดีเลิศ ยอดเยี่ยม ดีงาม ซึ่งมีที่มาจากการที่ “เทิ่ง สติเฟื่อง” ได้นำชื่อ  “เลิศมันเตา” (เลิด-สะ-มัน-เตา) ชื่อที่พ่อของ “นายเลิศ เศรษฐบุตร” หรือ “พระยาภักดีนรเศรษฐ” ตั้งให้ ซึ่งแปลว่า “เลิศเหนือใคร” มาแปลงใหม่ จนกลายเป็น “เลิศละแมนแตน” 

นายเลิศถือเป็นผู้สร้างปรากฏการณ์มากมายในสยาม ทั้งห้างสรรพสินค้าแห่งแรกของคนไทย เป็นผู้ที่ทำให้ชาวสยามได้รู้จักกับสินค้าแปลก ๆ จากต่างประเทศ เช่น แฮม ชีส และอาหารกระป๋อง เป็นเจ้าของโรงน้ำแข็งแห่งแรก ผู้ให้บริการเรือเมล์ และรถเมล์ขาว ที่กลายเป็นรากฐานของการคมนาคมในปัจจุบัน แต่ต่อมา นายเลิศได้ตัดคำว่า “(สะ) มันเตา” ออกไป เหลือเพียง “นายเลิศ” เพื่อความสะดวกในการเรียกขาน 

แต่ในปัจจุบัน ดูเหมือนว่า “เลิศ” จะใช้พูดไม่ได้อรรถรสมากพอ ผู้คนจึงหันมาใช้คำว่า “เริ่ด” แทน และถ้าอยากให้รู้สึกว่าเริ่ดมากกว่าเดิม ก็จะแผลงเสียง แผลงตัวสะกดไปเรื่อย ๆ โดยไม่สนว่าจะถูกหลักภาษาหรือไม่ ให้รู้ว่าสิ่งนี้มันดีมากจริง ๆ ไม่ว่าจะเป็น เริ่ดดดด, เริ๊ด, เฬิฏ, เฬิฎ, เฬิศ, เริ่ช,  เลิส, เลิฐ, เลิษฐ์ ฯลฯ

 

เก๋ไก๋/กิ๊บเก๋ยูเรก้า-ชิค/เทสดี

“เก๋” เป็นคำคุณศัพท์แปลว่า ดูดี มีสไตล์ แปลกแต่น่าดู มักใช้พูดถึงการแต่งตัว ใช้ได้ทั้งกับผู้หญิงและผู้ชาย คำนี้ปรากฏมาตั้งแต่สมัยร.5 มีรากมาจากคำว่า “โก้เก๋” ที่มาจากภาษาฝรั่งเศสคำว่า “coquet” (โกแกต์) ในความหมายเดียวกัน ทั้งนี้ในภายหลังได้ได้แบ่งออกเป็น 2 คำ คือ “โก้” และ “เก๋” นั่นเอง

ภายหลังมีการเติมคำในลักษณะกลอนพาไป กลายเป็น “กิ๊บเก๋ยูเรก้า” โดย “ยูเรก้า” เป็นคำที่อาร์คิมิดีส นักปราชญ์ชาวกรีกโบราณ อุทานคำนี้ออกมาด้วยความดีใจ หลังจากเขากระโดดออกจากอ่างอาบน้ำแล้ววิ่งแก้ผ้าไปทั่วเมือง เมื่อเขาคิดวิธีคำนวณหาปริมาตรของวัตถุด้วยการแทนที่น้ำได้สำเร็จ

นอกจากนี้ วัยรุ่นไทยยังนิยมใช้คำว่า “ชิค” ในความหมายเดียวกับทันสมัยและเก๋ไก๋ ซึ่งข้อมูลจากราชบัณฑิตยสถานกล่าวว่าคำนี้ มาจาก “chic” ในภาษาฝรั่งเศส

ปัจจุบัน มีคำว่า “เทสดี” ที่มีความหมายใกล้เคียงกัน โดยเทสเป็นคำทับศัพท์ภาษาอังกฤษจากคำว่า “Taste” ที่แปลว่ารสนิยม โดยใช้ชื่นชมคนที่มีรสนิยมในการเลือกสิ่งต่าง ๆ เช่น การฟังเพลง การแต่งตัว “การแต่งภาพ ในกลุ่มวัยรุ่นและแฟนคลับศิลปิน

