ถอดโมเดล“ศูนย์ธรรมศาสตร์ ธรรมรักษ์” นวัตกรรม Hospital of Hope ที่ไม่ได้มีไว้เพื่อดึงคนไว้ แต่คือการส่งกลับบ้าน
KEY POINTS
- ปรัชญาที่เป็นธงนำในการดำเนินงานของ "ศูนย์ธรรมศาสตร์ ธรรมรักษ์" คือ “รักษาคน ไม่ใช่แค่รักษาโรค” (Treating the person, not just the disease)
- โดยเป้าหมายสูงสุดไม่ใช่การกักขังผู้สูงอายุไว้ในสถานดูแล แต่เป็นการฟื้นฟูกายภาพและจิตใจเพื่อให้พวกเขาสามารถกลับไปใช้ชีวิตกับครอบครัวที่บ้านได้อย่างมีคุณภาพและมีศักดิ์ศรี
- รัฐบาลต้องเร่งขจัดปัญหางบประมาณกระจัดกระจายของแต่ละกระทรวง และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ให้มารวมเป็นก้อนเดียวในการสนับสนุน Long-Term Care
ยุคที่คนวัยทำงานกลายเป็น Sandwich Generation ที่ต้องแบกรับภาระทั้งการสร้างอนาคตของตัวเองและดูแลพ่อแม่ที่เริ่มโรยรา หลายครอบครัวกำลังเผชิญกับคำถามอันหนักอึ้งในใจว่า "เราจะดูแลคนที่เรารักอย่างไรให้พวกท่านมีความสุขและมีศักดิ์ศรีที่สุด ในวันที่ร่างกายเริ่มเสื่อมถอย?"
ปัญหานี้ไม่ได้เป็นเพียงเรื่องส่วนตัวภายในบ้าน แต่คือวิกฤตเชิงโครงสร้างประชากรของประเทศไทย ข้อมูลสถิติ ณ วันที่ 30 กันยายน 2569 ระบุว่า ประเทศไทยมีประชากรอายุ 60 ปีขึ้นไปสูงถึง 14.53 ล้านคน (คิดเป็น 22.46% ของประชากรทั้งหมด) ขณะที่ประชากรรวมของประเทศลดลงเหลือเพียง 65 ล้านคน โดยมีผู้สูงอายุวัย 80 ปีขึ้นไปเกือบ 2 ล้านคน และผู้มีอายุเกิน 100 ปีมากกว่า 30,000 คน
นอกจากนี้ องค์การอนามัยโลก (WHO) ยังคาดการณ์ว่าภายในปี 2583 สัดส่วนผู้สูงอายุไทยจะพุ่งสูงถึง 31% ก้าวเข้าสู่ Super Aging Society หรือสังคมสูงวัยขั้นสุดยอดอย่างสมบูรณ์
ข่าวที่เกี่ยวข้อง:
'อาคารเวชศาสตร์ผู้สูงอายุ'ธรรมศาสตร์ ดูแลสูงวัยครบวงจร เพิ่มคุณภาพชีวิต
"ศูนย์ธรรมศาสตร์ ธรรมรักษ์" แก้วิกฤตสังคมสูงวัย
สังคมไทยเผชิญวิกฤตโครงสร้างประชากร "โรงพยาบาลธรรมศาสตร์เฉลิมพระเกียรติ" ได้สานต่ออุดมการณ์ด้วยการขับเคลื่อนแนวคิด "Hospital of Hope – โรงพยาบาลแห่งความหวัง" ผ่านการดำเนินงานของ "ศูนย์ธรรมศาสตร์ ธรรมรักษ์" บนพื้นที่ 44 ไร่ เพื่อสร้างนวัตกรรมสังคมที่จะเปลี่ยนผ่านวิกฤตสังคมสูงวัยให้กลายเป็นความหวังที่จับต้องได้จริง
