วันศุกร์ ที่ 2 ตุลาคม 2569

Login
Login

'ศิริราช' ปักหมุดไทยฮับการแพทย์โลก ชู PPP ดึง Clinical Trials สหรัฐ-สิงคโปร์

เปิดยุทธศาสตร์คณบดีคณะแพทย์ศิริราช รุกเศรษฐกิจชีวการแพทย์มูลค่าสูง ชูศูนย์เวชศาสตร์ผู้สูงอายุ-ห้องแล็บ ATMP

KEY POINTS

  • หัวใจของการขับเคลื่อนเศรษฐกิจชีวการแพทย์ตามแผนยุทธศาสตร์ 4 ปีที่อยู่ในวาระ คือ ผลักดันความร่วมมือระหว่างภาครัฐและภาคเอกชน (Public-Private Partnership: PPP) ปลดล็อกข้อจำกัดด้านงบประมาณและเวลา
  • มิติการพัฒนาDeep Health Tech ศิริราชnร่วมมือกับ สธ.เพื่อรับบทบาทเป็น “พี่เลี้ยง” และแบ่งปันทรัพยากรห้องปฏิบัติการขั้นสูงมาตรฐานสากล (GMP) ในการวิจัยและผลิต ATMP
  • ศิริราช ตั้งเป้าเป็นจุดหมายปลายทางการวิจัยทางคลินิกของภูมิภาค และยกระดับขีดความสามารถการแข่งขันของระบบสาธารณสุขไทยให้ยืนหยัดแถวหน้าของโลกอย่างยั่งยืน

เปิดยุทธศาสตร์คณบดีคณะแพทย์ศิริราช รุกเศรษฐกิจชีวการแพทย์มูลค่าสูง ชูศูนย์เวชศาสตร์ผู้สูงอายุ-ห้องแล็บ ATMP ดึงบิ๊กฟาร์มาข้ามชาติลงทุนวิจัยยาขั้นสูง ยุติ “ล้อหมุนฟรี” ผนึก 5 โรงเรียนแพทย์แชร์บิ๊กดาต้าจีโนมิกส์ ขีดกรอบการทำงานภายใน 1461 วัน

ในจังหวะที่ประเทศไทยกำลังมองหา “เครื่องยนต์ทางเศรษฐกิจตัวใหม่” (New Growth Engine) เพื่อก้าวข้ามกับดักรายได้ปานกลางและรับมือกับวิกฤติประชากรสูงวัยอย่างสมบูรณ์ คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล ภายใต้การนำของ

ศ.นพ.กีรติ ได้ปรับเปลี่ยนกระบวนทัศน์สู่การเป็นสถาบันการแพทย์ชั้นนำติดอันดับ 1 ใน 100 ของโลก (Top 100 World-Class Medical Institution) ยกระดับบทบาทของศิริราชจากการเป็นโรงเรียนแพทย์ผู้ให้บริการรักษาพยาบาล สู่การเป็น “หัวจักรขับเคลื่อนเศรษฐกิจมูลค่าสูง” ของประเทศ ผ่านการดึงดูดการลงทุนระดับโลกในอุตสาหกรรมชีวเวชภัณฑ์ (Life Sciences) และการทดลองทางคลินิก (Clinical Trials)

ข่าวที่เกี่ยวข้อง:

เตรียมพบกับงาน Siriraj x MIT Hacking Medicine 2026 ยกระดับ AI สู่นวัตกรรมการแพทย์ 20 ต.ค.

ศิริราชจีโนมิกส์ ศักยภาพเท่าแล็บชั้นนำโลก ตั้งเป้าเฟส 2 เป้าขยายผล 2 แสนราย

จาก“ศูนย์รักษา”สู่“เครื่องจักรเศรษฐกิจประเทศ”

ศ.นพ.กีรติ เจริญชลวานิช คณบดีคณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล ให้สัมภาษณ์ “กรุงเทพธุรกิจ” ถึงทิศทางยุทธศาสตร์ว่า ความท้าทายของระบบสาธารณสุขและเศรษฐกิจไทยในปัจจุบัน มีโจทย์ซ้อนกัน 2 ชั้น ประการแรก คือ โครงสร้างประชากรที่อัตราการเกิดลดลงอย่างรวดเร็ว สวนทางกับจำนวนผู้สูงอายุและผู้ป่วยกลุ่มโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCDs) ที่พุ่งสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง สะท้อนจากสถิติเดือนส.ค. 2569 ที่ผู้ป่วยนอก (OPD) ของศิริราชทะลุ 2.6 แสนครั้ง โดยกว่า 36% เป็นผู้ป่วยกลุ่มโรคความดันโลหิตสูง ไขมันในเลือดผิดปกติ และเบาหวาน ซึ่งส่งผลกระทบโดยตรงต่อผลิตภาพทางเศรษฐกิจ (Productivity) และสร้างภาระงบประมาณสาธารณสุขระยะยาว

