อากาศร้อนแบบนี้ หลายคนอาจเริ่มสังเกตว่า การวิ่งหรือออกกำลังกายแบบเดิมที่เคยสบาย ตอนนี้กลับทำให้เหงื่อท่วมตัวเร็วกว่าปกติ จนหลายคนอดคิดไม่ได้ว่า “ยิ่งเหงื่อออกเยอะ ยิ่งเผาผลาญดี” หรือ “ยิ่งมีเหงื่อ เท่ากับ ยิ่งแปลว่าออกกำลังกายหนัก”
แต่ในความเป็นจริง ผู้เชี่ยวชาญด้านสรีรวิทยาการออกกำลังกายบอกว่า “เหงื่อ” อาจไม่ได้เป็นตัววัดความหนักของการออกกำลังกายที่แม่นยำอย่างที่หลายคนคิด
‘กรุงเทพธุรกิจ จุดประกาย’ ชวนสำรวจว่า จริง ๆ แล้วเหงื่อบอกอะไรเกี่ยวกับร่างกายของเรา และทำไมบางคนเหงื่อออกมาก ขณะที่บางคนแทบไม่มีเหงื่อเลย แม้ออกกำลังกายเท่ากัน
เหงื่อคือ “ระบบระบายความร้อน” ของร่างกาย
เมื่อเราออกกำลังกาย อุณหภูมิแกนกลางของร่างกายจะสูงขึ้น สมองจึงส่งสัญญาณไปยังต่อมเหงื่อให้ผลิตเหงื่อออกมา เพื่อช่วยระบายความร้อนผ่านกระบวนการระเหย
ดร. ไมเคิล เฟรเดอริคสัน (Michael Fredericson) แพทย์เวชศาสตร์การกีฬาจาก Stanford University อธิบายว่า เหงื่อเป็นกลไกสำคัญที่ช่วยป้องกันไม่ให้อุณหภูมิร่างกายสูงเกินไป โดยเฉพาะระหว่างการออกกำลังกายหรืออยู่ในสภาพอากาศร้อน
แต่ ทุกครั้งที่เหงื่อออก ร่างกายไม่ได้เสียแค่น้ำ แต่ยังสูญเสีย “อิเล็กโทรไลต์” (เกลือแร่ในร่างกาย) ที่สำคัญ เช่น โซเดียมและโพแทสเซียมด้วย
งานวิจัยพบว่า นักกีฬาหลายคนสามารถเสียเหงื่อได้มากกว่า 1 ลิตรต่อชั่วโมง โดยเฉพาะในอากาศร้อนหรือระหว่างการออกกำลังกายหนัก และหากร่างกายสูญเสียน้ำประมาณ 2% ของน้ำหนักตัว สมรรถภาพทั้งด้านร่างกายและสมองจะเริ่มลดลง
เหงื่อออกเยอะ ไม่ได้แปลว่า “ฟิตกว่า” เสมอไป
นักสรีรวิทยาการออกกำลังกายจาก Georgia Institute of Technology ระบุว่า ไม่สามารถใช้ปริมาณเหงื่อมาเปรียบเทียบกันตรง ๆ ได้ว่า “ใครออกกำลังกายหนักกว่า” เพราะแต่ละคนมี “อัตราการเสียเหงื่อ” ไม่เท่ากัน
บางคนเหงื่อออกง่ายตั้งแต่เริ่มขยับตัว ขณะที่บางคนออกกำลังกายหนักแต่กลับมีเหงื่อออกไม่มาก ทั้งหมดนี้ขึ้นอยู่กับทั้งพันธุกรรม ความฟิต อายุ รวมถึงสภาพแวดล้อมด้วย
ตัวอย่างเช่น การปั่นจักรยานในคลาสที่ร้อนและชื้น อาจทำให้เหงื่อออกมากกว่าปั่นกลางแจ้งใต้ร่มไม้ แม้ความหนักของการออกกำลังกายจะใกล้เคียงกัน
ความชื้นยังมีผลต่อการระบายเหงื่อด้วย เพราะเมื่อผิวเปียกมาก เหงื่อจะระเหยได้ยาก ทำให้ร่างกายรู้สึกร้อนและเหนียวตัวมากขึ้น
คนฟิตมัก “เหงื่อออกเร็วขึ้น”
แม้จะฟังดูแปลก แต่ผู้เชี่ยวชาญอธิบายว่า คนที่ออกกำลังกายสม่ำเสมอหรือคุ้นชินกับอากาศร้อน มักเริ่มเหงื่อออกเร็วกว่าเดิม
