หลายปีที่ผ่านมา ไบรอัน จอห์นสัน (Bryan Johnson) ได้กลายเป็นหนึ่งในบุคคลที่ถูกจับตามองมากที่สุดในวงการ Longevity
มหาเศรษฐีด้านเทคโนโลยีวัย 48 ปีรายนี้ ทุ่มงบประมาณกว่า 1 ล้านดอลลาร์สหรัฐต่อปี ให้กับ โครงการ Blueprint เพื่อทดลองชะลอวัยและลดอายุชีวภาพของตัวเองให้อยู่ที่ 18 ปี
โดยยอมทำสิ่งที่หลายคนมองว่า "สุดขั้ว" ตั้งแต่ เข้ารับการถ่ายพลาสมาร่วมกับลูกชาย แม้ภายหลังจะยุติการทดลองเมื่อไม่พบประโยชน์ที่ชัดเจน ไปจนถึงการรับประทานอาหารมื้อสุดท้ายก่อนเที่ยงวัน กลืนอาหารเสริมและยาเป็นร้อยตัวต่อวัน ตรวจสุขภาพอย่างละเอียดเป็นประจำ และติดตามตัวชี้วัดทางชีวภาพแทบทุกระบบของร่างกาย รวมถึงการเปิดเผยว่าเคยเข้ารับการรักษาเชิงทดลองเพื่อฟื้นฟูสมรรถภาพทางเพศ
วิธีการเหล่านี้ทำให้ จอห์นสัน กลายเป็นทั้ง "ไอคอนแห่งวงการ Biohacking" และบุคคลที่ถูกตั้งคำถามมากที่สุดคนหนึ่งว่า มนุษย์จะสามารถเอาชนะความชราได้จริงหรือไม่
แต่ล่าสุด เส้นทางการไล่ล่าอายุยืนของเขาต้องเผชิญบททดสอบครั้งสำคัญ เมื่อเขาเปิดเผยผ่าน X ว่า
"ผมเป็นโรคภูมิคุ้มกันทำลายตัวเอง กระเพาะอาหารของผมกำลังกินตัวเอง"
โรคที่เขาเป็นคือ Autoimmune Gastritis (AIG) หรือ โรคภูมิคุ้มกันทำลายเยื่อบุกระเพาะอาหาร ภาวะที่ระบบภูมิคุ้มกันเข้าใจผิดและหันมาโจมตีเซลล์กระเพาะอาหารของตัวเอง ส่งผลให้การสร้างกรดในกระเพาะและการดูดซึมสารอาหารค่อย ๆ ลดลง ปัจจุบันโรคนี้ยังไม่มีวิธีรักษาให้หายขาด
แม้ AIG จะไม่ใช่โรคที่ถ่ายทอดทางพันธุกรรมโดยตรง แต่ผู้เชี่ยวชาญระบุว่า พันธุกรรมมีส่วนเพิ่มความเสี่ยง โดยเฉพาะในผู้ที่มีประวัติครอบครัวเป็นโรคภูมิคุ้มกันทำลายตนเอง หรือผู้ที่เป็นโรคภูมิคุ้มกันชนิดอื่นอยู่แล้ว เช่น โรคไทรอยด์อักเสบจากภูมิคุ้มกัน ซึ่งเป็นภาวะที่พบร่วมกับ AIG ได้บ่อย
AIG พบได้ราว 2 - 5% ของประชากร แต่ผู้ป่วยจำนวนมากกลับไม่เคยรู้ตัว เพราะโรคสามารถดำเนินไปอย่างเงียบ ๆ เป็นเวลาหลายปี กว่าจะเริ่มแสดงอาการหรือถูกตรวจพบ
กรุงเทพธุรกิจ ชวนผู้อ่านสำรวจว่า โรคภูมิคุ้มกันทำลายเยื่อบุกระเพาะอาหาร คืออะไร เหตุใดโรคนี้จึงถูกเรียกว่า "ภัยเงียบ" และบทเรียนจากกรณีของ ไบรอัน จอห์นสัน สะท้อนอะไรให้เห็นเกี่ยวกับการดูแลสุขภาพและศาสตร์แห่งการมีอายุยืน
โรคที่ซ่อนตัวนานกว่าทศวรรษ
จอห์นสัน เล่าว่า จุดเริ่มต้นของปัญหาเกิดขึ้นตั้งแต่อายุ 21 ปี เมื่อได้รับการวินิจฉัยว่าเป็น ภาวะไทรอยด์ทำงานต่ำ (Hypothyroidism) และต้องรับประทานฮอร์โมนทดแทนมาตลอด
ต่อมาแพทย์พบว่าเขามี ค่า Ferritin หรือ โปรตีนที่ใช้เก็บสะสมธาตุเหล็กต่ำผิดปกติเรื้อรัง แม้ว่าค่าฮีโมโกลบินและเม็ดเลือดแดงจะยังอยู่ในเกณฑ์ปกติ
หลายปีที่ผ่านมา ผลตรวจดังกล่าวจึงถูกมองว่า "ไม่น่ากังวล"
