วันอังคาร ที่ 9 มิถุนายน 2569

Login
Login

ขยันทำงาน ก็เสี่ยงตกงานอยู่ดี! ยุค AI ไม่มีอะไรการันตีความมั่นคง

ขยันทำงาน ก็เสี่ยงตกงานอยู่ดี! ยุค AI ไม่มีอะไรการันตีความมั่นคง

หลายคนยอมทำงานล่วงเวลา (OT) ตอบอีเมลกลางดึก และทุ่มเททำงานในวันหยุดเพื่อพิสูจน์ว่าตนเป็นพนักงานที่มีคุณค่าของบริษัท และเชื่อว่าจะช่วยสร้างความมั่นคงในอาชีพได้

แต่ผู้เชี่ยวชาญด้านการทำงานเตือนว่า ในยุคที่ AI กำลังเปลี่ยนโครงสร้างแรงงานทั่วโลก การทำงานหนักขึ้นอาจไม่ใช่คำตอบอีกต่อไป เพราะสิ่งที่องค์กรยุคใหม่ต้องการไม่ใช่จำนวนชั่วโมงทำงาน แต่คือประสิทธิภาพ ความคิดสร้างสรรค์ และความสามารถในการปรับตัว

โลกการทำงานกำลังเข้าสู่ยุค "วันทำงานที่ไม่มีวันจบ" 

แม้เทคโนโลยี AI จะถูกพัฒนาขึ้นเพื่อช่วยให้การทำงานสะดวกขึ้น แต่สำหรับคนจำนวนมาก ผลลัพธ์กลับตรงกันข้าม พนักงานยุคใหม่ต้องเผชิญกับสิ่งที่ผู้เชี่ยวชาญเรียกว่า "Infinite Workday" หรือวันทำงานที่ไม่มีวันสิ้นสุด เพราะอีเมล ข้อความ และการแจ้งเตือนจากที่ทำงาน สามารถเข้าถึงชีวิตพนักงานได้ตลอด 24 ชั่วโมง

ในบางกรณี การมาถึงของ AI ยิ่งทำให้เส้นแบ่งระหว่างเวลางานและเวลาส่วนตัวเลือนรางลงกว่าเดิม

ผลสำรวจของ Monster ในเดือนตุลาคม 2025 ที่สำรวจพนักงาน 807 คน พบว่า 76% ของพนักงานประจำมองว่า ตัวเองเป็น "คนบ้างาน" อย่างน้อยในระดับหนึ่ง แต่ผู้เชี่ยวชาญเตือนว่า หากเหตุผลที่ทำงานหนักขึ้นคือ ความกลัวว่าจะถูกเลิกจ้าง ความพยายามเหล่านั้นอาจไม่ได้ให้ผลตอบแทนอย่างที่คิด

โลกงานยุค AI ไม่มีอะไรการันตีความมั่นคงในอาชีพอีกต่อไป

คาลิฟา โอลิเวอร์ (Kalifa Oliver) นักเขียนและผู้เชี่ยวชาญด้านประสบการณ์พนักงาน กล่าวว่า "ความมั่นคงในการทำงานไม่ใช่สิ่งที่รับประกันได้อีกต่อไป" คำเตือนนี้เกิดขึ้นในช่วงที่หลายองค์กรทั่วโลกกำลังปรับโครงสร้างเพื่อรับมือกับ AI บริษัทจำนวนมากเร่งนำ AI เข้ามาใช้ในองค์กรเพราะไม่อยากตกขบวน

 เมื่อวันที่ 20 พฤษภาคมที่ผ่านมา เมตา (Meta) ปลดพนักงานประมาณ 8,000 คน โดย มาร์ก ซักเคอร์เบิร์ก (Mark Zuckerberg) ผู้ก่อตั้งและซีอีโอของบริษัท ระบุในจดหมายเวียนภายในองค์กร โดยเตือนพนักงานว่า แม้เมตาจะเป็นหนึ่งในบริษัทเทคโนโลยีรายใหญ่ของโลก แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าจะประสบความสำเร็จในสนาม AI ได้โดยอัตโนมัติ

ขณะที่รายงาน Global Talent Trends 2026 ของบริษัทที่ปรึกษา Mercer ซึ่งสำรวจผู้บริหารระดับ C-Suite 825 คน และผู้บริหารฝ่ายทรัพยากรบุคคลอีก 1,650 คน พบว่า

99% ของผู้บริหารคาดว่าจะลดจำนวนพนักงานลงได้สูงสุดถึง 20% ภายในสองปีข้างหน้า อันเป็นผลจากการนำ AI เข้ามาเปลี่ยนกระบวนการทำงาน

ทำงานหนักเกินไป อาจทำลายความคิดสร้างสรรค์ เสี่ยงภาวะหมดไฟ

เชลซี เจย์ (Chelsea Jay) ที่ปรึกษาด้านภาวะผู้นำและการพัฒนาบุคลากรจากเม็กซิโก กล่าวว่า การทำงานล่วงเวลาเพราะได้รับมอบหมาย หรือเพราะต้องการรายได้เพิ่มเป็นอีกเรื่องหนึ่ง 

