วันศุกร์ ที่ 24 เมษายน 2569

Login
Login

เผยมุมมอง คนขับ ‘แกร็บ’ กับโอกาสที่เป็น ‘ผู้ให้’ และ ‘ผู้รับ’

เผยมุมมอง คนขับ ‘แกร็บ’ กับโอกาสที่เป็น ‘ผู้ให้’ และ ‘ผู้รับ’

สองคนขับ ‘แกร็บ’ จะมาเปิดเผยมุมมองการทำงาน และความรู้สึกของการเป็น ‘ผู้ให้’ และ ‘ผู้รับ’ ที่ทำให้พวกเขาได้ใช้ชีวิตในทุกวันนี้อย่างคุ้มค่า

วันคนพิการสากล ตรงกับวันที่ 3 ธันวาคมของทุกปี ได้ผ่านไปแล้ว แต่โอกาสสามารถมีขึ้นได้ตลอดเวลา ดังเรื่องราวของคนขับ 'แกร็บ' สองมุม ในฐานะ 'ผู้ให้' และ 'ผู้รับ'  

กรุงเทพมหานคร (กทม.) ได้ร่วมมือกับเครือข่ายต่าง ๆ รวมถึง แกร็บ ประเทศไทย จัดเทศกาล BANGKOK For ALL #กรุงเทพฯเพื่อทุกคน เพื่อให้ทุกคนได้เรียนรู้ การอยู่ร่วมกับคนพิการในสังคม

 

คนในสังคมส่วนใหญ่ มักมองข้าม หรือด้อยค่า คนพิการ อีกทั้งตัดสินความสามารถของพวกเขาโดยดูจากสภาพภายนอก ไม่ได้คิดว่า เขามีศักยภาพมากมายซ่อนอยู่

ดังนั้น การให้ ‘โอกาส’ จึงเป็นสิ่งสำคัญ

เผยมุมมอง คนขับ ‘แกร็บ’ กับโอกาสที่เป็น ‘ผู้ให้’ และ ‘ผู้รับ’

คนพิการ มีร่างกายที่ไม่สะดวกต่อการใช้ชีวิต แต่พวกเขาก็พยายามเรียนรู้ปรับตัวเพื่อใช้ชีวิตให้อยู่รอดได้อย่างคนปกติ

คนพิการส่วนใหญ่ พร้อมเรียนรู้และทำทุกอย่างอย่างเต็มความสามารถ ขอเพียงความเข้าใจและให้โอกาสเท่านั้น ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นสำคัญที่ทำให้ทุกคนอยู่ร่วมกันในสังคมนี้ได้อย่างเท่าเทียม

เผยมุมมอง คนขับ ‘แกร็บ’ กับโอกาสที่เป็น ‘ผู้ให้’ และ ‘ผู้รับ’

  • ทุกชีวิตต้องการ ‘โอกาส’ แสดงศักยภาพของตัวเอง

ฐา-ฐาปนา เย็นรักษา ชายหนุ่มวัย 30 ปี ที่แขนขวาพิการตั้งแต่กำเนิด มีเป้าหมายเหมือนคนทั่วไป อยากมีครอบครัวที่สมบูรณ์ เป็นหัวหน้าครอบครัวที่ดี

สามารถส่งเสียลูกสาววัย 12 ขวบ ให้มีอนาคตที่สดใส หลังเรียนจบปริญญาตรีด้านการตลาด ฐาได้เข้าทำงานเหมือนคนทั่วไป

ในช่วงแรกเขาใช้เวลาหางานที่ให้โอกาสคนพิการอยู่นาน แต่เขาได้พิสูจน์ว่าเขามีศักยภาพในการทำงานไม่ต่างจากคนปกติ จึงได้ทำงาน จนกระทั่งมีโควิดเข้ามา

"จริง ๆ ผมสามารถใช้ชีวิตได้เหมือนคนปกติทั่วไป แต่คนส่วนใหญ่จะตัดสินไปแล้วว่า เราทำอะไรไม่ได้จากสิ่งที่เขาเห็น ทำให้คนพิการไม่ได้มีโอกาสที่จะได้โชว์ความสามารถของพวกเขา

เผยมุมมอง คนขับ ‘แกร็บ’ กับโอกาสที่เป็น ‘ผู้ให้’ และ ‘ผู้รับ’

โอกาสในการหางานของคนพิการน้อยกว่าคนปกติ คิดเป็นอัตราส่วนมาตรฐานของบริษัทที่เปิดรับคนพิการเข้าทำงาน จะอยู่ที่คนพิการ 1 คนต่อคนปกติ 100 คน

ตอนช่วงโควิดระบาดรอบแรก บริษัทที่ผมเคยทำอยู่ ลดเวลาทำงาน จนเราอยู่ไม่ได้ ผมเลยตัดสินใจออกจากงาน ซึ่งการไปหางาน สมัครงานที่ใหม่ ยากมากสำหรับผม เพราะหลายบริษัทเลือกพิจารณาคนที่ครบ 32 ก่อน

ผมเลยลองมาสมัครขับแกร็บ เพื่อส่งอาหาร เพราะแกร็บเปิดโอกาสให้คนทุกเพศ ทุกวัย ผมมีใบขับขี่ และมีรถมอเตอร์ไซค์ที่ดัดแปลงระบบให้ใช้มือซ้ายขับได้อยู่แล้ว ทุกอย่างเลยไม่มีปัญหา ทำให้การขับแกร็บกลายเป็นรายได้หลักของผมในช่วงนั้น

