หลายคนอาจมองว่า ยาลดน้ำหนักกลุ่ม GLP-1 คือหนึ่งในนวัตกรรมที่เปลี่ยนวงการสุขภาพครั้งใหญ่ จนกลายเป็นเทรนด์ปักปากกา ที่แพร่หลายในบ้านเราเช่นกัน เพราะช่วยให้น้ำหนักลดลงอย่างมีประสิทธิภาพ ลดความเสี่ยงโรคอ้วนและโรคเบาหวานชนิดที่ 2 ได้อย่างมีนัยสำคัญ
แต่ในอีกด้านหนึ่ง แพทย์และนักวิจัยทั่วโลกกำลังเริ่มตั้งคำถามว่า การลดน้ำหนักอย่างรวดเร็วจากยาเหล่านี้ อาจต้องแลกมากับ "การสูญเสียมวลกล้ามเนื้อ" ซึ่งเป็นองค์ประกอบสำคัญของสุขภาพในระยะยาว และอาจนำไปสู่ ภาวะร่างกายอ่อนแอ (Frailty) ได้โดยไม่รู้ตัว
'กรุงเทพธุรกิจ จุดประกาย' ชวนผู้อ่านสำรวจอีกด้านของกระแสยา GLP-1 ที่กำลังได้รับความนิยมทั่วโลก พร้อมคำเตือนจากผู้เชี่ยวชาญว่า การมีน้ำหนักลดลง ไม่ได้แปลว่าร่างกายแข็งแรงขึ้นเสมอไป หากสิ่งที่หายไปพร้อมไขมันคือ "กล้ามเนื้อ"
น้ำหนักลด แต่ร่างกายกลับอ่อนแรง
หญิงวัย 30 ปีจากเมืองแอตแลนตา สหรัฐอเมริกา คือหนึ่งในผู้ที่ประสบความสำเร็จจากการใช้ยา Mounjaro โดยเธอลดน้ำหนักได้เกือบ 100 ปอนด์ (45 กิโลกรัม) ระดับคอเลสเตอรอลกลับมาเป็นปกติ และอาการของโรคถุงน้ำรังไข่หลายใบ (PCOS) ดีขึ้นอย่างชัดเจน
อย่างไรก็ตาม หลังใช้ยามานานเกือบ 3 ปี เธอกลับเริ่มเผชิญผลข้างเคียงที่ไม่เคยคาดคิด
เธอมีอาการเหนื่อยล้าของกล้ามเนื้อทุกวัน รู้สึกอ่อนแรง หนาวง่าย ไม่มีแรงทำกิจกรรมพื้นฐาน แม้แต่การเปิดฝากระป๋องก็กลายเป็นเรื่องยาก
หญิงวัย 30 ปีอีกคนหนึ่งจากเมืองเดนเวอร์ เล่าว่า หลังฉีดยา Zepbound เธออ่อนเพลียจนแทบทำอะไรไม่ได้ในวันถัดไป เธอหยุดออกกำลังกาย และแพทย์ไม่ได้ให้คำแนะนำเรื่องการสร้างหรือรักษามวลกล้ามเนื้อเลย
สุดท้าย เธอต้องอาศัยการค้นหาข้อมูลออนไลน์เพื่อทำความเข้าใจกับสิ่งที่เกิดขึ้นกับร่างกาย และตัดสินใจหยุดยาในเวลาไม่ถึง 2 เดือน
ประสบการณ์เช่นนี้ไม่ใช่เรื่องเฉพาะบุคคล แต่กำลังถูกพูดถึงมากขึ้นในวงการแพทย์
งานวิจัยเตือน สูญเสียกล้ามเนื้อได้ถึง 10%
แม้ยาในกลุ่ม GLP-1 เช่น Ozempic, Wegovy, Mounjaro และ Zepbound จะช่วยลดไขมันได้อย่างมีประสิทธิภาพ แต่การศึกษาที่เผยแพร่โดย American Diabetes Association ชี้ว่า ผู้ใช้ยาอาจสูญเสีย "มวลกล้ามเนื้อ" หรือ Lean Muscle Mass ได้มากถึงประมาณ 10%
