ในยุคที่ชีวิตเต็มไปด้วยความเร่งรีบ เสียงแจ้งเตือนจากสมาร์ทโฟนไม่เคยเงียบ และความคิดที่วนซ้ำอยู่ในหัวแม้กระทั่งตอนกลางคืน หลายคนอาจเริ่มตั้งคำถามว่า ร่างกายเรามี “สวิตช์พัก” อยู่บ้างหรือไม่
คำตอบคือ “มี” และมันอยู่ในสมองของเราเอง
สิ่งนั้นเรียกว่า GABA (กาบา) หรือ Gamma-aminobutyric acid สารสื่อประสาทที่ทำหน้าที่เสมือน “เบรก” ของระบบประสาท คอยลดความโกลาหลของสัญญาณประสาท ทำให้สมองกลับเข้าสู่ภาวะสมดุลอีกครั้ง
เมื่อ GABA ทำงานได้ดี เราจะรู้สึกสงบลง ความคิดที่เคยฟุ้งจะค่อย ๆ ช้าลง และร่างกายเริ่มเข้าสู่โหมดพักฟื้นตามธรรมชาติ
ในมุมหนึ่ง ปัญหาที่คนยุคใหม่จำนวนมากเผชิญ ไม่ว่าจะเป็น นอนหลับยาก, เครียดง่าย, เหนื่อยล้าเรื้อรัง หรือ “สมองไม่ยอมปิด” ก่อนนอน อาจไม่ใช่แค่เรื่องของความคิด แต่เกี่ยวข้องกับสมดุลของสารสื่อประสาทตัวนี้ด้วย
‘กรุงเทพธุรกิจ จุดประกาย’ พาผู้อ่านไปสำรวจว่า GABA คืออะไร ทำไมวิทยาศาสตร์การนอนและสุขภาพจิตจึงพูดถึงมันมากขึ้น และเราจะดูแลระบบ “เบรกสมอง” นี้ผ่านวิถีชีวิตประจำวันได้อย่างไร
GABA คืออะไร? ทำไมถึงสำคัญกับคนยุคใหม่
หากเปรียบ “ระบบประสาท” เป็นรถยนต์ที่กำลังวิ่งเร็ว สารสื่อประสาทบางตัว เช่น กลูตาเมต (Glutamate) จะทำหน้าที่เหมือนคันเร่ง ส่วน GABA คือระบบเบรก
GABA เป็นสารสื่อประสาทประเภท “ยับยั้ง” (Inhibitory neurotransmitter) ในระบบประสาทส่วนกลาง ทำหน้าที่ลดการยิงสัญญาณของเซลล์ประสาทที่มากเกินไป โดยไปบล็อกสัญญาณเคมีบางชนิดในสมอง
ผลลัพธ์คือ:
- ความตื่นตัวลดลง
- สมองสงบขึ้น
- ร่างกายผ่อนคลาย
- พร้อมเข้าสู่การพักผ่อน
เมื่อระดับ GABA สมดุล สมองจะรับมือกับความเครียด ความกลัว และสิ่งกระตุ้นรอบตัวได้ดีขึ้น เราจะไม่รู้สึก “โอเวอร์โหลด” ทางอารมณ์ง่ายเหมือนเดิม
ในทางตรงกันข้าม หาก GABA ทำงานต่ำกว่าปกติ สมองจะอยู่ในโหมด “ตื่นตัวตลอดเวลา” ซึ่งเชื่อมโยงกับอาการนอนไม่หลับ, วิตกกังวล และความเครียดเรื้อรัง
เปิดงานวิจัย: ประโยชน์ที่มากกว่าแค่ความผ่อนคลาย
ข้อมูลจากแหล่งที่มาเผยให้เห็นว่า GABA ไม่ได้มีดีแค่เรื่องใจ แต่ยังส่งผลดีต่อสุขภาพกายในหลายมิติ ไม่ว่าจะเป็น
1) ลดความดันโลหิตอย่างเป็นธรรมชาติ:
มีงานวิจัยที่น่าสนใจในปี 2016 พบว่า ผู้ใหญ่ที่มีภาวะความดันโลหิตสูงเล็กน้อย เมื่อรับประทานข้าวขาวที่เสริมด้วย GABA ติดต่อกัน 8 สัปดาห์ มีระดับความดันโลหิตที่ลดลง สอดคล้องกับคุณสมบัติของ GABA ที่ทำหน้าที่คล้ายสารยับยั้ง ACE ตามธรรมชาติ ซึ่งมีส่วนช่วยควบคุมระดับความดัน
2) กุญแจสำคัญของการนอนหลับคุณภาพ:
GABA ช่วยให้สมองผ่อนคลายเพื่อเตรียมพร้อมสำหรับการพักผ่อน โดยเข้าไปควบคุมวงจรการนอนหลับ โดยเฉพาะช่วง "หลับลึก" (Deep sleep) ที่ร่างกายจะได้ซ่อมแซมส่วนที่สึกหรออย่างเต็มที่
3) ตัวช่วยจัดการความเครียดและความกังวล:
ผลการทบทวนงานวิจัยในปี 2020 ยืนยันว่า การรับประทาน GABA สามารถช่วยบรรเทาความเครียดได้ แม้ว่า นักวิจัยจะระบุว่ายังต้องการการศึกษาเพิ่มเติมเพื่อใช้เป็นแนวทางรักษาหลักก็ตาม
GABA ทำหน้าที่อย่างไรในเรื่องความอยากอาหาร?