ศูนย์ธรรมศาสตร์ ธรรมรักษ์ ซึ่งเริ่มต้นก่อตั้งเมื่อปี 2560 เพื่อดูแลผู้ป่วยระยะสุดท้าย (Palliative Care) ในช่วง 14 วันก่อนเสียชีวิต ได้มองเห็น Pain Point สำคัญนี้ จึงปรับเปลี่ยนยุทธศาสตร์ครั้งใหญ่ โดยถอยกลับมาดูแลผู้สูงอายุตั้งแต่วัย 60-65 ปี เพื่อยืด "Health Span" (ช่วงชีวิตที่มีสุขภาพดีและช่วยเหลือตนเองได้) ให้ยาวนานทัดเทียมกับ Life Span เพราะการมีอายุยืนยาวจะไม่มีความหมายเลย หากต้องใช้เวลาเกือบทศวรรษสุดท้ายในสภาพไร้สุข
"14 วันสุดท้ายอาจจะไม่มีความหมายมากนัก ถ้าในช่วงเวลาก่อนที่จะเสียชีวิตเขาไม่มีความสุข มีอายุที่ยืนยาวแต่ไม่ได้มี Health Span คือไม่ได้มีสุขภาพที่แข็งแรง การที่เรามองเรื่องของผู้สูงอายุ จึงมองว่าแทนที่จะดูเฉพาะช่วง 14 วันก่อนเสียชีวิต ควรจะถอยกลับมาดูตั้งแต่อายุ 60-65 ปีขึ้นไป เพื่อให้เขาสามารถมีชีวิตที่แข็งแรง มีทั้ง Life Span ที่ดี และ Health Span ที่ดี" รศ.นพ.ฉัตรชัย มิ่งมาลัยรักษ์ ผู้อำนวยการศูนย์ธรรมศาสตร์ ธรรมรักษ์ โรงพยาบาลธรรมศาสตร์เฉลิมพระเกียรติ กล่าว
โครงสร้างพื้นฐานระดับมาตรฐานสากล
ประเทศไทยได้ก้าวผ่านยุคครอบครัวขยายอันอบอุ่นเข้าสู่การเป็น "สังคมเดี่ยว" อย่างรวดเร็ว ปัจจุบันเรามีผู้สูงอายุที่อายุเกิน 80 ปี เกือบ 2 ล้านคน และมีผู้สูงอายุที่มีอายุยืนยาวเกิน 100 ปี สูงถึงประมาณ 30,000 คน ทว่าการมีอายุยืนยาวกลับต้องแลกมาด้วยปรากฏการณ์ "การพังทลายของระบบซัพพอร์ตทางสังคม"
เมื่อโครงสร้างครอบครัวเปลี่ยนไป และคนรุ่นใหม่ไม่ได้เติบโตมาพร้อมกับทักษะการดูแลผู้สูงอายุในบ้านเหมือนในอดีต ในยามที่ร่างกายผู้สูงอายุเริ่มถดถอยและเกิดภาวะเจ็บป่วย วิกฤตส่วนบุคคลจึงขยายผลกลายเป็นวิกฤตเชิงระบบที่ไม่มีใครคอยยื่นมือเข้าช่วยดูแลในชีวิตประจำวัน
รศ.นพ.ฉัตรชัย กล่าวว่าต้องยอมรับว่าครอบครัวของเด็กรุ่นใหม่ แตกต่างจากรุ่นพ่อแม่ พวกเขาแทบจะไม่มีโอกาสได้ดูแลผู้สูงอายุ ไม่เหมือนสมัยก่อนที่มักจะต้องดูแลคุณปู่คุณย่า ในขณะที่ผู้สูงอายุหลายพื้นที่ต้องอยู่บ้านคนเดียวหรืออยู่กันเพียงลำพังสองคนตาใกล้ชิด เมื่อเกิดภาวะเจ็บป่วยขึ้นมา จึงกลายเป็นปัญหาเชิงระบบที่ไม่มีคนดูแล
ทั้งนี้ การขับเคลื่อนวิสัยทัศน์นี้ดำเนินไปบนโครงสร้างพื้นฐานระดับมาตรฐานสากล บนพื้นที่ 44 ไร่ จะแบ่งเป็น
- อาคารเวชศาสตร์ผู้สูงอายุ 6 ชั้น: พื้นที่ใช้สอยรวมกว่า 10,000 ตารางเมตร ออกแบบเฉพาะเพื่อการฟื้นฟูและรักษา รองรับศักยภาพสูงสุด 160 เตียง (เปิดให้บริการอาคารสูงเมื่อวันที่ 29 มิถุนายน 2569 ที่ผ่านมา)
- อาคารศูนย์ทันตกรรมผู้สูงอายุ 10 ยูนิต: ติดตั้งอุปกรณ์ทันตกรรมเฉพาะทางที่ทันสมัย เนื่องจากปัญหาการบดเคี้ยวและสุขภาพช่องปากในผู้สูงวัยเป็นสาเหตุหลักที่นำไปสู่ภาวะทุพโภชนาการ (Malnutrition) และการถดถอยทางสุขภาพอย่างรวดเร็ว
