วันพุธ ที่ 8 กรกฎาคม 2569

Login
Login

มหาเศรษฐี ไบรอัน จอห์นสัน ผู้ทุ่มปีละ 30 ล้านชะลอวัย ป่วยโรครักษาไม่หาย

หลายปีที่ผ่านมา ไบรอัน จอห์นสัน (Bryan Johnson) ได้กลายเป็นหนึ่งในบุคคลที่ถูกจับตามองมากที่สุดในวงการ Longevity

มหาเศรษฐีด้านเทคโนโลยีวัย 48 ปีรายนี้ ทุ่มงบประมาณกว่า 1 ล้านดอลลาร์สหรัฐต่อปี ให้กับ โครงการ Blueprint เพื่อทดลองชะลอวัยและลดอายุชีวภาพของตัวเองให้อยู่ที่ 18 ปี

โดยยอมทำสิ่งที่หลายคนมองว่า "สุดขั้ว" ตั้งแต่ เข้ารับการถ่ายพลาสมาร่วมกับลูกชาย แม้ภายหลังจะยุติการทดลองเมื่อไม่พบประโยชน์ที่ชัดเจน ไปจนถึงการรับประทานอาหารมื้อสุดท้ายก่อนเที่ยงวัน กลืนอาหารเสริมและยาเป็นร้อยตัวต่อวัน ตรวจสุขภาพอย่างละเอียดเป็นประจำ และติดตามตัวชี้วัดทางชีวภาพแทบทุกระบบของร่างกาย รวมถึงการเปิดเผยว่าเคยเข้ารับการรักษาเชิงทดลองเพื่อฟื้นฟูสมรรถภาพทางเพศ

วิธีการเหล่านี้ทำให้ จอห์นสัน กลายเป็นทั้ง "ไอคอนแห่งวงการ Biohacking" และบุคคลที่ถูกตั้งคำถามมากที่สุดคนหนึ่งว่า มนุษย์จะสามารถเอาชนะความชราได้จริงหรือไม่

แต่ล่าสุด เส้นทางการไล่ล่าอายุยืนของเขาต้องเผชิญบททดสอบครั้งสำคัญ เมื่อเขาเปิดเผยผ่าน X ว่า

"ผมเป็นโรคภูมิคุ้มกันทำลายตัวเอง กระเพาะอาหารของผมกำลังกินตัวเอง"

โรคที่เขาเป็นคือ Autoimmune Gastritis (AIG) หรือ โรคภูมิคุ้มกันทำลายเยื่อบุกระเพาะอาหาร ภาวะที่ระบบภูมิคุ้มกันเข้าใจผิดและหันมาโจมตีเซลล์กระเพาะอาหารของตัวเอง ส่งผลให้การสร้างกรดในกระเพาะและการดูดซึมสารอาหารค่อย ๆ ลดลง ปัจจุบันโรคนี้ยังไม่มีวิธีรักษาให้หายขาด

มหาเศรษฐี ไบรอัน จอห์นสัน ผู้ทุ่มปีละ 30 ล้านชะลอวัย ป่วยโรครักษาไม่หาย ภาพ: Instagram @bryanjohnson

แม้ AIG จะไม่ใช่โรคที่ถ่ายทอดทางพันธุกรรมโดยตรง แต่ผู้เชี่ยวชาญระบุว่า พันธุกรรมมีส่วนเพิ่มความเสี่ยง โดยเฉพาะในผู้ที่มีประวัติครอบครัวเป็นโรคภูมิคุ้มกันทำลายตนเอง หรือผู้ที่เป็นโรคภูมิคุ้มกันชนิดอื่นอยู่แล้ว เช่น โรคไทรอยด์อักเสบจากภูมิคุ้มกัน ซึ่งเป็นภาวะที่พบร่วมกับ AIG ได้บ่อย

