background-default

วันพฤหัสบดี ที่ 15 มกราคม 2569

Login
Login

รีบจด! เปิดวิธี "สัมภาษณ์งาน" สุดปัง ด้วยการสร้างความประทับใจใน 17 วินาที

รีบจด! เปิดวิธี "สัมภาษณ์งาน" สุดปัง ด้วยการสร้างความประทับใจใน 17 วินาที

ใครกำลังจะสัมภาษณ์งานใหม่ ต้องรู้! "ความประทับใจแรกพบ" ในการ"สัมภาษณ์งาน"เป็นสิ่งสำคัญ ซึ่งจะเกิดขึ้นภายใน 17 วินาทีแรกเท่านั้น

Key Points: 

  • ความเป็นจริงในโลกของการ "สัมภาษณ์งาน" มันเริ่มต้นขึ้นตั้งแต่ยังไม่เริ่ม (It starts before it starts.) หมายถึง แม้จะยังไม่เริ่มสัมภาษณ์จริง แต่ระหว่างนั่งรอเรียกคิว คุณอาจถูกจับตามองเกี่ยวกับบุคลิกภาพ การแต่งกาย ท่าทางต่างๆ และการพูดคุยเล็กๆ น้อยๆ ก่อนหน้านั้น
  • รู้หรือไม่? การสร้างความประทับใจแรก (First Impression) ในการ "สัมภาษณ์งาน" เป็นสิ่งสำคัญ และมีส่วนอย่างมากที่จะทำให้คุณได้งานหรือไม่ได้งาน
  • Amy Cuddy นักจิตวิทยาสังคมแห่ง Harvard Business School ระบุว่า ความประทับใจแรกพบมักจะเกิดขึ้นภายใน 17 วินาทีแรกของการพบใครสักคน 

หนุ่มสาว First Jobber ที่เพิ่งเริ่มเข้าสู่โลกแห่งการทำงาน หรือบางคนอาจกำลังจะเปลี่ยนงานใหม่ อาจมองข้ามจุดเล็กๆ น้อยๆ ของการ “สัมภาษณ์งาน” ไป เพราะส่วนใหญ่มักเตรียมเฉพาะข้อมูลที่เกี่ยวกับบริษัทหรือตำแหน่งงานที่เราสมัคร แต่กลับไม่ได้เตรียมตัวในมุมอื่นๆ ให้ดีพอ ซึ่งขั้นตอนดังกล่าวทำเอา “วัยทำงาน” ตกม้าตายมาแล้วหลายคน

ข้อมูลจาก Stanford Graduate School of Business ในคลาสการบรรยายหัวข้อ “How to Make the Best First Impressions” ในบริบทของการสัมภาษณ์งานหรือการพูดคุยทางธุรกิจ ได้อธิบายถึงความสำคัญของ “ความประทับใจแรกพบ” ไว้ว่า

การสร้างความประทับใจแรก (First Impression) ในการสัมภาษณ์งานเป็นสิ่งสำคัญ และมีส่วนอย่างมากที่จะทำให้คุณได้งานหรือไม่ได้งานนี้ไป บางครั้งผู้คนมักพูดว่าอย่าตัดสินคนจากภายนอก แต่จริงๆ แล้วคนเรายังทำแบบนั้นกันอยู่เสมอ โดยเฉพาะในบริบทของการสัมภาษณ์งาน

 

  • ความประทับใจแรกพบ เกิดขึ้นได้ภายใน 17 วินาที

จากงานวิจัยของ Amy Cuddy นักจิตวิทยาสังคมแห่ง Harvard Business School ระบุว่า ความประทับใจแรกพบมักจะเกิดขึ้นภายใน 17 วินาทีแรกของการพบใครสักคน และจากนั้นก็จะยิ่งเพิ่มพูนขึ้นในช่วงเวลาที่มีความสัมพันธ์กันสูงเท่านั้น โดย 80% ของความประทับใจแรกพบนั้น ขึ้นอยู่กับ 2 ลักษณะคือ 

1. ความแข็งแกร่ง : เราจะตัดสินคนตรงหน้าว่า คนๆ นี้มีความสามารถและมีความรอบรู้มากแค่ไหน 