สำหรับการดูแลรูปร่างและระบบเผาผลาญ GABA มีประเด็นสำคัญดังนี้:
1) ควบคุมความอยากอาหาร:
GABA ช่วยควบคุมจังหวะความหิว และคอยส่งสัญญาณบอกสมองเมื่อร่างกาย "อิ่ม" แล้ว เพื่อทำหน้าที่บล็อกสัญญาณความหิวและ ป้องกันการรับประทานอาหารเกินความจำเป็น (Overeating)
2) จัดการน้ำหนักทางอ้อม:
ช่วยลดระดับความเครียดและความวิตกกังวล ซึ่งเป็นสาเหตุหลักที่ทำให้เกิดพฤติกรรม "กินแก้เครียด"
3) ประโยชน์ต่อระบบเผาผลาญ:
มีการศึกษาถึงบทบาทของ GABA ในการรักษาสมดุลพลังงาน และอาจพัฒนาไปสู่การใช้ควบคุมโรคอ้วนและโรคเบาหวานในอนาคต
เติม GABA ให้ชีวิตแบบวิถีธรรมชาติ
เราไม่จำเป็นต้องพึ่งพาสารสังเคราะห์เสมอไป เพราะเราสามารถเพิ่มระดับ GABA ได้ง่ายๆ ผ่านไลฟ์สไตล์ประจำวัน เช่น
1) เลือกทานอาหารที่ใช่:
GABA พบได้ในอาหารใกล้ตัว เช่น มะเขือเทศ, บรอกโคลี, ถั่วเหลือง, ข้าวเพาะงอก รวมถึง อาหารหมักดองอย่าง กิมจิ และเทมเป้
นอกจากนี้ การดื่ม ชาเขียวหรือชาอูหลง ก็เป็นทางเลือกที่ดี เพราะมี แอล-ธีอะนีน (L-theanine) ที่อาจช่วยกระตุ้นการสร้าง GABA ในสมองได้อีกด้วย
2) ขยับร่างกาย:
การออกกำลังกายอย่างหนัก (Vigorous exercise) เพียง 8 - 20 นาที สามารถกระตุ้นการผลิต GABA ได้ ขณะที่ การฝึกโยคะ เพียงสัปดาห์ละ 3 ครั้ง ครั้งละ 60 นาที ผลสแกนสมองพบว่าระดับ GABA เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ พร้อมส่งผลให้ศุขภาพจิตดีขึ้น
3) ฝึกจิตให้หยุดนิ่ง:
การทำสมาธิหรือฝึกหายใจลึก ๆ เพียงวันละ 20 นาที ก็ช่วยให้สมองผลิตและใช้งาน GABA ได้มีประสิทธิภาพมากขึ้น
ข้อควรระวัง
แม้ว่า GABA จะดูเป็นมิตรต่อร่างกาย แต่หาณเลือกใช้ในรูปแบบอาหารเสริม ควรปรึกษาแพทย์ก่อนเสมอ โดยเฉพาะผู้ที่กำลังตั้งครรภ์ หรือผู้ที่ทานยาลดความดันและยากันชัก เพราะ GABA อาจไปเสริมฤทธิ์ของยาจนระดับความดันต่ำเกินไปได้
การมีชีวิตที่สมดุลไม่ใช่การหยุดวิ่ง แต่คือการรู้จักจังหวะที่จะ "เหยียบเบรก" ให้เป็น เพื่อให้สมองและร่างกายได้พักผ่อนและกลับมาเริ่มต้นใหม่ได้อย่างสดใสในทุกๆ วัน
อ้างอิง mhanational , my.clevelandclinic , health