 

คู่ขวัญ/คู่จิ้น/พาร์ทเนอร์

“คู่ขวัญ” เป็นคำใช้เรียกคู่พระเอก-นางเอก ที่เป็นที่รักของผู้ชม จนทำให้มีผลงานการแสดงคู่กันหลายเรื่องต่อกัน เช่น สันติสุข-จินตรา สมบัติ-อรัญญา ที่เล่นหนังด้วยกันเมื่อไหร่ ก็จะมีแฟน ๆ รอติดตามชมเสมอ สร้างรายได้ให้แก่ค่ายหนัง แต่ขณะเดียวกันก็ยังสามารถไปประกบคู่กับคนอื่น ๆ ได้ 

ในยุคนั้น ยังไม่มีโซเชียลมีเดียหรือเบื้องหลังกองถ่ายออกมาให้เห็นมากนัก แต่เมื่อยุคสมัยที่เปลี่ยนไป ผู้คนได้เห็นแง่มุมต่าง ๆ และการทำกิจกรรมของคู่พระนางมากขึ้น ทำให้แฟนคลับอยากให้ทั้งคู่ขยับมาเป็น “คู่รัก” และเมื่อเข้าสู่ยุคเรียลลิตี้ที่ทำให้คนสามารถติดตามชีวิตผู้เข้าแข่งขันได้ตลอด 24 ชั่วโมง ยิ่งทำให้ผู้คนจินตนาการว่าทั้งคู่เป็นแฟนกัน ถึงขั้นนำไปแต่งนิยายและฟิคชั่น จนเป็นที่มาของ “คู่จิ้น” ซึ่งคำว่า “จิ้น” มาจาก imagine ที่แปลว่าจินตนาการของแฟนคลับนั่นเอง

วันเวลาผันผ่านไป เข้าสู่ยุคซีรีส์วาย จากคู่จิ้น ก็มีชื่อเรียกใหม่ว่า “พาร์ทเนอร์” ที่เมื่อนักแสดง ไม่ว่าจะเพศใดจับคู่กัน จะชายชาย ชายหญิง หรือหญิงหญิง ทั้งคู่ก็จะต้องแสดงคู่กันต่อไปเรื่อย ๆ ไม่สามารถไปแยกคู่ไปเล่นกับคนอื่นได้ นอกจากจะเป็นแนวอื่นไปเลย เช่น จากซีรีส์วาย ไปเล่นละครชายหญิง ส่วนหนึ่งก็เป็นผลมาจากเคมีเคใจของทั้งคู่ที่ดีมาก จนทำให้แฟนคลับไม่อยากให้ทั้งคู่แยกกัน ซึ่งหากทั้งคู่ตัดสินใจไม่ทำงานร่วมกันแล้ว ก็มักจะต้องประกาศยุติการทำงานคู่กัน เพื่อให้แฟนคลับไม่ต้องรอเก้อ

 

อกอีแป้นจะแตก-คุณพระช่วย/พระเจ้าช่วยกล้วยทอด-อุต้ะ/อห (ที่ไม่ได้แปลว่า โอ้โห)

“อกอีแป้นจะแตก” เป็นคำพูดที่ใช้อุทาน คาดว่ามาจากประโยคใน “พล นิกร กิมหงวน” หัสนิยาย ประพันธ์โดย ป. อินทรปาลิต ซึ่งเป็นประโยคที่ตัวละคร “ประไพ” ภรรยาของนิกรอุทาน ซึ่งประโยคนี้กลายเป็นที่รู้จักในวงกว้างจาก “เทิ่ง สติเฟื่อง” ที่มักจะพูดประโยคนี้ พร้อมตบอกตัวเอง เมื่อไม่พอใจ หรือไม่สบอารมณ์