- สถาปัตยกรรม Universal Design: ออกแบบพื้นที่โปร่งโล่ง แสงสว่างเพียงพอ ติดตั้งราวจับ และใช้วัสดุลดแรงกระแทก เพื่อสร้างสภาพแวดล้อมที่ปลอดภัยและส่งเสริมการฝึกเคลื่อนไหว
- คลินิกผู้สูงอายุ OPD & Day Care Center: ให้บริการตรวจรักษาโรคผู้สูงอายุทุกวันราชการ พร้อมศูนย์บริการดูแลระหว่างวัน (ไปเช้า-เย็นกลับ)
โครงสร้างพื้นฐานจะบูรณาการเข้าด้วยกันอย่างเป็นระบบ เพื่อตอบโจทย์รูปแบบการบริการสุขภาพที่สอดรับกับสภาวะของผู้ป่วยแต่ละราย
เจาะลึกระบบการดูแลครบวงจร
ผอ.ศูนย์ธรรมศาสตร์ ธรรมรักษ์ กล่าวต่อไปว่าปรัชญาที่เป็นธงนำในการดำเนินงานของศูนย์ธรรมศาสตร์ ธรรมรักษ์ คือ “รักษาคน ไม่ใช่แค่รักษาโรค” (Treating the person, not just the disease) โดยเป้าหมายสูงสุดไม่ใช่การกักขังผู้สูงอายุไว้ในสถานดูแล แต่เป็นการฟื้นฟูกายภาพและจิตใจเพื่อให้พวกเขาสามารถกลับไปใช้ชีวิตกับครอบครัวที่บ้านได้อย่างมีคุณภาพและมีศักดิ์ศรี
ศูนย์ฯ ได้จัดแบ่งระบบบริการเชิงรุกออกเป็น 4 ระดับ (4-Tier Care Model) ดังนี้
1. Active Seniors & Day Care Center (ผู้สูงอายุที่ดูแลตนเองได้ / บริการระหว่างวัน)
กลุ่มเป้าหมาย: ผู้สูงอายุที่ยังช่วยเหลือตนเองได้ หรือผู้สูงอายุที่ครอบครัวต้องการดูแลเองที่บ้าน แต่ติดภาระงานประจำในเวลากลางวัน
รูปแบบบริการ: ให้บริการดูแลระหว่างวันแบบไปเช้า-เย็นกลับ จัดกิจกรรมส่งเสริมสมรรถภาพกาย ฝึกสมองป้องกันอัลไซเมอร์ และสร้างสังคม ทำหน้าที่เหมือน "โรงเรียนผู้สูงอายุ" ที่ช่วยแบ่งเบาความตึงเครียดของวัยทำงาน
2. Intermediate Care (การดูแลและฟื้นฟูระยะกลาง)
กลุ่มเป้าหมาย: ผู้ป่วยที่ผ่านพ้นภาวะวิกฤตแต่ร่างกายยังไม่พร้อมกลับบ้าน เช่น ผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมอง (Stroke), ผู้ป่วยหลังผ่าตัดใหญ่ หรือผ่าตัดกระดูกสะโพก
รูปแบบบริการ: เข้าพักฟื้นฟูสมรรถภาพอย่างเข้มข้นสั้นๆ ประมาณ 1 เดือน โดยทีมกายภาพบำบัดและเวชศาสตร์ฟื้นฟู เพื่อเร่งฟื้นฟูการเคลื่อนไหวให้กลับมาช่วยเหลือตนเองและกลับบ้านได้อย่างปลอดภัย
3. Long-Term Care (การดูแลระยะยาว)
กลุ่มเป้าหมาย: ผู้สูงอายุที่มีภาวะพึ่งพิงสูง ติดบ้าน ติดเตียง หรือมีโรคประจำตัวซับซ้อนที่ไม่สามารถดูแลตนเองได้