AIG พบได้ราว 2 - 5% ของประชากร แต่ผู้ป่วยจำนวนมากกลับไม่เคยรู้ตัว เพราะโรคสามารถดำเนินไปอย่างเงียบ ๆ เป็นเวลาหลายปี กว่าจะเริ่มแสดงอาการหรือถูกตรวจพบ

กรุงเทพธุรกิจ ชวนผู้อ่านสำรวจว่า โรคภูมิคุ้มกันทำลายเยื่อบุกระเพาะอาหาร คืออะไร เหตุใดโรคนี้จึงถูกเรียกว่า "ภัยเงียบ" และบทเรียนจากกรณีของ ไบรอัน จอห์นสัน สะท้อนอะไรให้เห็นเกี่ยวกับการดูแลสุขภาพและศาสตร์แห่งการมีอายุยืน

โรคที่ซ่อนตัวนานกว่าทศวรรษ

จอห์นสัน เล่าว่า จุดเริ่มต้นของปัญหาเกิดขึ้นตั้งแต่อายุ 21 ปี เมื่อได้รับการวินิจฉัยว่าเป็น ภาวะไทรอยด์ทำงานต่ำ (Hypothyroidism) และต้องรับประทานฮอร์โมนทดแทนมาตลอด

ต่อมาแพทย์พบว่าเขามี ค่า Ferritin หรือ โปรตีนที่ใช้เก็บสะสมธาตุเหล็กต่ำผิดปกติเรื้อรัง แม้ว่าค่าฮีโมโกลบินและเม็ดเลือดแดงจะยังอยู่ในเกณฑ์ปกติ

หลายปีที่ผ่านมา ผลตรวจดังกล่าวจึงถูกมองว่า "ไม่น่ากังวล"

แต่ จอห์นสัน อธิบายว่า นี่คือจุดที่แพทย์จำนวนมากอาจมองข้าม เพราะร่างกายจะดึงธาตุเหล็กที่สะสมไว้มาใช้ก่อน เพื่อรักษาระดับฮีโมโกลบินให้เป็นปกติ ดังนั้น คนเราสามารถขาดธาตุเหล็กได้ แม้ผลเลือดทั่วไปจะยังดูปกติ

มหาเศรษฐี ไบรอัน จอห์นสัน ผู้ทุ่มปีละ 30 ล้านชะลอวัย ป่วยโรครักษาไม่หาย ภาพ: Instagram @bryanjohnson

สาเหตุที่แท้จริง

หลังเปลี่ยนทีมแพทย์เมื่อต้นปี ทีมใหม่เริ่มสืบหาสาเหตุของภาวะขาดธาตุเหล็กอย่างเป็นระบบ โดยเริ่มจากการส่องกล้องลำไส้ใหญ่ (Colonoscopy) เพื่อค้นหาความผิดปกติ ผลตรวจไม่พบทั้งมะเร็ง ติ่งเนื้อ หรือภาวะเลือดออกเรื้อรัง ทำให้แพทย์ต้องมองหาสาเหตุในทิศทางอื่น

การตรวจเลือดเพิ่มเติมพบว่า จอห์นสันมีระดับ Anti-Parietal Cell Antibodies (APCA) สูงกว่าค่าปกติประมาณ 5 เท่า ซึ่งเป็นสัญญาณสำคัญที่บ่งชี้ว่า ระบบภูมิคุ้มกันอาจกำลังโจมตีเซลล์ในกระเพาะอาหารของตัวเอง ก่อนที่ผลตัดชิ้นเนื้อจากกระเพาะอาหารจะยืนยันว่า เขาเป็น โรคภูมิคุ้มกันทำลายเยื่อบุกระเพาะอาหารระยะเริ่มต้น โดยพบการฝ่อของเซลล์ที่ทำหน้าที่สร้างกรดในกระเพาะอาหาร ขณะที่เนื้อเยื่อส่วนอื่นของกระเพาะยังไม่ได้รับความเสียหายมากนัก