2. ความเชื่อใจ : เราเชื่อใจหรือไว้ใจคนๆ นี้ได้หรือไม่ 

ความเป็นจริงในโลกของการสัมภาษณ์งานก็คือ มันเริ่มต้นขึ้นตั้งแต่ยังไม่เริ่ม (It starts before it starts.) หมายถึง แม้จะยังไม่เริ่มสัมภาษณ์จริง แต่ระหว่างนั่งรอเรียกคิว คุณอาจถูกจับตามองเกี่ยวกับบุคลิกภาพ การแต่งกาย ท่าทางต่างๆ และการพูดคุยเล็กๆ น้อยๆ ก่อนหน้านั้นไปก่อนแล้ว

ดังนั้น แม้ว่าการเตรียมตัวหาข้อมูลบริษัทก่อนการสัมภาษณ์เป็นสิ่งที่ดีก็จริง แต่ถ้ามัวแต่เตรียมข้อมูล แล้วไม่ได้เตรียมการทักทายแรกพบกับผู้สัมภาษณ์ ก็อาจทำให้งานนี้หลุดมือไปเช่นกัน วัยทำงานจึงควรเรียนรู้และอัปเดตตัวเองเกี่ยวกับเทคนิคต่างๆ ในการสัมภาษณ์งานอยู่เสมอ เพื่อเตรียมตัวเองให้พร้อมและเข้าสัมภาษณ์งานให้ประสบความสำเร็จอย่างดีที่สุด

 

  • ตัวอย่างบทพูดคุยสั้นๆ ก่อนเริ่ม "สัมภาษณ์งาน" ที่แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง ซึ่งส่งผลให้เกิดความประทับใจหรือไม่ประทับใจ

ทีมบรรยายจาก Stanford Graduate School of Business ได้ยกตัวอย่างสถานการณ์จำลองให้ดูว่าการสัมภาษณ์งานใน 2 รูปแบบดังต่อไปนี้ ลองอ่านแล้วคิดตามว่า แบบไหนน่าจะประสบความสำเร็จมากกว่ากัน?

  • รูปแบบที่ 1

ผู้ถูกสัมภาษณ์ : (นั่งรอเงียบๆ ในห้องพักคอย)

เจ้าหน้าที่ HR : สวัสดีค่ะเบร็ท (เปิดประตูเข้ามาเรียก)

ผู้ถูกสัมภาษณ์ : สวัสดีครับแทมมี คุณเป็นอย่างไรบ้าง? (ลุกขึ้นยืนเพื่อกล่าวทักทาย)

เจ้าหน้าที่ HR : สบายดีค่ะ แล้วคุณล่ะสบายดีไหม?

ผู้ถูกสัมภาษณ์ : ผมสบายดีครับ เมืองนี้อากาศดีมากเลย มันเป็นแบบนี้ในเดือนพฤศจิกายนของทุกปีเหรอครับ? 

เจ้าหน้าที่ HR : ใช่แล้วค่ะ นี่เป็นครั้งแรกที่คุณมาเมืองนี้เหรอคะ?

ผู้ถูกสัมภาษณ์ : ใช่ครับ ผมเดินทางมาจากมิดเวสต์ ซึ่งตอนนี้ที่นั่นหิมะตกแล้ว (นั่งลงแล้วยกขาไขว้ห้าง เอนหลัง)

เจ้าหน้าที่ HR : เข้าใจแล้วค่ะ ยินดีต้อนรับอีกครั้ง ฉันกำลังดูเรซูเม่ของคุณ...... 

 

  • รูปแบบที่ 2

ผู้ถูกสัมภาษณ์ : (ยืนรอในห้องพักคอย)

เจ้าหน้าที่ HR : สวัสดีค่ะเบร็ท (เปิดประตูเข้ามาเรียก)

ผู้ถูกสัมภาษณ์ : สวัสดีครับแทมมี ผมตื่นเต้นมากที่จะได้สัมภาษณ์งานกับคุณในวันนี้ (ปรับอิริยาบทมากล่าวทักทายได้อย่างไหลลื่น)

เจ้าหน้าที่ HR : ยินดีต้อนรับสู่บริษัทของเราค่ะ

ผู้ถูกสัมภาษณ์ : ผมสังเกตเห็นใน LinkedIn ของคุณ ผมพบว่าเรามีความเกี่ยวข้องกัน คุณรู้จัก อาร์เจ มิลเลอร์ ใช่ไหมครับ? (นั่งโดยขาวางลงปกติ หลังตรง)

เจ้าหน้าที่ HR : โอ้.. ใช่แล้วค่ะ เราเข้าคลาสอบรมเชิงคณิตศาสตร์ GSP ด้วยกันน่ะค่ะ