แต่ จอห์นสัน อธิบายว่า นี่คือจุดที่แพทย์จำนวนมากอาจมองข้าม เพราะร่างกายจะดึงธาตุเหล็กที่สะสมไว้มาใช้ก่อน เพื่อรักษาระดับฮีโมโกลบินให้เป็นปกติ ดังนั้น คนเราสามารถขาดธาตุเหล็กได้ แม้ผลเลือดทั่วไปจะยังดูปกติ
สาเหตุที่แท้จริง
หลังเปลี่ยนทีมแพทย์เมื่อต้นปี ทีมใหม่เริ่มสืบหาสาเหตุของภาวะขาดธาตุเหล็กอย่างเป็นระบบ โดยเริ่มจากการส่องกล้องลำไส้ใหญ่ (Colonoscopy) เพื่อค้นหาความผิดปกติ ผลตรวจไม่พบทั้งมะเร็ง ติ่งเนื้อ หรือภาวะเลือดออกเรื้อรัง ทำให้แพทย์ต้องมองหาสาเหตุในทิศทางอื่น
การตรวจเลือดเพิ่มเติมพบว่า จอห์นสันมีระดับ Anti-Parietal Cell Antibodies (APCA) สูงกว่าค่าปกติประมาณ 5 เท่า ซึ่งเป็นสัญญาณสำคัญที่บ่งชี้ว่า ระบบภูมิคุ้มกันอาจกำลังโจมตีเซลล์ในกระเพาะอาหารของตัวเอง ก่อนที่ผลตัดชิ้นเนื้อจากกระเพาะอาหารจะยืนยันว่า เขาเป็น โรคภูมิคุ้มกันทำลายเยื่อบุกระเพาะอาหารระยะเริ่มต้น โดยพบการฝ่อของเซลล์ที่ทำหน้าที่สร้างกรดในกระเพาะอาหาร ขณะที่เนื้อเยื่อส่วนอื่นของกระเพาะยังไม่ได้รับความเสียหายมากนัก
อย่างไรก็ตาม จอห์นสันระบุว่า ปัญหาสุขภาพของเขาไม่ได้เกิดจากโรคเพียงโรคเดียว แต่เป็นกลุ่มโรคภูมิคุ้มกันที่เชื่อมโยงกัน หรือที่แพทย์เรียกว่า Thyrogastric Syndrome ประกอบด้วย
- ภาวะขาดธาตุเหล็ก
- โรคภูมิคุ้มกันทำลายเยื่อบุกระเพาะอาหาร (Autoimmune Gastritis)
- โรคไทรอยด์อักเสบจากภูมิคุ้มกัน (Autoimmune Thyroid Disease)
ทั้งสามภาวะนี้ส่งผลกระทบต่อกันเป็นวงจร งานวิจัยพบว่า การขาดธาตุเหล็กอาจลดประสิทธิภาพในการเปลี่ยนฮอร์โมนไทรอยด์ให้อยู่ในรูปแบบที่ออกฤทธิ์ได้ ขณะที่ภาวะไทรอยด์ทำงานผิดปกติก็ส่งผลต่อการนำธาตุเหล็กไปใช้ของร่างกาย ทำให้แต่ละโรคยิ่งซ้ำเติมกันและทำให้การรักษามีความซับซ้อนมากขึ้น
งานวิจัยชี้ คนจำนวนมากอาจไม่รู้ว่าป่วย
จอห์นสัน อ้างถึงงานวิจัยที่ศึกษาผู้ป่วยซึ่งมีรอยโรคก่อนมะเร็งกระเพาะอาหาร พบว่า ประมาณ 18% มีแอนติบอดีที่บ่งชี้โรคภูมิคุ้มกันทำลายเยื่อบุกระเพาะอาหาร แต่มีเพียง ราว 1% เท่านั้นที่เคยได้รับการวินิจฉัย สะท้อนว่า โรคภูมิคุ้มกันทำลายเยื่อบุกระเพาะอาหาร อาจเป็นโรคที่ถูกมองข้ามอยู่บ่อยครั้ง โดยเฉพาะในผู้ป่วยที่ยังไม่เกิดภาวะโลหิตจาง
ผู้เชี่ยวชาญอธิบายว่า ความท้าทายของโรคนี้คือ ในระยะแรกมักแทบไม่แสดงอาการ หรือมีอาการเพียงเล็กน้อย เช่น ระดับ Ferritin ต่ำ, ภาวะขาดธาตุเหล็ก, อ่อนเพลีย, คลื่นไส้, เบื่ออาหาร, น้ำหนักลด หรือปวดท้องเป็นครั้งคราว
ขณะที่ผู้ป่วยจำนวนไม่น้อยอาจไม่มีอาการผิดปกติเลย ทำให้โรคดำเนินไปอย่างเงียบ ๆ เป็นเวลาหลายปี ก่อนจะถูกตรวจพบจากการตรวจเลือดหรือการส่องกล้องเพื่อตรวจหาสาเหตุของภาวะขาดธาตุเหล็ก
ทำไมโรคนี้จึงน่ากังวล?