ประการที่สอง คือ ประเทศไทยจำเป็นต้องสร้างอุตสาหกรรมแห่งอนาคต ศิริราช จึงต้องวางตำแหน่งเชิงยุทธศาสตร์ใหม่ ให้ทำหน้าที่เป็น “เครื่องจักรสำคัญ” (Economic Engine) เพื่อยกระดับขีดความสามารถการแข่งขันด้านการแพทย์และสาธารณสุขของไทยบนเวทีสากล แนวทางดังกล่าว จะเปลี่ยนการมองระบบสาธารณสุขจาก “ภาระงบประมาณ” (Cost Center) สู่ “การสร้างมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจ” (Value Creator) โดยมุ่งเน้นการขยายขอบเขตจากอายุขัยยืนยาว (Lifespan) ไปสู่ “ช่วงชีวิตที่มีสุขภาพแข็งแรง” (Healthspan) เน้นการตรวจคัดกรองระยะแรกเริ่ม (Early Detection) และการป้องกันโรค (Prevention) ควบคู่กับการนำองค์ความรู้ระดับสูงมาต่อยอดเป็นสินค้าและบริการมูลค่าเพิ่มสูง

'ศิริราช' ปักหมุดไทยฮับการแพทย์โลก  ชู PPP ดึง Clinical Trials สหรัฐ-สิงคโปร์

ชู PPP ดึง Clinical Trials โลก ดันไทยสู่ศูนย์กลางชีวเวชภัณฑ์

ศ.นพ.กีรติ อธิบายว่าหัวใจสำคัญของการขับเคลื่อนเศรษฐกิจชีวการแพทย์ตามแผนยุทธศาสตร์ 4 ปีที่อยู่ในวาระ คือ การผลักดันความร่วมมือระหว่างภาครัฐและภาคเอกชน (Public-Private Partnership: PPP) เพื่อปลดล็อกข้อจำกัดด้านงบประมาณและเวลา โดยมุ่งเป้าดึงดูดเม็ดเงินลงทุนและการทดลองทางคลินิก (Clinical Trials) ของบริษัทยาระดับโลกจากศูนย์กลางนวัตกรรมอย่าง สหรัฐ และสิงคโปร์ ให้เข้ามาดำเนินการในประเทศไทย

ยุทธศาสตร์การดึง Clinical Trials ประกอบด้วยกลไกขับเคลื่อนสำคัญใช้แต้มต่อของโครงสร้างพื้นฐานเฉพาะทาง นำศักยภาพของ “ศูนย์ทดลองทางคลินิก” (Siriraj Clinical Research Center) และ “ศูนย์วิทยาการเวชศาสตร์ผู้สูงอายุ” ซึ่งมีความพร้อมทั้งบุคลากรทางการแพทย์ระดับแนวหน้า ฐานข้อมูลผู้ป่วย และความเชี่ยวชาญด้านเวชศาสตร์ผู้สูงอายุ เข้ามาเป็นแม่เหล็กดึงดูดบริษัทยาและชีวเวชภัณฑ์ข้ามชาติ (Multinational Pharmaceutical Companies) ในการทดสอบและวิจัยยาตัวใหม่สำหรับโรคกลุ่มผู้สูงวัย

สร้าง Ecosystem วิจัยพัฒนายาร่วมกับโรงงานเอกชน จับมือภาคอุตสาหกรรมยาเอกชนทั้งในและต่างประเทศ ร่วมวิจัยพัฒนายาและการรักษาขั้นสูง (Advanced Therapeutics) เปลี่ยนผ่านงานวิจัยจากห้องทดลองไปสู่สายการผลิตเชิงพาณิชย์ (Translational Research to Commercialization)

ผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจและสาธารณสุข นอกจากจะสร้างรายได้เข้าประเทศจากการลงทุนด้าน R&D เม็ดเงินมหาศาลแล้ว ยังช่วยให้ผู้ป่วยไทยสามารถเข้าถึงนวัตกรรมยาและเทคโนโลยีการรักษาขั้นสูงที่เพิ่งคิดค้นใหม่ได้เร็วขึ้นโดยไม่ต้องรอการนำเข้าในราคาสูง