นอกจากนี้ ยังมีคำว่า “คุณพระช่วย” ที่แปลมาจาก “Oh My God” ใช้อุทานแสดงความตกใจ แปลกใจ หรือตกใจกลัว ซึ่งต่อมาได้นำมาแปลง ด้วยการเพิ่มคำคล้องจองเป็น “พระเจ้าช่วยกล้วยทอด” เพื่อเพิ่มความสนุกสนาน มักใช้แสดงอาการตกใจ ประหลาดใจ หรือทึ่งกับเรื่องราวที่เกิดขึ้นตรงหน้า

ขณะเดียวกัน ก็ยังมีคำว่า “อุต้ะ” หรือ “อุ๊ตะ” ซึ่งกร่อนมาจาก “อุ๊ยตาย” มักใช้เวลามีอาการตกใจเล็ก ๆ เจออะไรที่เกินคาด ส่วนในปัจจุบันชาวเน็ตมักใช้คำว่า “อห (ที่ไม่ได้แปลว่า โอ้โห)” ในกรณีที่เจอเรื่องไม่ดี เลวร้ายมาก ๆ จนต้องอุทานออกมา

 

เฟี้ยวเงาะ/สุดติ่งกระดิ่งแมว/อย่างตึงครับจารย์ 

“เฟี้ยว” เป็นคำภาษาไทยที่ใช้อธิบายความรู้สึกดี ยอดเยี่ยม แบบสุด ๆ ไปเลย เพื่อแสดงความชื่นชอบต่อสิ่งใดสิ่งหนึ่ง โดยมักจะพูดว่า “เฟี้ยวเงาะ” แต่ก็ยังไม่สามารถหาที่มาได้ว่า “เงาะ” มาจากไหน

“สุดติ่งกระดิ่งแมว” ใช้อธิบายเรื่องที่สุดยอดหรือยอดเยี่ยมมาก ไม่ว่าจะเป็น สนุกมาก เจ๋งมาก สวยมาก หรือประชดแบบขำ ๆ ว่าเรื่องนี้มันสุด ๆ จนเกินจะบรรยาย ซึ่งนี่ก็เป็นอีกคำที่มาในลักษณะกลอนพาไป ใช้คำคล้องจองเพื่อให้คำดูไม่แข็งจนเกินไป มีลูกเล่น ดูสนุกขึ้น และไม่จริงจังมากเกินไป เกิดอารมณ์ร่วมเร็ว ติดปากได้ง่ายขึ้น

“อย่างตึงครับจารย์” เป็นคำแสลงในยุคโซเชียล แปลว่าสุดยอด หรือเอาเรื่องสุด ๆ โดยคำว่า “ตึง” ในที่นี้ มาจากคำว่า “ตัวตึง” ซึ่งเป็นแปลว่า ตัวท็อป หัวแถว หรือมือหนึ่ง ส่วน “จารย์” มาจาก อาจารย์ ซึ่งเป็นคำเรียกเพื่อน หรือคนเก่งของพวกผู้ชาย โดยย่อให้สั้นลงเพื่อให้ติดปาก

 

ชู้ทางใจ/กิ๊ก/FWB

ความสัมพันธ์ลับ ๆ เชิงชู้สาว มีอยู่มาทุกยุคทุกสมัย ซึ่งในยุคก่อนมักจะเรียกว่า “ชู้ทางใจ” ซึ่งเป็นการผูกพันทางอารมณ์และความรู้สึกที่ลึกซึ้งกับผู้อื่น ที่ไม่ใช่คู่รักของตน โดยจะมีหรือไม่มีเรื่องเพศเข้ามาเกี่ยวข้องก็ได้ แต่ก็ส่งผลกระทบและทำลายความไว้ใจของคู่รัก ซึ่งคำนี้ได้ถูกนำมาแต่งเป็นเพลงลูกกรุงสุดอมตะของ “วินัย พันธุรักษ์”