จากนั้นชีวิตก็ค่อย ๆ ดีขึ้น ผมมีรายได้มากพอสำหรับค่าใช้จ่ายในครอบครัว ผมขับแกร็บส่งอาหารและพัสดุอยู่ประมาณ 5 เดือนก็ได้งานประจำใหม่ แต่ผมก็ยังขับเป็นพาร์ทไทม์ต่อ เพราะอยากเก็บเงินเป็นทุนการศึกษาให้ลูกด้วย

เผยมุมมอง คนขับ ‘แกร็บ’ กับโอกาสที่เป็น ‘ผู้ให้’ และ ‘ผู้รับ’

พอผมมาขับแกร็บ ก็มีลูกค้าและเพื่อน ๆ ไรเดอร์คนอื่น ๆ มาคุยกับผมเยอะมาก ว่า ผมมาขับได้ยังไง แกร็บเขารับคนแบบผมด้วยเหรอ

ผมเลยใช้โอกาสนี้เล่าเรื่องราวของผมให้พวกเขาฟัง และส่งกำลังใจให้คนที่กำลังท้อแท้หรือเจอกับปัญหาอยู่

คนที่ได้ฟังเรื่องราวของผมเขาจะได้คิดทบทวนว่า ขนาดผมที่ร่างกายไม่สมบูรณ์ยังมีแรงสู้ต่อได้เลย แล้วทำไมเขาถึงจะไม่สู้

ผมเชื่อเสมอว่า เราเลือกเกิดไม่ได้ แต่เราสามารถเลือกที่จะใช้ชีวิตให้มีคุณค่าได้ และแกร็บเองก็มองเห็นคุณค่าในตัวของคนพิการ โดยไม่ได้มองที่ความแตกต่าง

เพราะสิ่งที่พวกเราต้องการมากที่สุด คือ ‘โอกาส’ ในการได้พิสูจน์ตัวเอง ว่า เราก็มีศักยภาพ ที่สามารถทำงานได้เหมือนคนปกติ แค่เพียงเปิดโอกาสให้เราได้ลองทำดู”

เผยมุมมอง คนขับ ‘แกร็บ’ กับโอกาสที่เป็น ‘ผู้ให้’ และ ‘ผู้รับ’

  • คุณค่าของชีวิตคือการให้ ‘โอกาส’ กับผู้ที่ต้องการ

ต่าย-วิลาสินี โรจน์ธรรมรัตน์ พาร์ทเนอร์คนขับแกร็บวัย 52 ปี ที่เลือกเกษียณอายุงานก่อนกำหนด และเข้าสู่เส้นทางอาชีพคนขับรถรับ-ส่ง

หนึ่งในกลุ่มพาร์ทเนอร์คนขับ ที่เข้ารับการอบรมเพื่อให้บริการ GrabAssist บริการพิเศษที่แกร็บริเริ่มขึ้น เพื่ออำนวยความสะดวกให้กับผู้โดยสารในกลุ่มผู้พิการและผู้สูงอายุ

"ตอนแรกที่เริ่มมาขับแกร็บ ตรงกับช่วงที่มีการเปิดอบรมให้บริการ GrabAssist โดยมีผู้เชี่ยวชาญจาก สสส. มาสอนเรื่องการให้บริการ ตลอดจนการดูแลผู้สูงอายุและคนพิการ พอดี

เรามองว่าเป็นโครงการที่ดีมาก และมีคนที่มีความรู้เรื่องนี้จริง ๆ น้อย ก็เลยตอบรับเข้าอบรม พอได้เข้ามาให้บริการ GrabAssist เลยรู้ว่ามีคนที่ต้องการความช่วยเหลือพิเศษในการเดินทางอยู่เยอะมาก

แต่คนขับส่วนใหญ่มองว่ามันเสียเวลา เลยมีคนขับให้บริการไม่มากนัก เคยมีผู้โดยสารเรียกรถแล้ว กว่าเราจะไปถึงต้องใช้เวลาครึ่งชั่วโมง เราถามผู้โดยสารว่าจะรอไหม เขาบอกว่ารอ

เผยมุมมอง คนขับ ‘แกร็บ’ กับโอกาสที่เป็น ‘ผู้ให้’ และ ‘ผู้รับ’

เราก็ยอมขับไปรับเขานะ เพราะความลำบากเพียงเล็กน้อยของเรา คือการให้ความช่วยเหลือและมอบโอกาสที่ยิ่งใหญ่ให้กับคนอื่น

เรามองว่าบริการ GrabAssist เป็นมากกว่าการขับรถรับส่งผู้โดยสารทั่วไป เป็นงานที่ต้องใช้ทั้งความอดทน ความมีวินัย และใจสู้ด้วย

เพราะการดูแลคนพิการหรือคนป่วย ไม่ใช่เรื่องง่ายเลย มีหลายครั้งที่ลูกค้าของเรามักจะขอบคุณที่ช่วยให้เขาเดินทางได้สะดวกขึ้น และเราให้บริการช่วยเหลือเขาอย่างเต็มที่

พอได้ยินเสียงตอบรับแบบนี้มันทำให้เราใจฟูนะ เพราะงานที่เราทำอยู่ตอนนี้มันมีคุณค่า ทำให้เราได้มีโอกาสช่วยเหลือคนที่เขาต้องการ

ในฐานะคนที่ทำงานตรงนี้ มองว่าการได้ออกมาขับรถทุกวันนี้ ไม่ใช่แค่การหารายได้เท่านั้น แต่คือการได้ส่งต่อโอกาส และช่วยให้คุณภาพชีวิตของคนในสังคมดีขึ้นด้วย"