ผู้ถูกสัมภาษณ์ : เขาเป็นเพื่อนบ้านผมเองครับ คุณมีเรื่องราวดีๆ เกี่ยวกับเขาในคลาสนั้นไหมครับ

เจ้าหน้าที่ HR : มีแน่นอนค่ะ เราคุยเรื่องนี้กันก่อนสักนิดนะคะ 

จะเห็นว่าสถานการณ์ในรูปแบบที่ 2 เป็นบทสนทนาช่วงสั้นๆ ไม่กี่วินาที ที่ทำให้ “ผู้สัมภาษณ์” จดจำ “ผู้ถูกสัมภาษณ์” ได้ง่ายขึ้น ลดแรงกดดัน ลดความตึงเครียดในห้องสัมภาษณ์ และสามารถสร้างความประทับใจแรกพบได้ดีกว่าสถานการณ์ในรูปแบบที่ 1 

 

  • เปิดเทคนิคสร้างความประทับใจแรกพบในการ "สัมภาษณ์งาน​" ที่นำไปปรับใช้ได้จริง

1. เช็กโปรไฟล์ปัจจุบันของคุณบนโลกออนไลน์ : มีความเป็นไปได้สูงว่าบุคลากรที่ทำหน้าที่เป็น "ผู้สัมภาษณ์" จะตรวจสอบโปรไฟล์ออนไลน์ของลูกจ้างคนดังกล่าว ก่อนจะเรียกเข้ามาสัมภาษณ์แบบเจอกันตัวต่อตัว เช่น การดูรูปโปรไฟล์ และเช็กข้อมูลคร่าวๆ บนเฟซบุ๊ก, ทวิตเตอร์, อินสตาแกรม ของคนๆ นั้น หากคุณกำลังจะไปสัมภาษณ์งาน ลองใช้เวลาสักนิดในการปรับเปลี่ยนรูปโปรไฟล์ให้เป็นรูปภาพที่เป็นทางการมากขึ้น

2. แต่งกายให้เหมาะสม : เมื่อต้องเดินทางไปสัมภาษณ์งานแบบตัวต่อตัว ควรแต่งกายให้เหมาะสม ควรสวมสูทหรือเสื้อคลุมเบลเซอร์ เพื่อสร้างความมั่นใจให้ตัวคุณเอง รวมถึงแสดงถึงความเป็นทางการ และการให้เกียรติฝ่ายตรงข้ามด้วย

3. ปิดเสียงโทรศัพท์มือถือและเก็บใส่กระเป๋า : เมื่อถึงที่หมายที่นัดพบแล้ว ควรเก็บมือถือใส่กระเป๋าให้เรียบร้อย ไม่ควรหยิบมือถือขึ้นมาเล่นหรือคุยระหว่างรอเรียกสัมภาษณ์ เพราะหากผู้สัมภาษณ์เห็นว่าคุณใช้มือถืออยู่ จะแสดงว่าคุณไม่มีใจจดจ่อกับการสัมภาษณ์งานครั้งนี้ หรือคุณยังไม่พร้อม ดังนั้นจึงควรมีสมาธิกับช่วงเวลานี้ให้มากที่สุด

4. การยืนรอแทนที่จะนั่งรอ : ขณะที่อยู่ในห้องพักคอย เพื่อรอคิวสัมภาษณ์งาน ช่วงเวลานี้คุณสามารถสร้างความแตกต่างโดดเด่นได้ เช่น การยืนรอแทนที่จะนั่งรอ การยืนจะช่วยให้คุณมีพลังงานมากขึ้น และมันดีกว่าการนั่งงัวเงียอยู่บนโซฟาอย่างมาก ดังนั้น ลองเปลี่ยนเป็นการยืนมองชมวิวนอกหน้าต่าง หรือเดินไปดูรูปศิลปะบนผนังห้อง หรือยืนอ่านนิตยสารที่มีไว้บริการในห้อง ฯลฯ เหล่านี้ช่วยให้ร่างกายพร้อมมากขึ้น

ข้อดีอีกอย่างหนึ่งคือ เมื่อผู้สัมภาษณ์เปิดประตูห้องมาเรียกคุณ หากคุณยืนอยู่ก็จะสามารถเปลี่ยนอิริยาบทมาทักทายพวกเขาได้อย่างไหลลื่นมากขึ้น อีกทั้งคุณจะดูโดดเด่นในฐานะที่เท่าเทียมกัน แทนที่จะนั่งอยู่แล้วผุดลุกขึ้นยืนเมื่อถูกเรียกชื่อ ซึ่งแบบนั้นจะดูเหมือนคุณอยู่ระดับต่ำกว่า 

