วันจันทร์ ที่ 18 พฤษภาคม 2569

Login
Login

ไขรหัสบริหาร ซีอีโอ “จระเข้” ดันแบรนด์ ติดท็อปวงการก่อสร้าง

ไขรหัสบริหาร ซีอีโอ “จระเข้” ดันแบรนด์ ติดท็อปวงการก่อสร้าง

เปิดแนวคิด “ศุภพงษ์ เพชรสุทธิ์” ประธานกรรมการบริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท จระเข้ คอร์ปอเรชั่น จำกัด หนึ่งในผู้ก่อตั้ง เดินหน้าธุรกิจจระเข้ฯ คือ ผลิตสินค้าที่เป็นนวัตกรรมเท่านั้น และต้องตอบเรื่องความยั่งยืน

จากปี 2535 ที่คนหนุ่ม 5 คนจากค่ายยักษ์ใหญ่ในอุตสาหกรรมก่อสร้าง ออกมาก่อตั้งบริษัทของตัวเอง ด้วยการคว้าโอกาสด้านนวัตกรรมวัสดุก่อสร้าง จนปัจจุบัน สามารถสร้างรายได้กว่า 3,700 ล้านบาท

“ศุภพงษ์ เพชรสุทธิ์” ประธานกรรมการบริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท จระเข้ คอร์ปอเรชั่น จำกัด หนึ่งในผู้ก่อตั้ง กล่าวถึงแนวทางการดำเนินธุรกิจภายใต้ปรัชญา “นวัตกรรมก่อสร้างความสุขเพื่อคุณและครอบครัว” ซึ่งเน้นการพัฒนาสินค้านวัตกรรมควบคู่กับความยั่งยืนตั้งแต่เริ่มก่อตั้งบริษัท

วางธุรกิจตอบโจทย์ความยั่งยืน

ศุภพงษ์ กล่าวว่า สินค้าที่บริษัทฯ ผลิต เป็นสินค้านวัตกรรมตั้งแต่เริ่มต้น และยังเดินหน้าผลิตสินค้านวัตกรรมในตลาดวัสดุก่อสร้างควบคู่กับการตอบโจทย์โลกเรื่องความยั่งยืน โดยใช้กลยุทธ์ 5 SD ได้แก่ 1. ​​ลดการปล่อยคาร์บอน 2. ลดปริมาณขยะและของเสีย 3. ลดการใช้สารพิษ 4. เพิ่มสินค้าที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม และ 5. สนับสนุนกิจกรรมส่งเสริมคุณภาพชีวิต​ มีเป้าหมายมุ่งสู่องค์กรที่มีความเป็นกลางทางคาร์บอน (Carbon Neutrality) และลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero) ซึ่งคาดว่าปีนี้ จะมีความชัดเจนเรื่องของ Carbon Neutrality ชัดเจนมากยิ่งขึ้น จากการจ้างบริษัทที่ปรึกษาเข้ามาวัดปริมาณคาร์บอนของบริษัทฯ เสร็จเรียบร้อย

แนวคิดการเดินหน้าธุรกิจของจระเข้ฯ คือ การผลิตสินค้าที่เป็นนวัตกรรมเท่านั้น และต้องตอบเรื่องความยั่งยืนด้วย โดยปีที่ผ่านมา บริษัทฯ สามารถสร้างรายได้รวมราว 3,700 ล้านบาท ซึ่งส่วนหนึ่งเป็นผลมาจากการตั้งสำนักงานที่โฮจิมินห์ ภาคใต้ของเวียดนาม ภายใต้ชื่อ บริษัท จระเข้ เวียดนาม จำกัด เพื่อขยายตลาดอย่างเต็มรูปแบบ ซึ่งสอดรับแผนธุรกิจที่พยายามเดินหน้าบุกตลาด CLMV อย่างเต็มที่ เนื่องจากตลาดกาวซีเมนต์และยาแนวในประเทศค่อนข้างเต็ม ทำให้ขยายตลาดยาก ในขณะที่ตลาดเวียดนามซึ่งกำลังขยายตัว มีการใช้สินค้าดังกล่าวมากกว่าในไทยถึง 3 เท่าตัว

โดยขณะนี้ ยังใช้ไทยเป็นฐานส่งผลิตภัณฑ์ เนื่องจากต้องรอให้สามารถทำยอดขายในเวียดนามได้ปริมาณที่เหมาะสมก่อน จึงจะไปเปิดโรงงานผลิตที่นั่น นอกจากนี้ ยังมีแผนขยายตลาดไปประเทศมาเลเซียต่อเนื่อง