รูปแบบบริการ: การดูแลบริบาลอย่างใกล้ชิดโดยพยาบาลและผู้ดูแลที่ผ่านการฝึกอบรมเฉพาะทาง ป้องกันภาวะแทรกซ้อน เช่น แผลกดทับ การติดเชื้อในระบบทางเดินหายใจ และข้อติด
4. Palliative Care & Geriatric ICU (การดูแลประคับประคองและ ICU ผู้สูงอายุ)
กลุ่มเป้าหมาย: ผู้ป่วยระยะสุดท้าย และผู้สูงอายุวิกฤตที่ต้องใช้เครื่องช่วยหายใจ
รูปแบบบริการ: เน้นการจัดการความเจ็บปวดและลดความทุกข์ทรมานทั้งด้านร่างกายและจิตใจ พร้อม แผนเปิดหน่วยผู้ป่วยวิกฤต (Geriatric / Palliative ICU) ในปี 2570 เพื่อรองรับการย้ายผู้ป่วยติดเครื่องช่วยหายใจออกจาก ICU ของโรงพยาบาลธรรมศาสตร์เฉลิมพระเกียรติ และโรงพยาบาลใน เขตสุขภาพที่ 4 (กลุ่มจังหวัดภาคกลางตอนบน) เพื่อคืนเตียงวิกฤตฉุกเฉินให้แก่ผู้ป่วยเคสเร่งด่วน
รศ.นพ.ฉัตรชัย เน้นย้ำถึงบทบาทของนวัตกรรมเวชศาสตร์ผู้สูงอายุ (Geriatric Innovation) และบทเรียนจากประเทศญี่ปุ่นว่า
“จากการแลกเปลี่ยนเรียนรู้กับผู้เชี่ยวชาญด้าน Nursing Care จากประเทศญี่ปุ่น พบว่าหัวใจของการฟื้นฟูผู้สูงอายุไม่ได้มีอะไรซับซ้อน แต่เน้นหนักที่ 3 เสาหลัก คือ น้ำ อาหาร/โภชนาการ และการเคลื่อนไหวร่างกาย (Water, Food, Active Movement) ซึ่งสามารถดึงผู้ป่วยที่เคยถูกประเมินว่าติดเตียงให้กลับมาเดินและช่วยเหลือตนเองได้อีกครั้ง"
นอกจากนี้ ญี่ปุ่นยังให้บทเรียนอันน่าตกใจเกี่ยวกับวิกฤตกำลังคน เมื่อเราพบว่าในศูนย์ดูแลหลายแห่งของญี่ปุ่น มีผู้ดูแลอายุ 80 ปี กำลังทำหน้าที่ดูแลผู้สูงอายุอายุ 100 ปี (คนอายุ 80 ดูแลคนอายุ 100) เนื่องจากปัญหาการขาดแคลนคนรุ่นใหม่ ซึ่งเป็นสัญญาณเตือนภัยล่วงหน้าที่ไทยต้องเร่งป้องกัน
สิทธิเข้าถึงบริการ โมเดลบริหารจัดการความยั่งยืน
ข้อจำกัดสำคัญที่สุดในเชิงเศรษฐศาสตร์สาธารณสุขของไทย คือ สิทธิการเบิกจ่ายการดูแลระยะยาว (Long-Term Care) ที่ยังไม่ถูกบูรณาการเข้าสู่ระบบหลักประกันสุขภาพหลัก ส่งผลให้ค่าบริการในส่วนสถานพักฟื้นระยะยาวไม่สามารถเบิกจ่ายตามระบบปกติได้ และกลายเป็นภาระหนักของประชาชน
รศ.นพ.ฉัตรชัย กล่าวอีกว่าศูนย์ธรรมศาสตร์ ธรรมรักษ์ ได้คิดค้น นวัตกรรมบริหารจัดการระบบการเบิกจ่าย (OPD Hybrid Model) เพื่อสร้างจุดสมดุลระหว่างความยั่งยืนของสถานพยาบาลและการเข้าถึงของประชาชน โดยมีกลไก OPD Hybrid Model แยกส่วนค่าบริการออกเป็น 2 ส่วน คือ ค่าที่พักอาศัย/ค่าบริบาลประจำวัน (เป็นส่วนที่ผู้รับบริการรับผิดชอบ) และค่าบริการทางการแพทย์/เวชศาสตร์ฟื้นฟู/กายภาพบำบัด/กิจกรรมบำบัด