“กิ๊ก” เป็นคำเรียกความสัมพันธ์แบบคนที่มากกว่าเพื่อน แต่ไม่ใช่แฟนในหมู่วัยรุ่น ซึ่งจะมีความสัมพันธ์ทางเพศเข้ามาเกี่ยวข้องด้วยหรือไม่ ก็ขึ้นอยู่กับอายุและสังคมของผู้ใช้ ทั้งนี้ยังไม่มีที่มาชัดเจนว่ามาจากไหน โดยนิตยา กาญจนะวรรณ ราชบัณฑิต สาขาวิชาวรรณศิลป์ ประเภทวิชาภาษาไทย สำนักศิลปกรรม สำนักงานราชบัณฑิตยสภา ได้สรุปว่าที่มาของคำนี้อาจเป็นไปได้ 3 ทาง คือ 1. แสลงมาจากคำว่า “Click” ที่แปลว่าเข้ากันได้ดี 2. มาจากคำว่า “กุ๊กกิ๊ก” ที่เป็นการใช้เวลาออกไปเที่ยวด้วยกัน หรือ 3. แสลงจากคำว่า gig แปลว่ากิจกรรมระยะสั้น

“FWB” ย่อมาจาก “Friends with Benefits” ซึ่งรูปแบบความสัมพันธ์ระหว่างเพื่อนหรือคนรู้จัก ที่ตกลงมีเพศสัมพันธ์กันได้ แต่ทั้งคู่ก็ตกลงกันว่าจะคบกันอย่างไม่มีสถานะ และไม่มีข้อผูกมัด ฟังดูอาจจะเหมือนเป็นเรื่องที่ดี แต่ถ้าเกิดมีใครคนใดเริ่มรู้สึก “มากกว่า” ที่ตกลงกัน เริ่มเอาหัวใจลงไปเล่น คนนั้นก็จะเป็นฝ่ายที่เจ็บปวด อยากเรียกร้องสถานะแต่ทำอะไรไม่ได้ เพราะไม่เป็นไปตามที่ตกลง

 

จิ๊กโก๋/เด็กแว้น/ทรงเอ 

ภาษาไทยมีคำเรียก วัยรุ่นชายที่มีการแต่งตัวและพฤติกรรมเฉพาะตัว แตกต่างกันไปตามยุคสมัย เริ่มจาก “จิ๊กโก๋” เป็นคำแสลงใช้เรียกวัยรุ่นที่ไม่เอางานเอาการ มักแต่งตัวตามความนิยมเฉพาะกลุ่ม ชอบเที่ยวเตร่และจีบผู้หญิง โดยมีที่มาจากคำว่า “จิ๊กกะโล่” (gigolo) ซึ่งมีความหมายที่ไม่ดีนัก เพราะแปลว่า “ผู้ชายขายตัว” แต่เมื่อคำนี้เข้ามาในไทย ช่วงแรกหมายถึงหนุ่มสำอางแต่งตัวโก้ ๆ แต่เมื่อเข้ายุคที่ชายไทยนิยมแต่งตัวตามเจมส์ ดีน และเอลวิส เพรสลีย์ จึงได้เกิดคำว่าจิ๊กโก๋ขึ้น

ยุคถัดมา เกิด “เด็กแว้น” ขึ้น ซึ่งหมายถึงผู้ที่ออกขับมอเตอร์ไซค์ไปเป็นกลุ่มในเวลากลางคืน มีลักษณะการแต่งกาย และทรงผม รวมถึงรสนิยมการฟังเพลงที่คล้ายกัน  มีผู้สันนิษฐานว่า เด็กแว้นมาจาก “แซ้บคุง” (Zabbkung) ซึ่งเป็นตัวละครที่สร้างขึ้นมาในโอกาสครบรอบ 7 ปีของสตูดิโอเขียนการ์ตูน มอนสเตอร์คลับ 

ส่วนคำว่าแว้นนั้น มาจากเสียงท่อไอเสียที่ดัดแปลงให้เสียงดังขึ้น รวมไปถึงเสียงดังที่เกิดจากการบิดหนีตำรวจ แต่ก่อนสมัยเครื่องยนต์ 2 จังหวะ เมื่อบิดก็จะเกิดเสียงดังคล้ายคำว่า “แว้น ๆ ๆ” 

ปัจจุบัน มีคำเรียก “ทรงเอ” ย่อมาจากคำว่าเอเย่นต์ค้ายา ใช้เรียกผู้ชายที่มีลักษณะคล้ายกับพวกค้ายาเสพติด โดยพวกผู้ชายทรงเอมักจะใส่ทองเส้นใหญ่ มาด้วยรถกระบะแต่งซิ่ง หรือมอเตอร์ไซค์แต่งท่อ ไว้หนวดหรอมแหล่ม ดูเท่เป็นที่สุด