ศุภพงษ์ ย้ำว่า เป้าการเติบโตของจระเข้ จะเน้นกลุ่มสินค้าครบวงจร โดยเฉพาะกลุ่มสินค้าเคมีก่อสร้างและกลุ่มผลิตภัณฑ์สีจระเข้ (SEE JORAKAY) ที่เป็นสีปลอดภัย สีจากธรรมชาติ รายแรกในไทย เป็นการเน้นย้ำว่า จระเข้มีทิศทางดำเนินธุรกิจที่ชัดเจน และมีนโยบายด้านสิ่งแวดล้อมที่ชัดเจนด้วยเช่นกัน ซึ่งทุกอย่างผนวกเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของการดำเนินธุรกิจ ทั้งการดำเนินการตามแนว ESG (Environment, Social, และ Governance) และเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (Sustainable Development Goals: SDGs)

“การเริ่มต้น เราเริ่มทำกับที่โรงงานและพนักงานของเราก่อน เขาอยู่แล้วมีความสุข บริษัทจริงใจกับเขา อันนี้มันจะตอบโจทย์ ถ้าเขามีความสุข รักองค์กร ทุกอย่างจะไหลลื่นไปได้ เราทำให้ชัดเจนตั้งแต่นโยบาย กิจกรรม ทั้งหมดต้องเสริมกัน”

ซีอีโอ จระเข้ฯ กล่าวว่า ได้นำหลายๆ โครงการ และหลายกิจกรรมเข้ามาปรับใช้กับองค์กร เนื่องจากตนเคยทำงานในองค์กรใหญ่มาก่อน เมื่อเห็นว่าเขาทำดี ก็นำสิ่งที่เคยเห็นมาปรับใช้ มาทำให้พนักงานดู พูดคุยกัน และสิ่งที่ตั้งเป็นนโยบายที่ชัดเจนแล้วต้องจริงจังกับสิ่งที่พูด อย่างเรื่องการกำจัดฝุ่นในโรงงาน ถ้าเดินเข้าไปเห็น ก็จะเรียกเจ้าหน้าที่มาดู ว่าทำไมเป็นเช่นนี้ หรือเดินมาในอาคารอากาศร้อนมาก ขนาดว่า ตัวเองอยู่แพร่บเดียวยังร้อนแล้วพนักงานที่ทำงานในโรงงาน 5-6 ชั่วโมงจะทำอย่างไร เมื่อเป็นเช่นนั้นก็ต้องเร่งดำเนินการแก้ไขปรับปรุง นี่คือสิ่งที่ทำให้พนักงานเห็นถึงความจริงจังของผู้บริหาร เพราะฉะนั้น เวลาผู้บริหารคุยอะไรไปเขาจะเกิดการยอมรับ และทำตาม

แน่นอนในการทำงานต้องเจอปัญหาและอุปสรรค อย่างเรื่อง 5 ส. ที่ให้พนักงานดำเนินการ ก็มีคนบ่นและเกิดการแอนตี้ เพราะงานเขาเยอะอยู่แล้ว แต่เมื่อมีการพูดคุยว่า สิ่งที่ทำนออกจากได้กับบริษัทฯ แล้ว ยังได้ประโยชน์กับตัวเขาเองด้วย หรือการที่ต้องมีประชุมนอกเวลางาน ก็สนับสนุนโอทีให้ พนักงานก็จะพอใจ ทุกอย่างที่เป็นปัญหา ผู้บริหารต้องสามารถแก้ไขได้อย่างเหมาะสม

จากความชัดเจนและจริงจังทั้งด้านนโยบายและการปฏิบัติ ในกิจกรรมล่าสุด Jorakay Green Earth ที่จัดขึ้นที่จังหวัดตรัง บริษัทฯ จึงได้รับความร่วมมือจากพนักงานอย่างล้นหลาม โดยกิจกรรมครั้งนี้ เป็นความร่วมมือกับกรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง ลงนามบันทึกความร่วมมือ เพื่อฟื้นฟูธรรมชาติและสร้างคาร์บอนเครดิตผ่านโครงการปลูกป่าชายเลนในหลากหลายพื้นที่ทั่วประเทศ นำร่องปลูกป่าชายเลนบนพื้นที่กว่า 63.5 ไร่ ด้วยต้นโกงกางใบเล็ก ต้นโกงกางใบใหญ่ และต้นฝาดดอกแดง รวมกว่า 45,000 ต้น

พร้อมสนับสนุนงบประมาณให้แก่ชุมชนในการร่วมดูแลรักษาป่าชายเลนผืนนี้ต่อเนื่องเป็นเวลา 10 ปี สามารถดูดซับคาร์บอนไดออกไซด์ได้ประมาณ 600 ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า

ส่วนในแง่ธุรกิจ จากแนวทางการขยายตลาดไปสู่ CLMV และการออกสินค้าใหม่ๆ ด้านนวัตกรรมเคมีก่อสร้าง ผู้บริหารจระเข้คาดว่า จะทำให้บริษัทฯ มีรายได้ไม่ต่ำกว่า 4,100 ล้านบาทในปี 2567