แต่หากการทำงานหนักเกิดจากความกลัวว่าจะตกงาน หรือเกิดจากการหมกมุ่นกับงานมากเกินไป นั่นอาจส่งผลเสียในระยะยาว เธออธิบายว่า พฤติกรรมดังกล่าวมักนำไปสู่วงจรของ "การคิดมากเกินไป วิเคราะห์มากเกินไป และทำงานมากเกินไป"

ซึ่งท้ายที่สุดจะส่งผลให้ความคิดสร้างสรรค์ลดลง นอนหลับไม่เพียงพอ เกิดภาวะหมดไฟ และสะสมความรู้สึกไม่พอใจต่อการทำงานในปัจจุบันของตนเอง

ข้อมูลจาก Spring Health ในเดือนเมษายน 2026 ยังพบว่า 46% ของพนักงานที่กำลังเผชิญภาวะหมดไฟ ยอมรับว่าพวกเขามีสมาธิและประสิทธิภาพในการทำงานลดลง

"งานคือการแลกเปลี่ยน" ให้แรงงานไป ได้ค่าจ้างกลับมา ไม่ใช่ทั้งหมดของชีวิต

โอลิเวอร์ยังเตือนว่า "ไม่ว่าคุณจะรักงานแค่ไหน งานก็คือการแลกเปลี่ยน" เธออธิบายว่า เมื่อพนักงานทำงานหนักเกินไป พวกเขามักเหนื่อยล้าจนมองไม่เห็นข้อผิดพลาด ขาดความคิดสร้างสรรค์ และไม่สามารถสร้างผลงานได้เต็มศักยภาพเท่าที่ควร

ปัญหาความเหนื่อยล้าจนขาดความคิดสร้างสรรค์ ไม่ได้ส่งผลเสียต่อพนักงานเพียงฝ่ายเดียว แต่ยังส่งผลกระทบต่อองค์กรด้วย เพราะพนักงานที่หมดไฟ ไม่สามารถสร้างคุณค่าให้ธุรกิจได้อย่างเต็มที่เช่นกัน หากใครรู้สึกว่าตนเองเข้าข่ายว่า "ทำงานหนักเกินไป" เชลซี เจย์ แนะนำให้วัยทำงานลองประเมินสถานการณ์ของตัวเองผ่านคำถามง่ายๆ 5 ข้อ ดังนี้

1. ปริมาณงานที่ได้รับสมเหตุสมผลหรือไม่
2. มีทักษะอะไรที่เรายังขาด จนทำให้งานใช้เวลานานเกินไปหรือเปล่า
3. ได้รับการสนับสนุนจากทีมและองค์กรเพียงพอหรือไม่
4. มีงานส่วนไหนที่สามารถมอบหมายให้คนอื่นช่วยได้หรือไม่
5. เวลาส่วนใหญ่ในวันทำงานหมดไปกับอะไร เช่น การประชุม การช่วยงานคนอื่น หรือกิจกรรมที่ไม่จำเป็น

เธอแนะนำให้จดบันทึกการใช้เวลาสำหรับทำงานเป็นเวลา 1 สัปดาห์ เพื่อดูว่าเวลาแต่ละวันถูกใช้ไปกับอะไรบ้าง และมีจุดไหนที่สามารถลดหรือปรับปรุงได้ ..หากพบว่า ปัญหาไม่ได้อยู่ที่การบริหารเวลา แต่เป็นเพราะภาระงานมากเกินจริง อาจถึงเวลาที่ต้องพูดคุยกับหัวหน้างานเกี่ยวกับขอบเขตและความคาดหวังของตำแหน่งนั้น

อย่างไรก็ตาม ในอดีตพฤติกรรมการทำงานอย่างการมาถึงออฟฟิศก่อนใคร กลับบ้านทีหลัง และการพร้อมทำงานตลอดเวลา อาจเคยเป็นเครื่องพิสูจน์คุณค่าคนทำงานและสร้างความมั่นคงในอาชีพ แต่ในยุคนี้ที่ AI เข้ามาแทนที่งานบางส่วนได้ การทำงานในชั่วโมงที่ยาวนานแบบเดิมๆ อาจไม่ใช่ตัวชี้วัดภาพลักษณ์การทำงานที่ดีที่สุดอีกต่อไป

สิ่งที่มีค่ามากขึ้นเรื่อยๆ ในยุค AI กลับมุ่งไปที่ความสามารถในการคิดวิเคราะห์ สร้างสรรค์ เรียนรู้สิ่งใหม่ และรักษาสุขภาพกายและใจให้พร้อมปรับตัวกับการเปลี่ยนแปลงระยะยาว เพราะท้ายที่สุดแล้ว การทุ่มทำงานหนักมากแค่ไหน ก็ไม่ได้รับประกันว่าคนทำงานอยู่รอดหรือก้าวหน้าในอาชีพในโลกการทำงานยุคใหม่ได้เสมอไป

 

 

อ้างอิง: CNBC, Monster Research, KalifaOliver, Marsh, SpringHealth