ส่วนการบริการฟื้นฟูกายภาพและยารักษาจะถูกลงรายการผ่านระบบผู้ป่วยนอก (OPD) ส่งผลให้ ผู้มีสิทธิข้าราชการ สามารถเบิกจ่ายตรงได้ตามสิทธิ และ ผู้ใช้สิทธิหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (บัตรทอง) สามารถเข้าถึงบริการฟื้นฟูได้ผ่านระบบหนังสือส่งตัวจากสถานพยาบาลต้นสังกัด
และการเข้าถึงแบบไม่จำกัดพื้นที่ (Nationwide Access) ศูนย์ฯ เปิดรับดูแลประชาชน ทั่วประเทศ โดยไม่มีข้อจำกัดเรื่องเขตพื้นที่รับผิดชอบ (Catchment Area)
"ขณะนี้ มีผู้มาใช้บริการ แบ่งเป็นผู้ป่วยติดเตียง / LTC 40 - 50 ราย ,ผู้รับบริการ Day Care ประมาณ 10 ราย/วัน และผู้ป่วย Intermediate Care ประมาณ20 ราย โดยตั้งเป้าจะเปิดให้บริการเต็มศักยภาพ 160 เตียง ภายในสิ้นปี 2570 พร้อมร่วมมือกับคณะพยาบาลศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เปิดตัว Senior Complex สำหรับ Active Seniors"
อย่างไรก็ตาม เนื่องจากการพัฒนายังต้องการอุปกรณ์การแพทย์ขั้นสูง เงินบริจาคเพื่อสนับสนุนศูนย์ธรรมศาสตร์ ธรรมรักษ์ สามารถนำไป ลดหย่อนภาษีได้ถึง 2 เท่า (2x Tax Deduction) ทั้งในนามบุคคลธรรมดาและนิติบุคคล ซึ่งตอบโจทย์การดำเนินงานด้าน ESG และ CSR ของภาคธุรกิจ
เช็กลิสต์เลือกศูนย์ดูแลผู้สูงอายุสำหรับครอบครัว
จากความต้องการบริการ Nursing Home ที่พุ่งสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว ส่งผลให้มีศูนย์ดูแลผู้สูงอายุภาคเอกชนเปิดดำเนินการขึ้นจำนวนมาก อย่างไรก็ดี จากสถิติพบว่ามีสถานดูแลที่ขึ้นทะเบียนถูกต้องกับกระทรวงสาธารณสุขเพียงราว 1,200 แห่ง จากสถานประกอบการที่คาดว่ามีอยู่จริงกว่า 3,000 - 4,000 แห่งทั่วประเทศ (เข้าสู่ระบบไม่ถึง 30%)
รศ.นพ.ฉัตรชัย กล่าวว่า สิ่งที่น่ากังวลที่สุด คือ สถานดูแลที่ไม่ติดตราบางแห่งเปิดดำเนินการในลักษณะ บ้านเช่า ห้องแถว หรืออาคารพาณิชย์ดัดแปลง (Commercial Shophouses / Rented Townhomes) ที่ไร้ระบบความปลอดภัยทางการแพทย์ ไม่มีระบบช่วยชีวิต และขาดความเข้าใจด้านเวชศาสตร์ฟื้นฟู ทำหน้าที่เพียงแค่ "ป้อนน้ำ ป้อนอาหาร เช็ดอึ เช็ดฉี่" (Passive Care) ซึ่งยิ่งซ้ำเติมให้ผู้สูงอายุเกิดภาวะติดเตียงและสมองถดถอยรวดเร็วยิ่งขึ้น
สำหรับคนรุ่นใหม่และครอบครัวที่ต้องเลือกสถานดูแลให้แก่ผู้สูงวัย ต้องคำนึงถึง 4 เช็กลิสต์ในการเลือกศูนย์ดูแลคุณภาพ ได้แก่
1.การรับรองมาตรฐานและใบอนุญาต (Standard & Certification)