'ศิริราช' ปักหมุดไทยฮับการแพทย์โลก  ชู PPP ดึง Clinical Trials สหรัฐ-สิงคโปร์

หนุน ATMP สธ.ผลัก Value-Based Healthcare

ในมิติการพัฒนาเทคโนโลยีการแพทย์ขั้นสูง (Deep Health Tech) ศิริราชได้เดินหน้าร่วมมือกับ กระทรวงสาธารณสุข (สธ.) เพื่อรับบทบาทเป็น “พี่เลี้ยง” และแบ่งปันทรัพยากรห้องปฏิบัติการขั้นสูงมาตรฐานสากล (GMP) ในการวิจัยและผลิต ผลิตภัณฑ์การแพทย์ขั้นสูง (Advanced Therapy Medicinal Products: ATMP)

ความร่วมมือดังกล่าว มุ่งเน้นการแพทย์แม่นยำ (Precision Medicine) และชีวบำบัดขั้นสูง เช่นโครงการจีโนมิกส์ (Genomics Thailand) ศึกษาข้อมูลพันธุศาสตร์เพื่อการวินิจฉัยและรักษาแบบจำเพาะบุคคล การบำบัดด้วยเซลล์ (CAR T-Cell Therapy) นวัตกรรมการรักษาโรคมะเร็งด้วยการดัดแปลงพันธุกรรมเซลล์ภูมิคุ้มกัน การตัดต่อยีน (Gene Editing) นวัตกรรมเพื่อการรักษาโรคทางพันธุกรรมที่ซับซ้อน

การมีห้องปฏิบัติการและกระบวนการผลิต ATMP ภายในประเทศ จะเป็นโครงสร้างพื้นฐานสำคัญที่ยกระดับไทยจากเพียง “ผู้ซื้อเทคโนโลยี” สู่ “ผู้ร่วมคิดค้นและพัฒนา” สอดรับกับแนวคิด การดูแลรักษาแบบมุ่งเน้นคุณค่า (Value-Based Healthcare) ซึ่งวัดผลลัพธ์จากคุณภาพการรักษาและความคุ้มค่าต่อระบบเศรษฐกิจสุขภาพโดยรวม

ยุติ“ล้อหมุนฟรี”ผนึก 5 ม.แพทย์แชร์ข้อมูล-แบ่งงานวิจัย

เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการใช้งบประมาณของประเทศให้เกิดผลตอบแทนสูงสุด คณบดี คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล ได้ประกาศนโยบายยุติการทำงานวิจัยทับซ้อน หรือการทำงานแบบ “ล้อหมุนฟรี” (No Wheel-Spinning) โดยสร้างพลังผนึก (Synergy) ข้ามสถาบันร่วมกับโรงเรียนแพทย์ชั้นนำ ได้แก่ โรงพยาบาลรามาธิบดี โรงพยาบาจุฬาลงกรณ์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ (มอ.)

โมเดลความร่วมมือนี้ จะเป็นการบูรณาการฐานข้อมูลและการแบ่งหน้าที่ความรับผิดชอบในการศึกษาโรคเฉพาะทาง เช่น การแบ่งสายการวิเคราะห์ข้อมูลในโครงการ Genomics Thailand และการร่วมวิจัยด้าน CAR-T Cell เพื่อให้ประเทศสามารถสร้างงานวิจัยที่มีขนาดกลุ่มตัวอย่างใหญ่ระดับประเทศ (National Scale) เพิ่มความน่าเชื่อถือในเวทีสากล และสามารถนำผลวิจัยไปต่อยอดเป็นสิทธิบัตรหรือผลักดันเข้าสู่เชิงพาณิชย์ได้อย่างแท้จริง

'ศิริราช' ปักหมุดไทยฮับการแพทย์โลก  ชู PPP ดึง Clinical Trials สหรัฐ-สิงคโปร์

ขยายโมเดล PPP สู่โครงสร้างพื้นฐานและ Extended OPD

นอกเหนือจากงานวิจัยทางคลินิก กลยุทธ์ PPP ยังถูกนำมาปรับใช้กับการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและบริการผู้ป่วยนอกเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการเชิงธุรกิจ โครงสร้างพื้นฐานและสิ่งอำนวยความสะดวก เปิดโอกาสให้ภาคเอกชนร่วมลงทุนพัฒนาอาคารจอดรถและสิ่งอำนวยความสะดวก เพื่อลดภาระงบประมาณลงทุนของรัฐ ระบบบริการผู้ป่วยนอกส่วนขยาย (Extended OPD) ร่วมมือกับภาคเอกชนในการกระจายจุดบริการผู้ป่วยนอกออกจากพื้นที่โรงพยาบาลหลัก เช่น จุดบริการ Extended OPD ณ ศูนย์การค้า ICS เพื่อลดความแออัด เพิ่มความสะดวกสบายให้ผู้รับบริการ และสร้างโมเดลบริการสุขภาพแนวใหม่ที่กลมกลืนกับไลฟ์สไตล์เมือง