นักสรีรวิทยาจาก Pennsylvania State University อธิบายว่า เมื่อร่างกายปรับตัวกับความร้อนได้ดีขึ้น ระบบเหงื่อจะทำงานมีประสิทธิภาพมากขึ้น เหงื่อจะออกเร็ว กระจายทั่วร่างกายมากขึ้น และเจือจางขึ้น ทำให้ระเหยได้ง่ายกว่าเดิม
ขณะเดียวกัน เมื่ออายุมากขึ้น ต่อมเหงื่อจะทำงานลดลง เหงื่อจึงมักออกน้อยลงกว่าวัยหนุ่มสาว
สัญญาณอันตรายที่ไม่ควรมองข้าม
ผู้เชี่ยวชาญเตือนว่า หากออกกำลังกายในอากาศที่ร้อน ควรสังเกตอาการผิดปกติของร่างกาย เพราะอาจเป็นสัญญาณของ “ภาวะอ่อนเพลียจากความร้อน” หรือ Heat Exhaustion ได้
อาการที่ควรหยุดพักทันที ได้แก่
- เวียนหัว
- ปวดศีรษะ
- คลื่นไส้
- หนาวสั่น
- ปัสสาวะน้อยผิดปกติ
- อ่อนแรงผิดปกติ
และหากเริ่มมีอาการสับสน มึนงง หรือพูดไม่รู้เรื่อง ควรรีบพบแพทย์ทันที เพราะอาจเข้าสู่ภาวะ Heat Stroke หรือที่คนไทยเรียกว่า "โรคลมแดด" คือภาวะฉุกเฉินที่ร่างกายมีอุณหภูมิสูงเกิน 40c จนระบบควบคุมอุณหภูมิร่างกายล้มเหลว ซึ่งเป็นภาวะฉุกเฉินอันตรายถึงชีวิต
ดื่มน้ำอย่างไร ไม่มากเกิน ไม่น้อยเกิน
American College of Sports Medicine แนะนำว่า ควรเริ่มดื่มน้ำตั้งแต่ก่อนออกกำลังกาย ไม่ใช่รอจนรู้สึกกระหายน้ำ เพราะความรู้สึก “กระหาย” อาจเกิดช้ากว่าที่ร่างกายสูญเสียน้ำไปแล้ว โดยเฉพาะในผู้สูงอายุ
หนึ่งในวิธีประเมินง่าย ๆ คือชั่งน้ำหนักก่อนและหลังออกกำลังกาย หากน้ำหนักลดลงราว 0.45 กิโลกรัม ควรดื่มน้ำเพิ่มประมาณ 3 แก้วเพื่อชดเชยการสูญเสียน้ำ
ผู้เชี่ยวชาญยังแนะนำให้สังเกตสีปัสสาวะ ซึ่งควรมีสีเหลืองอ่อนคล้ายเลมอนเจือจาง มากกว่าสีเข้ม
อย่างไรก็ตาม การดื่มน้ำมากเกินไปก็อาจอันตรายได้เช่นกัน เพราะอาจทำให้ระดับโซเดียมในเลือดต่ำ หรือเกิดภาวะ hyponatremia โดยเฉพาะในคนที่ออกกำลังกายระยะยาว
ถ้าอยากวัดความหนักของการออกกำลังกาย ให้ดู “หัวใจ” ดีกว่าเหงื่อ
ผู้เชี่ยวชาญมองว่า อัตราการเต้นของหัวใจเป็นตัวชี้วัดความหนักของการออกกำลังกายที่แม่นยำกว่าเหงื่อ
เพราะในอากาศร้อน หัวใจจะทำงานหนักขึ้นเพื่อช่วยระบายความร้อน ทำให้อัตราการเต้นของหัวใจสูงกว่าปกติ แม้จะวิ่งด้วยความเร็วเท่าเดิม
ดร. ฌอน สแวริงเกน (Sean Swearingen) แพทย์โรคหัวใจด้านกีฬา แนะนำว่า ในวันที่อากาศร้อน ควรปรับความเร็วหรือระยะทางให้เหมาะสม เพื่อรักษาระดับหัวใจให้อยู่ใกล้เคียงกับวันที่อากาศปกติ แทนที่จะฝืนทำผลงานเท่าเดิม
ท้ายที่สุดแล้ว เหงื่ออาจไม่ได้เป็นเครื่องวัดว่า “ใครฟิตกว่าใคร” แต่มันคือสัญญาณที่ร่างกายกำลังพยายามปกป้องตัวเองจากความร้อนมากกว่า การออกกำลังกายอย่างปลอดภัย สำคัญกว่าการพยายามให้ “เหงื่อออกให้มากที่สุด”
อ้างอิง nytimes

