หลายคนอาจยังไม่รู้วิธีหายใจอย่างถูกวิธี "แพทย์หญิง ดร.เอมอร โคพีร่า" เปิดมุมมอง "ลมหายใจบำบัด" ให้การหายใจเยียวยา ฟื้นฟู ลดเครียด แก้โรคซึมเศร้า และสร้างภูมิต้านทาน
ถ้าหายใจไม่เป็นเราคงหมดลมหายใจไปก่อน หลายคนอาจยังไม่รู้วิธีหายใจอย่างถูกวิธี "แพทย์หญิง ดร.เอมอร โคพีร่า" เปิดคลาส ‘หายใจให้เป็น’ ให้ ‘ลมหายใจบำบัด’ เยียวยา ฟื้นฟู ลดเครียด แก้โรคซึมเศร้า และสร้างภูมิต้านทาน
แพทย์หญิง ดร.เอมอร โคพีร่า แพทย์หญิงไทยผู้คร่ำหวอดในการศึกษาด้านสาธารณสุข มีประสบการณ์ด้านจิตวิทยาแนวพุทธมาอย่างยาวนาน และเป็นผู้เชี่ยวชาญด้าน Breathwork Meditation ระดับโลก มาเปิดคลาสการ ฝึกลมหายใจ ซึ่งเป็นเทรนด์การดูแลและบำบัดสุขภาพจิตที่กำลังมาแรง
และเป็นผู้เขียนหนังสือขายดีเรื่อง The Exploratory Mind และ The Universal Breath ซึ่งเกี่ยวกับ การสำรวจลมหายใจ ในฐานะเครื่องมือแห่งการเปลี่ยนแปลง เธอได้แนะนำ MINDAI™ Breathing เป็นแนวทางที่ได้รับแรงบันดาลใจจากผลงานของ ดร. สแตน กรอฟ (Dr. Stan Grof) ที่ออกแบบมาเพื่อส่งเสริมการปลดปล่อยอารมณ์ การค้นพบตนเอง และการเติบโตส่วนบุคคล นอกจากนี้ยังตระหนักถึงความจำเป็นเร่งด่วนในการแก้ปัญหาสุขภาพจิตที่เป็นนวัตกรรมในทุกภาคส่วนของสังคมไทย
สนทนากับ แพทย์หญิง ดร.เอมอร โคพีร่า ด้วยเรื่องการฝึกลมหายใจ และ หายใจให้เป็น และ Breathwork ช่วยฟื้นฟู รักษาบาดแผลทางใจ จนถึงสร้างภูมิต้านทาน เพื่อชีวิตที่ยืนยาวและเป็นสุขได้อย่างไร
- คนเราหายใจตามสัญชาติญาณอยู่แล้ว การหายใจไม่เป็นหมายถึงอะไร
“แม้เราจะหายใจมาตั้งแต่เกิด แต่ก็มีหายใจผิด หายใจถูก จนถึง ลืมหายใจ ก็มี บางทีเรานั่งแล้วลืมหายใจ ความจริงก็ไม่ได้หายใจผิด แต่ไม่ได้ประโยชน์เต็มที่
ต้องอธิบายว่า เราหายใจในท้อง มีความรู้สึกในท้องเราว่าหายใจ ทางการแพทย์เรียกว่า autonomic nervous system ที่เราควบคุมได้ ส่วนใหญ่ระบบกล้ามเนื้อไม่ได้ออโตโนมิกเราต้อง move เช่นเดินเราจะต้อง move ขาเราถึงจะเดินได้ แต่หัวใจเขาเต้นเองเป็นออโตโนมิก เราไปคุมหัวใจให้หยุดเต้น หรือให้เต้นเร็วไม่ได้
การหายใจเป็นระบบเดียวที่ออโตโนมิก หลังจากเราเกิดมาสิ่งแรกเลยที่เราต้องใช้ สำคัญมากเรียกว่า first breath ที่มีชีวิตออกจากท้องแม่ ถ้าเราไม่หายใจเราก็ไม่มีชีวิต เพราะเราอยู่ในท้องแม่เราไม่ต้องหายใจ เรามีรกจากแม่ ได้อากาศ ได้อาหารทุกอย่าง ปอดยังไม่ได้ทำงาน พอคลอดออกมาหมอต้องบีบให้ปอดหายใจแล้วก็เอาแก๊สหรือแอร์เข้าไป