เมกะโปรเจกต์ 2 หมื่นล้าน หนุนโครงสร้าง “One Siriraj”

เพื่อรองรับการเติบโตของ Medical Hub ในระยะ 3-5 ปี ศิริราชได้ขับเคลื่อนยุทธศาสตร์โครงสร้างพื้นฐานควบคู่ไปกับการจัดตั้ง “ฝ่ายนวัตปัญญา” (Wisdom-Oriented) เพื่อสร้างบุคลากรทางการแพทย์ที่มีทักษะการคิดวิเคราะห์ ภาวะผู้นำ และการจัดการวิกฤติ พร้อมเตรียมเปิด “Global Medical Academy” ผลิตแพทย์มาตรฐานนานาชาติแห่งแรกในไทย

ขณะเดียวกัน ได้เตรียมงบลงทุนโครงสร้างพื้นฐานรวมกว่า 20,000 ล้านบาท ผ่าน โครงการศิริราช บางโพ (Siriraj Bang Pho) เมกะโปรเจกต์ระดับ Medical Hub มูลค่ารวมกว่า 17,000 ล้านบาท ติดตั้งเทคโนโลยีทางการแพทย์ขั้นสูง เช่น เครื่องฉายรังสีโปรตอน เพื่อรองรับผู้ป่วยไทยและกลุ่มท่องเที่ยวเชิงการแพทย์ (Medical Tourism) จากทั่วโลก โดยมีกำหนดแล้วเสร็จประมาณปี 2574-2575 อาคารผู้ป่วยสถานีรถไฟฟ้า (Main Campus) งบประมาณกว่า 3,000 ล้านบาท มุ่งเน้นการบริการผ่าตัดวันเดียวกลับ (Ambulatory Care) จุดเชื่อมต่อรถไฟฟ้า 2 สายหลัก คาดว่าจะแล้วเสร็จภายในปี 2573

ใช้ดิจิทัล AI ยกระดับบริการ สู่ความยั่งยืนทางการเงิน

ภายใต้กรอบการทำงาน “ทีมบริหาร 1461 สู่ความเป็นดิจิทัล” (นับถอยหลังตามวาระ 1,461 วัน) ศิริราชได้นำเทคโนโลยี AI และระบบอัตโนมัติเข้ามาปฏิรูปงานบริการ โดยตั้งเป้าหมายลดระยะเวลารอคอยพบแพทย์ให้เหลือไม่เกิน 1 ชั่วโมง พร้อมระบบ Telemedicine และการจัดส่งยาถึงบ้าน เพื่อเพิ่มความพึงพอใจของผู้รับบริการ และคืนเวลาให้บุคลากรได้ดูแลผู้ป่วยด้วยหัวใจความเป็นมนุษย์ (Human Touch)

ศ.นพ.กีรติ ย้ำชัดเจนว่า การยกระดับสู่ Medical Hub และการสร้างรายได้ผ่านโมเดล PPP จะเป็นเสาหลักที่ทำให้โรงพยาบาลมีความมั่นคงทางการเงินในระยะยาว ซึ่งกำไรและผลประโยชน์ที่ได้รับ จะถูกหมุนเวียนกลับมาหล่อเลี้ยงพันธกิจเพื่อประชาชน โดยเฉพาะการแบกรับต้นทุนในการดูแลรักษาผู้ป่วยสิทธิหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (บัตรทอง 30 บาท) และสิทธิสวัสดิการข้าราชการ ซึ่งครองสัดส่วนผู้ป่วยใน (IPD) รวมกันมากกว่า 75% ของโรงพยาบาล

“ศิริราชในวาระ 4 ปีข้างหน้า จะไม่หยุดอยู่แค่การเป็นที่พึ่งทางการรักษาพยาบาลของคนไทย แต่เราจะใช้พลังความร่วมมือทั้งภายในผ่าน One Siriraj และภายนอกผ่าน PPP เพื่อผลักดันให้ศิริราชกลายเป็นเครื่องยนต์เศรษฐกิจใหม่ของประเทศ เป็นจุดหมายปลายทางการวิจัยทางคลินิกของภูมิภาค และยกระดับขีดความสามารถการแข่งขันของระบบสาธารณสุขไทยให้ยืนหยัดแถวหน้าของโลกอย่างยั่งยืน” คณบดีคณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล ม.มหิดล กล่าวสรุป