นักวิจัยระบุว่า การสูญเสียกล้ามเนื้อในระดับดังกล่าว เปรียบได้กับการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นตามธรรมชาติจากความชรานานกว่า 10 ปี แต่เกิดขึ้นภายในช่วงเวลาอันสั้น
แม้การลดน้ำหนักด้วยการควบคุมอาหารก็ทำให้สูญเสียกล้ามเนื้อได้เช่นกัน แต่เมื่อเกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว อาจนำไปสู่ภาวะเปราะบางของร่างกาย การทรงตัวไม่ดี การเคลื่อนไหวผิดปกติ และเพิ่มความเสี่ยงต่อการหกล้ม
อีกประเด็นที่ผู้เชี่ยวชาญกังวล คือการสูญเสียกล้ามเนื้ออาจทำให้อัตราการเผาผลาญพื้นฐานของร่างกายลดลง ส่งผลให้มีโอกาสกลับมาอ้วนซ้ำได้ง่ายกว่าเดิม
"เรากำลังรักษาโรคอ้วน แต่สร้างภาวะอ่อนแอ"
แดเนียล กรีน (Daniel Green) นักวิจัยจาก University of Western Australia หนึ่งในผู้ร่วมวิเคราะห์ข้อมูล กล่าวว่า
"เรากำลังรักษาโรคอ้วนด้วยการสร้างภาวะร่างกายอ่อนแอ"
เขาอธิบายว่า ผู้ใช้ยาในช่วงแรกมักรู้สึกดีเพราะไขมันลดลง แต่หลังจากนั้นหลายคนเริ่มรู้สึกอ่อนแรง ไม่มีพลัง และเหนื่อยง่ายกว่าปกติ
อย่างไรก็ตาม งานวิจัยของกรีนยังพบข่าวดีว่า การออกกำลังกายแบบแรงต้าน (Resistance Training) อย่างสม่ำเสมอ สามารถชะลอการสูญเสียกล้ามเนื้อได้อย่างมีนัยสำคัญ
เขาถึงกับเสนอว่า บนฉลากยาควรระบุว่า "ต้องใช้ร่วมกับการฝึกเวทเทรนนิง"
บริษัทผู้ผลิตยาย้ำว่า ต้องใช้ร่วมกับการออกกำลังกาย
ทั้ง อีไล ลิลลี่ (Eli Lilly) และ โนโว นอร์ดิสค์ (Novo Nordisk) ซึ่งเป็นผู้ผลิตยา GLP-1 ระบุว่า ยาเหล่านี้ควรใช้ภายใต้คำแนะนำของแพทย์ และเป็นส่วนหนึ่งของแผนการรักษาระยะยาวที่รวมถึงการควบคุมอาหารและการออกกำลังกาย
ข้อมูลจากการทดลองทางคลินิกพบว่า แม้ผู้ใช้จะสูญเสียมวลกล้ามเนื้อบางส่วน แต่ปริมาณไขมันที่ลดลงมีมากกว่าหลายเท่า โดย ลิลลี่ ระบุว่า ผู้ใช้สูญเสียไขมันมากกว่ามวลกล้ามเนื้อประมาณ 3 เท่า
นั่นหมายความว่า แม้การสูญเสียกล้ามเนื้อจะเป็นผลข้างเคียงที่พบได้ แต่ก็ไม่ได้เกิดขึ้นในสัดส่วนเดียวกับไขมัน
ผู้สูงอายุและผู้หญิง อาจเป็นกลุ่มที่ต้องระวังเป็นพิเศษ
ผู้เชี่ยวชาญระบุว่า การสูญเสียกล้ามเนื้ออย่างรวดเร็วอาจอันตรายเป็นพิเศษสำหรับผู้ที่มีอายุมากกว่า 50 ปี ผู้ป่วยโรคกระดูกพรุน หรือผู้ที่มีข้อจำกัดด้านการเคลื่อนไหว เพราะเพิ่มความเสี่ยงต่อการบาดเจ็บและการหกล้ม