มนุษย์มี first breath ที่ทำเราให้เรามีชีวิต แล้วก็เป็น last breath ที่เรามี physical life on earth คำว่า last breath คือสิ้นชีพ เพราะฉะนั้นการหายใจสำคัญมาก แต่คนเราไม่เห็นความสำคัญของการหายใจ ลืมไปเพราะการหายใจแบบออโตโนมิก เราไม่เคยเทรนกัน
แต่ในเรื่องของ spiritual หรือศาสนา คนไทยส่วนใหญ่เป็นชาวพุทธ มีการนั่งวิปัสสนา ฝึกลมหายใจ ฝึกลมปราณ คำศัพท์ว่า ‘ชี่’ หรือ ‘ลมปราณ’ หรือ ‘life force’ การฝึกหายใจมีในทุกชาติ ทุกภาษา เป็นสิ่งแรกที่เรามีมากับชีวิต และเป็นสิ่งสุดท้ายที่เราจะจากไปจากชีวิต แต่เราไม่เคยถูกฝึกหายใจ ไม่ถูกสอนเลย ถ้าเกิดแม่สอนลูกให้หายใจจะเกิด powerful มาก”
- หายใจไม่ถูกหรือลืมหายใจ มีพฤติกรรมอย่างไร
“เช่นคนที่ไม่ฝึกหายใจจะกลั้นหายใจ คือลืมหายใจ คือบางทีคนกลั้นหายใจ โอ้..ฉันลืมหายใจ อันนี้ก็มี แต่ถ้าฝึกการกลั้นหายใจก็เป็นอีกแบบหนึ่งแล้ว การหายใจเกี่ยวกับสุขภาพอย่างไร แต่ถ้าพูดถึงคน การใช้สมองและทุกอย่างในร่างกายเป็น operation system หมด
เช่นสมองน้ำหนัก 2% ของบอดี้ แต่ใช้ 20% ของอาหารกับออกซิเจน เวลาเราหายใจก็คือแก๊ส exchange มีออกซิเจน ไนโตรเจน คาร์บอนไดออกไซด์ มีแก๊สหลายอย่างซึ่งเป็นอาหารของสมอง ถ้าใช้สมองเยอะ สมองใช้ 20% ทำอย่างไรเราจะให้อากาศกับอาหารที่ทำให้สมองดีที่สุด ก็หายใจให้มากกว่าที่ใช้”
- หายใจให้สมองมากกว่าที่ใช้ มีประโยชน์อย่างไร
“คือหายใจให้ลึก คนส่วนใหญ่ที่บอกว่าลืมหายใจแล้วหายใจแค่สั้น ๆ ซึ่งไม่ได้เข้าปอดเลย ปอดเราลงมาถึงกระดูกข้างหลัง การหายใจแบบนี้มันจะ expand ปอดได้ ถ้าเราหายใจลึกนะคะ ถ้าเด็กเกิดใหม่คุณแม่สอนให้หายใจ เด็กนักเรียนครูสอนให้ โดยหายใจลึก ๆ ฝึกก่อนเข้าเรียน ฝึกหายใจ 5 นาที ลองดูว่า วิชาสอนหายใจ และควรเป็นหลักสูตรลมหายใจ ถ้าเราหายใจได้ถูกเราจะมีอาหารให้สมอง คิดได้ชาร์ปขึ้น มี creativity มีความชัดเจนในการคิด”
คลาส breathwork
- การหายใจถูกช่วยรักษาโรคได้อย่างไร
“เวลาเราหายใจออกซิเจนเข้าไปในร่างกายไปดึงสารพิษออกมาเป็นคาร์บอนไดออกไซด์ แล้วหายใจเข้าปอดนะคะ ที่ถามว่าหายใจตรงไหนถึงถูกต้อง ถ้าเราหายใจมากที่สุดเราก็ทำปอดให้เต็ม ให้ถึงไดอะแฟรม (กระบังลม) เนื้อเยื่อบาง ๆ ที่กั้นปอดเอาไว้