ทั้งนี้ แต่ละคำจะมีคำคู่ที่ใช้เรียก ผู้หญิงที่มีลักษณะดังกล่าวด้วย โดยจิ๊กโก๋ คู่กับ “จิ๊กกี๋” เด็กแว้น คู่กับ “สก๊อย” และ “ทรงเอ” คู่กับ “ทรงซ้อ”

 

ตบะแตก/ฟิวส์ขาด/สลิ้งแตก-แพ้เสียงในหัว 

“ตบะแตก” หมายถึง สิ้นความอดทน หมดความอดกลั้น จนต้องเผลอทำสิ่งที่ไม่อยากทำ โดย “ตบะ” หมายถึง พิธีข่มกิเลสที่ฤๅษีทำโดยทรมานตัว ซึ่งในวรรณคดีหลายเรื่องมีเรื่อง

เล่าเกี่ยวกับฤๅษีที่ตบะแตก เช่นในมหาภารตะ ฤๅษีวิศวามิตรบำเพ็ญตบะนานเป็นพัน ๆ ปี จนมีบารมีมากแข่งกับพระอินทร์ได้ พระอินทร์จึงส่งนางอัปสรชื่อเมนกา ไปยั่วยวนจนบำเพ็ญตบะไม่ได้และได้นางเป็นภรรยา มีธิดาชื่อศกุนตลา

ต่อมาฤๅษีวิศวามิตรบำเพ็ญตบะอีก 1,000 ปี และพยายามข่มกิเลสไม่ยอมให้ตบะแตกอีก เมื่อพระอินทร์ส่งนางอัปสรชื่อนางรัมภามายั่วยวน ฤๅษีวิศวามิตรไม่ยอมตกเป็นเหยื่อ จึงสาปนางให้กลายเป็นหินไปหมื่นปี

“ฟิวส์ขาด” หมายถึง ภาวะที่เส้นลวดในอุปกรณ์ไฟฟ้าหลอมละลาย เนื่องจากมีกระแสไฟฟ้าไหลผ่านมากเกินไปหรือเกิดการลัดวงจร ทำให้ลวดโลหะข้างในละลายเพื่อตัดไฟทันที ด้วยเหตุนี้จึงถูกนำมาใช้ในเชิงเปรียบเทียบกับ อาการโกรธจัดจนควบคุมอารมณ์ไม่ได้

เดิมที “สลิ้งแตก” เป็นคำที่ใช้ในเรือนจำ แต่คำนี้กลายเป็นไวรัล จากคลิปของ “เอิร์น วัดใหญ่” ซึ่งมีวลีว่า “อย่าซีเล็ง เดี๋ยวซู้หริ่ง ถ้าพี่สลิ้งแตก น้องจะสะหง่อง” ซึ่งแปลว่า อย่าเยอะ อย่าเรื่องมาก เดี๋ยวจะโดนไม่ใช่น้อย ถ้าพี่หัวร้อน สติแตกขึ้นมา น้องจะซวย ซึ่งสลิ้งในที่นี้ก็คือ “ไซริงจ์” ที่หมายถึงหลอดฉีดยา ก่อนถูกนำมาแผลงเสียงและเปลี่ยนบริบทมาใช้ในภาษาพูดเฉพาะกลุ่ม แต่ในตอนนี้ “สลิ้งแตก” ถูกใช้ในความหมายทั่วไปมากขึ้น แทนอาการหัวร้อนหรือสติหลุด 

บางครั้ง คนเราก็เผลอทำอะไรที่ไม่รู้ว่าทำไปทำไม เช่น เดินไปตบถุงข้าวตามห้างสรรพสินค้า ต้องไปตบให้มันแบน ๆ ซะหน่อยจะได้สบายใจ และแน่นอนว่าพฤติกรรมนี้ไม่ได้เป็นแค่คนไทย แต่เป็นกันทั่วโลก จนมีมออกมาหลากหลายภาษา พฤติกรรมประเภทนี้ชาวเน็ตเรียกว่า “แพ้เสียงในหัว” ที่แม้จะพยายามห้ามใจตัวเองแล้ว แต่ก็ยังทำลงไปจนได้