ต้องตรวจสอบใบอนุญาตประกอบกิจการสถานดูแลผู้สูงอายุจากกระทรวงสาธารณสุข และขอดูใบรับรองการผ่านการฝึกอบรม (Certificate) ของบุคลากรผู้ดูแล (Caregiver) ทุกคน เพื่อยืนยันว่าผ่านหลักสูตรมาตรฐานจริง
2.แนวคิดการฟื้นฟูที่ไม่ใช่แค่การฝากเลี้ยง (Rehabilitation Concept)
ต้องพูดคุยกับผู้บริหารศูนย์เพื่อประเมินวิสัยทัศน์ว่า ศูนย์นั้นมีโปรแกรมฟื้นฟูกายภาพและสมองที่ชัดเจนหรือไม่ สถานดูแลที่ดีต้องเน้นการทำให้ผู้ป่วยกลับมาดูแลตนเองได้ ไม่ใช่เน้นการตรึงผู้ป่วยไว้กับเตียง
3.การทำแผนดูแลร่วมกับครอบครัว (Family Active Plan)
ศูนย์ที่มีคุณภาพจะไม่อนุญาตให้ครอบครัว "นำผู้สูงอายุมาทิ้งไว้" แต่ต้องจัดทำแผนดูแลร่วมกัน มีข้อตกลงในการเข้าเยี่ยมที่ชัดเจน (เช่น ต้องมาเยี่ยมอย่างน้อยสัปดาห์ละกี่ครั้ง) และให้ลูกหลานมีส่วนร่วมในเป้าหมายการฟื้นฟู
4.สภาพแวดล้อมและสิ่งอำนวยความสะดวก (Physical Facilities & Safety)
ประเมินสถานที่จริงว่าไม่อึดอัด มีระบบระบายอากาศที่ดี มีทางสโลป ราวจับ แสงสว่าง อุปกรณ์ฉุกเฉิน และพื้นที่ว่างที่เอื้อต่อการซ้อมเดินและทำกิจกรรมบำบัด
เร่งขจัดงบประมาณกระจัดกระจาย
ขณะที่การดูแลของภาครัฐและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องควรจะบูรณาการงบประมาณข้ามกระทรวง โดยรัฐบาลต้องเร่งขจัดปัญหางบประมาณกระจัดกระจายของแต่ละกระทรวง และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ให้มารวมเป็นก้อนเดียวในการสนับสนุน Long-Term Care รวมถึงควรเปลี่ยนระบบกำกับดูแลสู่ Continuous Quality Audit (HA Model) ยกเลิกระบบตรวจอนุมัติใบอนุญาตปีละครั้ง แต่ให้จัดตั้งองค์กรกำกับคุณภาพอิสระที่ใช้โมเดล Hospital Accreditation เข้าทำการประเมินและสุ่มตรวจคุณภาพ (ทั้งแบบแจ้งและไม่แจ้งล่วงหน้า) เพื่อรักษาสภาพมาตรฐานให้ต่อเนื่อง
นอกจากนั้น ต้องวางมาตรฐานให้ท้องถิ่น (อปท./อบต.)เพื่อนำไป "การลงทุนงบประมาณซ้ำซ้อนที่ไม่ผ่านการควบคุมคุณภาพ" รัฐต้องใช้โมเดลศูนย์ธรรมศาสตร์ ธรรมรักษ์ เป็นพิมพ์เขียวต้นแบบ (National Prototype) ในการถ่ายทอดองค์ความรู้
"วิกฤติสังคมสูงวัยไม่ใช่ปัญหาของวันข้างหน้า แต่เป็นความจริงเชิงโครงสร้างที่กำลังท้าทายความมั่นคงของประเทศไทยในวันนี้ บทบาทของ “ศูนย์ธรรมศาสตร์ ธรรมรักษ์” ไม่ใช่เพียงการสร้างอาคารพยาบาลเพิ่มขึ้น แต่คือการสถาปนา “โมเดลนวัตกรรมสังคมทางการแพทย์” เพื่อขับเคลื่อนให้สังคมไทยก้าวผ่านวิกฤติประชากรไปได้อย่างมีคุณภาพ มีความหวัง และมีศักดิ์ศรีอย่างยั่งยืน"