เมื่อเยื่อบุกระเพาะอาหารถูกทำลายอย่างต่อเนื่อง ความสามารถในการผลิตกรดในกระเพาะอาหารและ Intrinsic Factor ซึ่งเป็นโปรตีนสำคัญที่ช่วยให้ร่างกายดูดซึมวิตามินบี 12 จะค่อย ๆ ลดลง ส่งผลให้การดูดซึมสารอาหารหลายชนิดบกพร่องตามไปด้วย
ผลกระทบที่อาจเกิดขึ้น ได้แก่
- ภาวะขาดธาตุเหล็ก
- ภาวะขาดวิตามินบี 12
- โลหิตจาง
- และความผิดปกติของระบบประสาท จากการขาดวิตามินบี 12 เป็นเวลานาน
นอกจากนี้ การอักเสบเรื้อรังของเยื่อบุกระเพาะอาหารยังอาจเพิ่มความเสี่ยงของ มะเร็งกระเพาะอาหาร และ เนื้องอกชนิด Neuroendocrine Tumor ในระยะยาว จึงเป็นเหตุผลที่ผู้ป่วยจำเป็นต้องได้รับการติดตามอาการและตรวจประเมินอย่างสม่ำเสมอ
แม้ยังไม่มีวิธีรักษา แต่ จอห์นสัน ไม่ยอมแพ้
ปัจจุบัน จอห์นสันได้รับการให้ธาตุเหล็กทางหลอดเลือดดำเพื่อแก้ไขภาวะขาดธาตุเหล็กที่เกิดจากโรค อย่างไรก็ตาม เขายอมรับว่า โรคภูมิคุ้มกันทำลายเยื่อบุกระเพาะอาหาร ยังไม่มีวิธีรักษาให้หายขาดในปัจจุบัน
แนวทางการรักษาตามมาตรฐานจึงมุ่งเน้นการควบคุมโรคและป้องกันภาวะแทรกซ้อน ไม่ว่าจะเป็นการติดตามระดับธาตุเหล็กและวิตามินบี 12 การป้องกันภาวะขาดสารอาหาร รวมถึงการเฝ้าระวังความเสี่ยงของมะเร็งกระเพาะอาหารและเนื้องอกที่อาจเกิดขึ้นในระยะยาว
อย่างไรก็ตาม ในฐานะหนึ่งในบุคคลที่ผลักดันวงการ Biohacking จอห์นสันระบุว่า เขาจะเดินหน้าศึกษาแนวทางรักษาเชิงทดลองต่อไป ตั้งแต่การปรับการทำงานของระบบภูมิคุ้มกัน การใช้เซลล์ภูมิคุ้มกันชนิด Regulatory T Cells (Tregs) ไปจนถึงเทคโนโลยีภูมิคุ้มกันบำบัดขั้นสูงอย่าง CAR-T และ CAAR-T เพื่อหวังยับยั้งเซลล์ภูมิคุ้มกันที่ทำลายกระเพาะอาหารโดยตรง
อย่างไรก็ตาม เขาย้ำว่าวิธีการเหล่านี้ยังอยู่ในขั้นการวิจัยและการพัฒนา หลายแนวทางยังไม่มีหลักฐานทางคลินิกเพียงพอ และยังไม่ใช่วิธีรักษาที่ได้รับการรับรองสำหรับผู้ป่วยทั่วไป
บทเรียนสำคัญของวงการ Longevity
กรณีของ ไบรอัน จอห์นสัน สะท้อนให้เห็นว่า แม้จะติดตามสุขภาพอย่างละเอียดที่สุด ใช้เทคโนโลยีล้ำสมัย และลงทุนมหาศาลกับการชะลอวัย ก็ไม่ได้หมายความว่าจะหลีกเลี่ยงโรคได้ทั้งหมด
ในอีกด้านหนึ่ง เรื่องราวของเขายังตอกย้ำบทเรียนสำคัญของศาสตร์ Longevity ว่า การมีอายุยืนไม่ได้หมายถึงการไม่มีโรค แต่คือการตรวจพบความผิดปกติให้เร็วที่สุด จัดการปัจจัยเสี่ยง และรักษาคุณภาพชีวิตให้นานที่สุด
สำหรับผู้เชี่ยวชาญด้านเวชศาสตร์ชะลอวัย หลายครั้ง "สัญญาณเล็ก ๆ" อย่างค่า Ferritin ต่ำ หรือความผิดปกติของสารอาหาร อาจเป็นเบาะแสสำคัญของโรคที่ซ่อนอยู่ และไม่ควรถูกมองข้าม แม้ผลตรวจเลือดพื้นฐานจะยังอยู่ในเกณฑ์ปกติก็ตาม