อย่างไรก็ตาม จอห์นสันระบุว่า ปัญหาสุขภาพของเขาไม่ได้เกิดจากโรคเพียงโรคเดียว แต่เป็นกลุ่มโรคภูมิคุ้มกันที่เชื่อมโยงกัน หรือที่แพทย์เรียกว่า Thyrogastric Syndrome ประกอบด้วย

  • ภาวะขาดธาตุเหล็ก
  • โรคภูมิคุ้มกันทำลายเยื่อบุกระเพาะอาหาร (Autoimmune Gastritis)
  • โรคไทรอยด์อักเสบจากภูมิคุ้มกัน (Autoimmune Thyroid Disease)

ทั้งสามภาวะนี้ส่งผลกระทบต่อกันเป็นวงจร งานวิจัยพบว่า การขาดธาตุเหล็กอาจลดประสิทธิภาพในการเปลี่ยนฮอร์โมนไทรอยด์ให้อยู่ในรูปแบบที่ออกฤทธิ์ได้ ขณะที่ภาวะไทรอยด์ทำงานผิดปกติก็ส่งผลต่อการนำธาตุเหล็กไปใช้ของร่างกาย ทำให้แต่ละโรคยิ่งซ้ำเติมกันและทำให้การรักษามีความซับซ้อนมากขึ้น

งานวิจัยชี้ คนจำนวนมากอาจไม่รู้ว่าป่วย

จอห์นสัน อ้างถึงงานวิจัยที่ศึกษาผู้ป่วยซึ่งมีรอยโรคก่อนมะเร็งกระเพาะอาหาร พบว่า ประมาณ 18% มีแอนติบอดีที่บ่งชี้โรคภูมิคุ้มกันทำลายเยื่อบุกระเพาะอาหาร แต่มีเพียง ราว 1% เท่านั้นที่เคยได้รับการวินิจฉัย สะท้อนว่า โรคภูมิคุ้มกันทำลายเยื่อบุกระเพาะอาหาร อาจเป็นโรคที่ถูกมองข้ามอยู่บ่อยครั้ง โดยเฉพาะในผู้ป่วยที่ยังไม่เกิดภาวะโลหิตจาง

ผู้เชี่ยวชาญอธิบายว่า ความท้าทายของโรคนี้คือ ในระยะแรกมักแทบไม่แสดงอาการ หรือมีอาการเพียงเล็กน้อย เช่น ระดับ Ferritin ต่ำ, ภาวะขาดธาตุเหล็ก, อ่อนเพลีย, คลื่นไส้, เบื่ออาหาร, น้ำหนักลด หรือปวดท้องเป็นครั้งคราว

ขณะที่ผู้ป่วยจำนวนไม่น้อยอาจไม่มีอาการผิดปกติเลย ทำให้โรคดำเนินไปอย่างเงียบ ๆ เป็นเวลาหลายปี ก่อนจะถูกตรวจพบจากการตรวจเลือดหรือการส่องกล้องเพื่อตรวจหาสาเหตุของภาวะขาดธาตุเหล็ก

มหาเศรษฐี ไบรอัน จอห์นสัน ผู้ทุ่มปีละ 30 ล้านชะลอวัย ป่วยโรครักษาไม่หาย ภาพ: Instagram @bryanjohnson

ทำไมโรคนี้จึงน่ากังวล?

เมื่อเยื่อบุกระเพาะอาหารถูกทำลายอย่างต่อเนื่อง ความสามารถในการผลิตกรดในกระเพาะอาหารและ Intrinsic Factor ซึ่งเป็นโปรตีนสำคัญที่ช่วยให้ร่างกายดูดซึมวิตามินบี 12 จะค่อย ๆ ลดลง ส่งผลให้การดูดซึมสารอาหารหลายชนิดบกพร่องตามไปด้วย

ผลกระทบที่อาจเกิดขึ้น ได้แก่

  • ภาวะขาดธาตุเหล็ก
  • ภาวะขาดวิตามินบี 12
  • โลหิตจาง
  • และความผิดปกติของระบบประสาท จากการขาดวิตามินบี 12 เป็นเวลานาน