 

ขี้เต๊ะ/ขี้แอค-แอคอาร์ต/กึง

“ขี้เต๊ะ” มีรากมาจาก “เต๊ะจุ๊ย” ซึ่งมาจากภาษาจีนแต้จิ๋วว่า “เซ็กจุ้ย”​ (色水) แปลว่า​ วางมาด​ ทำเก๊ก​  วางท่า วางฟอร์มให้ดูดี นอกจากนี้ยังมีคำว่า “ขี้แอค” หรือ “แอคอาร์ต สมาร์ทด็อก” (Act art smart dog) ที่มีความหมายในเชิงเดียวกัน ซึ่งยังไม่สามารถหาที่มาได้อย่างชัดเจน  ส่วนในปัจจุบันมีการใช้คำว่า “กึง” แทนความหมายวางท่า วางฟอร์ม ทำนองเดียวกับขี้เต๊ะ ขี้แอค โดยที่มาจาก “มะเดี่ยว-อภิเชษฐ์ เอติรัตนะ” ที่อธิบายคำว่า “เกย์กึง” หมายถึง เกย์ที่มีพฤติกรรมออกสาว แต่เวลาออกไปข้างนอก จะทำเป็นเงียบขรึม ดูแมน แต่แท้จริงมีความสาวในตัว ซึ่งภายหลังนำมาใช้ได้กับทุกเพศไม่จำเป็นต้องเป็นเกย์

 

แม่ยก/ติ่ง/มัมหมี 

“แม่ยก” มีความหมายตามพจนานุกรมไทยฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. 2554 ว่า หญิงที่เป็นผู้อุปถัมภ์พระเอกลิเกหรือนายวงดนตรีลูกทุ่ง โดยมักจะตามไปดูการแสดงนั้น ๆ ซึ่งถ้าถูกใจก็จะตกรางวัลอย่างงาม ไม่ว่าจะเป็นพวงมาลัยเงินสด สร้อยคอทองคำ รถยนต์ หรือแม้แต่บ้านก็มีมาแล้ว ซึ่งหากจะว่ากันตามตรง แม่ก็นับได้ว่าเป็น “แฟนคลับ” รุ่นแรก ๆ ที่เกิดขึ้นในไทย

เดิมที “ติ่ง” เป็นคำเรียกแฟนคลับศิลปิน K-POP ที่มักเป็นวัยมัธยมตัดผมเท่าติ่งหู มักจะมีอาการคลั่งไคล้ศิลปินจนเกินพอดี ถึงขั้นมีคนเคยยอมรับว่า “ใส่ใจไอดอลมากกว่าพ่อแม่ด้วยซ้ำ”  รวมถึงแสดงพฤติกรรมที่ไม่ดี จนเกิดความเดือนร้อนรำคาญในผู้คนทั่วไป  ซึ่งถือเป็นคำเรียกในเชิงดูถูก แต่ในภายหลังคำนี้ก็ถูกใช้ในเชิงบวกมากขึ้น

“มัมหมี” เป็นเรียกแฟนคลับที่สวมบทบาท “แม่” ที่รัก เอ็นดู และห่วงใย “ศิลปิน” ประหนึ่งเป็นลูกในไส้ โดยไม่ได้มีความต้องการอยากได้ศิลปินมาเป็นคนรัก แต่กลับคอยชื่นชม ส่งกำลังใจ ติดตามผลงาน และอวดลูกของตนเองผ่านโซเชียลมีเดียอยู่เสมอ ซึ่งคำนี้แผลงมาจากคำว่า “Mommy” แต่ปรับให้ดูนุ่มนวลน่ารักมากขึ้น เพราะมัมหมีไม่จำเป็นต้องมีอายุรุ่นราวคราวแม่จริง ๆ จะวัยไหนก็ได้ ขอแค่มีความรักและปรารถนาดีกับลูกจริง ๆ โดยไม่หวังผลตอบแทน

กราฟิก: รัตนากร หัวเวียง

เทียบ ‘คำศัพท์’ แต่ละยุค วัยไหน พูดว่าอะไร รับ ‘วันภาษาไทยแห่งชาติ 2569’