ศาสตราจารย์จาก University of Utah กล่าวว่า "การสูญเสียมวลกล้ามเนื้อส่งผลเสียต่อการเคลื่อนไหว คุณภาพชีวิต และยังไม่ปลอดภัย"
นอกจากนี้ งานวิจัยจากโรงพยาบาลมหาวิทยาลัยในเมืองตูริน ประเทศอิตาลี ยังพบว่า ผู้หญิงมีแนวโน้มเกิดผลข้างเคียงจากยาลดน้ำหนักมากกว่าผู้ชาย รวมถึงการสูญเสียกล้ามเนื้อ คลื่นไส้ ท้องเสีย ไมเกรน และในบางรายอาจเกิดตับอ่อนอักเสบได้
ลดน้ำหนักด้วยยา อาจทำให้กลับมาอ้วนเร็วกว่า
อีกประเด็นที่กำลังได้รับความสนใจ คือการกลับมาของน้ำหนักหลังหยุดยา
การวิเคราะห์ล่าสุดที่ตีพิมพ์ใน British Medical Journal พบว่า ผู้ที่ลดน้ำหนักด้วยยา GLP-1 มีแนวโน้มกลับมาน้ำหนักเพิ่มเร็วกว่า ผู้ที่ลดน้ำหนักด้วยการปรับพฤติกรรมการใช้ชีวิตถึงประมาณ 4 เท่า
ที่สำคัญ น้ำหนักที่กลับมาส่วนใหญ่เป็น "ไขมัน" มากกว่ากล้ามเนื้อ ทำให้สัดส่วนร่างกายและสุขภาพเมตาบอลิซึมแย่ลงกว่าเดิม
ปัจจุบันยังมีแนวทางการหยุดยา (de-prescribing) ที่ชัดเจนค่อนข้างน้อย และยังต้องอาศัยงานวิจัยเพิ่มเติม
ความสำเร็จของการลดน้ำหนัก ไม่ควรวัดแค่ตัวเลขบนตาชั่ง
ผู้เชี่ยวชาญหลายคนเห็นตรงกันว่า ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา การรักษาโรคอ้วนมักใช้ "น้ำหนักตัว" เป็นตัวชี้วัดความสำเร็จหลัก เพราะวัดง่าย รวดเร็ว และต้นทุนต่ำ
แต่สิ่งที่สำคัญกว่าคือ "องค์ประกอบของร่างกาย" ว่าน้ำหนักที่หายไปคือไขมันหรือกล้ามเนื้อ
เพราะในมุมของศาสตร์ Longevity หรือการมีอายุยืนอย่างมีคุณภาพ การรักษามวลกล้ามเนื้อถือเป็นหนึ่งในปัจจัยสำคัญที่สุดของการมีสุขภาพดีในระยะยาว ช่วยรักษาความแข็งแรง การทรงตัว ความสามารถในการใช้ชีวิตประจำวัน และลดความเสี่ยงของโรคเรื้อรังเมื่ออายุมากขึ้น
ดังนั้น สำหรับผู้ที่กำลังใช้ยา GLP-1 ผู้เชี่ยวชาญจึงแนะนำว่า ไม่ควรโฟกัสเพียงตัวเลขบนเครื่องชั่ง แต่ควรให้ความสำคัญกับการได้รับโปรตีนอย่างเพียงพอ การออกกำลังกายแบบแรงต้าน และการติดตามองค์ประกอบร่างกายควบคู่กันไป เพื่อให้การลดน้ำหนักหมายถึง "สุขภาพที่ดีขึ้นจริง" ไม่ใช่เพียง "ตัวเลขที่ลดลง" เท่านั้น
อ้างอิง wsj