นอกจากนี้ การอักเสบเรื้อรังของเยื่อบุกระเพาะอาหารยังอาจเพิ่มความเสี่ยงของ มะเร็งกระเพาะอาหาร และ เนื้องอกชนิด Neuroendocrine Tumor ในระยะยาว จึงเป็นเหตุผลที่ผู้ป่วยจำเป็นต้องได้รับการติดตามอาการและตรวจประเมินอย่างสม่ำเสมอ

แม้ยังไม่มีวิธีรักษา แต่ จอห์นสัน ไม่ยอมแพ้

ปัจจุบัน จอห์นสันได้รับการให้ธาตุเหล็กทางหลอดเลือดดำเพื่อแก้ไขภาวะขาดธาตุเหล็กที่เกิดจากโรค อย่างไรก็ตาม เขายอมรับว่า โรคภูมิคุ้มกันทำลายเยื่อบุกระเพาะอาหาร ยังไม่มีวิธีรักษาให้หายขาดในปัจจุบัน

แนวทางการรักษาตามมาตรฐานจึงมุ่งเน้นการควบคุมโรคและป้องกันภาวะแทรกซ้อน ไม่ว่าจะเป็นการติดตามระดับธาตุเหล็กและวิตามินบี 12 การป้องกันภาวะขาดสารอาหาร รวมถึงการเฝ้าระวังความเสี่ยงของมะเร็งกระเพาะอาหารและเนื้องอกที่อาจเกิดขึ้นในระยะยาว

อย่างไรก็ตาม ในฐานะหนึ่งในบุคคลที่ผลักดันวงการ Biohacking จอห์นสันระบุว่า เขาจะเดินหน้าศึกษาแนวทางรักษาเชิงทดลองต่อไป ตั้งแต่การปรับการทำงานของระบบภูมิคุ้มกัน การใช้เซลล์ภูมิคุ้มกันชนิด Regulatory T Cells (Tregs) ไปจนถึงเทคโนโลยีภูมิคุ้มกันบำบัดขั้นสูงอย่าง CAR-T และ CAAR-T เพื่อหวังยับยั้งเซลล์ภูมิคุ้มกันที่ทำลายกระเพาะอาหารโดยตรง

อย่างไรก็ตาม เขาย้ำว่าวิธีการเหล่านี้ยังอยู่ในขั้นการวิจัยและการพัฒนา หลายแนวทางยังไม่มีหลักฐานทางคลินิกเพียงพอ และยังไม่ใช่วิธีรักษาที่ได้รับการรับรองสำหรับผู้ป่วยทั่วไป

บทเรียนสำคัญของวงการ Longevity

กรณีของ ไบรอัน จอห์นสัน สะท้อนให้เห็นว่า แม้จะติดตามสุขภาพอย่างละเอียดที่สุด ใช้เทคโนโลยีล้ำสมัย และลงทุนมหาศาลกับการชะลอวัย ก็ไม่ได้หมายความว่าจะหลีกเลี่ยงโรคได้ทั้งหมด

ในอีกด้านหนึ่ง เรื่องราวของเขายังตอกย้ำบทเรียนสำคัญของศาสตร์ Longevity ว่า การมีอายุยืนไม่ได้หมายถึงการไม่มีโรค แต่คือการตรวจพบความผิดปกติให้เร็วที่สุด จัดการปัจจัยเสี่ยง และรักษาคุณภาพชีวิตให้นานที่สุด

สำหรับผู้เชี่ยวชาญด้านเวชศาสตร์ชะลอวัย หลายครั้ง "สัญญาณเล็ก ๆ" อย่างค่า Ferritin ต่ำ หรือความผิดปกติของสารอาหาร อาจเป็นเบาะแสสำคัญของโรคที่ซ่อนอยู่ และไม่ควรถูกมองข้าม แม้ผลตรวจเลือดพื้นฐานจะยังอยู่ในเกณฑ์ปกติก็ตาม

 

อ้างอิง nypost , medpath