5. เปิดบทสนทนาเล็กๆ ก่อนการสัมภาษณ์จริง : ควรเริ่มพูดทักทายคนอื่นๆ ในห้องพักคอย สิ่งนี้จะช่วยยืดเส้นเสียงของคุณให้พร้อมใช้งาน เมื่อถึงเวลาสัมภาษณ์จริง คุณจะสามารถเปล่งเสียงพูดคุยได้ชัดเจนและก้องกังวาลยิ่งขึ้น อีกทั้งห้องพักคอยบางแห่งอาจติดกล้องไว้ เพื่อดูปฏิกิริยาของผู้เข้ารับการสัมภาษณ์ทุกคน ดังนั้นเจ้าหน้าที่ที่เฝ้าดูกล้องจะเห็นว่าคุณทักทายคนอื่นๆ แสดงถึงความเป็นมิตรและเหมาะกับวัฒนธรรมของบริษัท

6. การพบปะและทักทายผู้อื่นเพื่อสร้างความประทับใจ : เวลาไปสัมภาษณ์งานที่ใดๆ ก็ตาม เราไม่สามารถจะมีพลังพร้อมลุยได้ในทันที ดังนั้นการเตรียมตัวให้พร้อมทั้งความคิดและจิตใจ เพื่อมุ่งสู่การสร้างความประทับใจแรกพบอาจต้องฝึกอย่างจริงจัง โดยลองนึกถึงสิ่งที่คุณต้องการจะทำเพื่อสร้างความมั่นใจให้ตนเอง แสดงถึงความกระตือรือร้น และแสดงว่าคุณเป็นคนที่ถูกอบรมสั่งสอนมาอย่างดี จากนั้นให้ทักทายผู้สัมภาษณ์ด้วยท่าทีที่เปิดเผย จับมือแน่นๆ และสบตาโดยตรง 

7. ควรพูดคุยกับผู้สัมภาษณ์อย่างมีส่วนร่วม : ระหว่างการสัมภาษณ์คุณควรพูดคุยอย่างมีส่วนร่วม ต้องมีการทำการบ้านเกี่ยวกับผู้สัมภาษณ์ของคุณด้วย เช่น เขาหรือเธอทำงานตำแหน่งอะไรในบริษัทนี้ จบจากที่ไหน งานอดิเรกของเขาหรือเธอคืออะไร ฯลฯ ดูว่าคุณมีสิ่งที่เหมือนกับผู้สัมภาษณ์หรือไม่? ถ้ามี ก็เลือกหัวข้อเหล่านั้นมาคุยแบ่งปันประสบการณ์กันและกัน

8. ท่าทางการนั่งสัมภาษณ์ต้องหมาะสม : ควรฝึกท่านั่งให้เหมาะสมสำหรับผู้ชายไม่ควรนั่งยกขาขึ้น ชันเข่า และเอนหลัง เพราะท่านั่งนี้แสดงถึงท่าทีที่สบายๆ เกินไป และยังแฝงด้วยความเย่อหยิ่งเล็กน้อย ดังนั้น ควรแก้ไขด้วยการเปลี่ยนมานั่งตัวตรง หลังพิงพนักเก้าอี้ (ทำได้ทั้งชายและหญิง) แสดงความมั่นใจบนใบหน้า สิ่งสำคัญคือต้องสบตากับผู้สัมภาษณ์ของคุณเพื่อสร้างความไว้วางใจ แต่ถ้าคุณหลบตาหรือละสายตาจากผู้สัมภาษณ์ในขณะพูดคุย พวกเขาอาจคิดว่าคุณไม่จริงใจ

นอกจากนี้ควรสร้างพลังงานบวกภายในห้องสัมภาษณ์ ควรฝึกตัวเองก่อนจะลงสนามจริง โดยคุณอาจจะพบว่าผู้สัมภาษณ์มีอาการเหนื่อยล้า พลังงานต่ำ (เพราะสัมภาษณ์มาหลายคนแล้ว) พยายามอย่าร่าเริงเกินไป ให้ปรับพลังงานของคุณลงมาให้ตรงกับระดับของผู้สัมภาษณ์ เพื่อให้เขาหรือเธอรู้สึกสบายใจกับท่าทีของคุณ และทำงานต่อได้โดยไม่เคอะเขิน และช่วยให้การสัมภาษณ์งานผ่านไปได้ด้วยดี

------------------------------------------

อ้างอิง : Stanford Graduate School of BusinessHarvard Business School