การแพทย์เรียกว่าใช้ diaphragmatic breathing คือเวลาคนไข้มาฝึกกล้ามเนื้อกระบังลม (diaphragm) ที่เป็นกล้ามเนื้อหลักในการหายใจ ให้แอร์เข้าในในปอดมากขึ้น เพื่อลดความเครียดหรือว่ารีเซ็ตเส้นประสาท (nerve system) ที่เรียกว่า ‘เวกัสเนิร์ฟ’ ที่ทำให้คนเครียด ทำให้ตกใจ ถ้าหายใจที่จะรีเซ็ตได้ก็คือหายใจลึกถึงไดอะแฟรม”
- การฝึกหายใจมีกี่วิธี
“ประมาณ 10 กว่าวิธี มีหนังสือชื่อ Universal Breath บอกว่าการหายใจมีหลายแบบมาก คนปัจจุบันอ่านแล้วเข้าใจไปทำได้ เช่นหายใจแล้วก็ให้รีแล็กซ์ท้องแล้วให้ไดอะแฟรมขยาย
หรือหายใจโดยหัดนับเวลา คนส่วนใหญ่ไม่รู้ว่าหายใจลึกหรือตื้นแค่ไหนก็ใช้การจับเวลา เช่น บางคนหายใจลึกคือ 4 วินาที บางคนลึก 6 วินาที บางคนถึง 8วินาที และ10 วินาที แล้วก็หายใจออก หรือหายใจเข้า10 วินาที เรากั้นไว้สัก 2 วินาที แล้วหายใจออก 10 วินาที
คนนั่งสมาธิจะนิ่งเขาจะหายใจน้อยลง ถ้าเกิดจะให้คนที่มีสุขภาพดีขึ้นหายใจเพื่อสุขภาพ ให้ลดจำนวนหายใจลองฝึกสัก 12 ครั้งต่อนาที หรือ 10 ครั้งต่อนาที แล้วลองฝึกสักวันละ 3 นาที แล้วขึ้นเป็น 5 นาที ได้ไหม หรือสโลว์ดาวน์ breathing คือให้หายใจเข้าออกในประมาณ 10 ครั้งต่อนาที แล้วไปสัก 8 ครั้ง
เมื่อออกซิเจนเข้าไปทุกเซลล์ แล้วคาร์บอนไดออกไซด์รีบขับออก เปลี่ยนค่ากรดด่างในระบบ ช่วยการหมุนเวียนของระบบประสาท เหมือนกับการฝึกหายใจแบบ ancient practice ที่มีมาแต่โบราณ เช่น ชี่กง โยคะ จะทำให้เรามีสติมากขึ้นเหมือนการรีเซ็ต แต่คนเราจะหายใจลึก เร็ว แตกต่างกัน แล้วแต่ว่าผ่านการฝึกมาแค่ไหน การหายใจให้สุขภาพดี ทุกคนปฏิบัติได้ ฝึกฝนได้”
- การหายใจเพื่อการรักษาในคลาส breathwork ช่วยอะไรบ้าง
“Breathwork ควรเป็นโปรแกรมที่อินทิเกรทีฟ ซึ่งปลอดภัย และไม่ใช้ยาเลย ในอเมริกาคนที่มีปัญหาด้านสุขภาพจิตที่เข้ามาเพราะเขาไม่อยากกินยาอีกแล้ว เข้ามาฝึกการหายใจที่ได้ประโยชน์กับตัวเอง
เป็นการหายใจถึงกระบังลม หรือ diaphragmatic breathing จะเรียกว่า slow breathing ก็ได้ เป็นการหายใจเพื่อป้องกันและทำให้สุขภาพดี ทางการแพทย์เรียกว่า Holotropic Breathwork หายใจเพื่อการรักษา รักษาได้อย่างไร มีรีเสิร์ชการทำรีทรีตด้วย Holotropic ว่าสามารถเข้าไปในความนึกคิดและประสบการณ์ที่ผ่านมา (revisit past experience) แล้วแต่ประสบการณ์ของแต่ละคน หรือความจดจำที่อยู่ในสมอง บางทีเราไม่รู้ว่ามันจดจำไว้ เช่น บางคนเห็นสิ่งที่สวยงาม หรือบางคนเป็นทรอม่า (มีบาดแผลทางใจ)
ด้วยการหายใจในคลาส breathwork (นอนใส่หูฟังมีดนตรีที่ค่อนข้างคึกคัก หายใจลึก ๆ ทางจมูกแล้วปล่อยออกทางปาก) ทำให้เราไป revisit ในจุดที่เรามีประสบการณ์ ไม่ว่าจะแฮปปี้หรือไม่แฮปปี้ คนที่รู้สึกแฮปปี้เข้าไปแล้วอยากร้องไห้ แต่เป็นการร้องไห้ที่เป็นสุขมากกว่า ในขณะที่ความทุกข์หรือประสบการณ์บางอย่างที่เราไม่พอใจ มีบาดแผลทางใจเราก็อาจไป revisit ด้วย
ยกตัวอย่างตัวหมอเองที่เข้าคลาสพอเราหายใจแล้วเราไป revisit ตอนที่สอบติดแพทย์มหิดลไม่ได้ ขาดไป 1 คะแนน แต่ตอนนี้เราไม่เจ็บปวดแล้ว เพราะจากการหายใจแล้วเข้าไปรีไวล์ในช่วงนั้น ในขณะที่บางคนผ่านประสบการณ์อกหักจะ revisit แล้วเจ็บปวด แต่ breathwork ไม่ใช่การสะกดจิต แต่ทำให้เขาสามารถแสดงตัวเองออกมา จะเข้าไปเจอแต่ละพาร์ทของเรา บางคนบอกรู้สึกเจ็บ นักโฮลิสติกจะเข้าไปช่วยในพาร์ทที่เขาเริ่มรู้สึกอะไรบางอย่าง
บางโมชั่นที่บอกว่าเจ็บปวดที่ออกมาทางกล้ามเนื้อ ออกมาทางผิว ในคลาสที่อเมริกาพบว่าคนที่มีอาการอย่างนี้ ส่วนใหญ่เป็นโรคเกี่ยวทางจิตหรือมีความเครียดสูง
ในแง่การรักษา เช่น โรคซึมเศร้า การฝึกหายใจแบบนี้จะเข้าไป stimulate ฮอร์โมน ทำให้เกิดเซโรโทนินมากขึ้น ป้องกันโรคซึมเศร้าได้
โรคความดันสูง คอเลสเตอรอลสูง บางคนมาเข้าคลาสบอกว่าไม่อยากกินยาตลอดชีวิต เราก็ให้เขาฝึก
ไบโพล่าร์ ก็ใช้แต่ต้องดูว่าเป็นช่วงที่เขาใช้การรักษาทางแพทย์หรือใช้ยารักษาอยู่หรือเปล่า หรือคนที่ผ่านการฆ่าตัวตายมาบวกกับซึมเศร้าก็ต้องดูแลควบคู่ไปกับการรักษาทางแพทย์”
- Breathwork ในแง่ของเวลเนส ช่วยอะไรได้บ้าง
“ถ้าเรื่องบิสสิเนสหรือ CEO ที่มาเป็นเรื่องของ clarity และการสร้าง creativity ให้เกิดวิสัยทัศน์ คือเขาไม่ได้ป่วยเป็นอะไรแต่ต้องการเอาไปใช้ประโยชน์ในการทำงาน คนรุ่นใหม่เข้าใจจะมองในแง่ longevity ในเรื่องของ mental wellness เช่น อยากมาเพิ่มความรู้ เพิ่มประสิทธิภาพสมอง
ปัจจุบันเราทำกับคน 3 กลุ่ม กลุ่มแรก healing คือรักษาเลย เช่นที่ภูฏาน รักษากลุ่มที่ติดแอลกอฮอล์ กับกลุ่มที่มีความเครียดสูง
อีกกลุ่มเป็นเรื่องของการพัฒนา self exploration คนที่มีทุกอย่างแล้วอยากมาทดลอง อยากจะมีชีวิตที่มีประสิทธิภาพมากขึ้น
อีกกลุ่มเป็นเรื่องของลีดเดอร์ชิพ ทำยังไงให้เกิด visionary leader เป็นผู้นำที่มองการณ์ไกลระดับประเทศ ระดับหมู่บ้าน โรงเรียน โรงแรม ฯลฯ ในแง่จิตใจคือสร้างเสริม mindfulness ทำงานยังไงให้สนุก ลูกน้องเราสนุก บริษัทเราก็ประสบความสำเร็จ แล้วนำไปสร้างให้องค์กรมีนวัตกรรม มีความคิดสร้างสรรค์”





