วันหัวใจโลก แพทย์เตือน ‘ปอดอักเสบจากไวรัส RSV’ ไม่ใช่แค่เด็ก ในผู้สูงอายุ ไม่ได้ทำลายแค่ปอด แต่เสี่ยง ‘หัวใจล้มเหลว-หัวใจวายฉับพลัน’
วันหัวใจโลก 29 กันยายน แพทย์เตือนผู้สูงอายุและผู้ป่วยโรคหัวใจ อย่ามองข้ามภัยเงียบ "ปอดอักเสบจากไวรัส RSV" เพราะเชื้อไม่ได้หยุดอยู่แค่ระบบหายใจ แต่อาจกระตุ้นให้โรคหัวใจเดิมกำเริบ เสี่ยงภาวะหัวใจล้มเหลวและหัวใจวายเฉียบพลัน ย้ำกลุ่มเสี่ยงต้องเร่งป้องกันก่อนสาย
สหพันธ์หัวใจโลก (World Heart Federation: WHF) ร่วมกับองค์การอนามัยโลก (World Health Organization: WHO) กำหนดให้วันที่ 29 กันยายนของทุกปีเป็น “วันหัวใจโลก (World Heart Day)” เพื่อรณรงค์ให้ประชาชนตระหนักถึงความสำคัญของโรคหัวใจและหลอดเลือด พร้อมส่งเสริมการป้องกันเชิงรุก เพื่อลดปัจจัยเสี่ยงจากภาวะเจ็บป่วยต่างๆ ที่อาจส่งผลกระทบต่อสุขภาพหัวใจ
ข่าวที่เกี่ยวข้อง:
ไวรัส RSV ภัยเงียบประจำหน้าฝน เด็กแรกเกิด เสี่ยงเข้า ICU
ผู้ป่วยหลักแสน 3 หน่วยงาน ปูพรมสกัด ‘หวัดใหญ่-RSV’กลุ่มเปราะบาง มิ.ย.นี้
‘โรคปอดอักเสบจาก RSV’ ส่งผลต่อโรคหัวใจโดยตรง
นพ.ปริญญ์ วาทีสาธกกิจ แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านโรคหัวใจ โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล กล่าวว่า ผู้ที่มีโรคหัวใจหรือโรคประจำตัวร่วมด้วย เป็นกลุ่มที่ควรระวังผลกระทบจากปอดอักเสบจากไวรัส RSV เป็นพิเศษ เพราะแม้อาการระยะแรกอาจคล้ายไข้หวัด เช่น ไข้ ไอ น้ำมูก และเจ็บคอ แต่เมื่อเชื้อลุกลามลงปอดจนเกิดปอดอักเสบ ผู้ป่วยอาจมีอาการเหนื่อยมากขึ้น และหัวใจต้องทำงานหนักขึ้น ซึ่งอาจกระตุ้นโรคหัวใจเดิมให้กำเริบ และนำไปสู่ภาวะหัวใจล้มเหลวหรือหัวใจวายฉับพลัน จนต้องเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาล
“ในฐานะอายุรแพทย์โรคหัวใจ สิ่งที่ผมกังวลคือ ปอดอักเสบจากไวรัส RSV ไม่ได้ส่งผลกระทบต่อปอดเท่านั้น แต่ยังอาจจะเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดภาวะแทรกซ้อนทางหัวใจ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในผู้ที่มีอายุ 50 ปีขึ้นไป และมีโรคหัวใจ หรือมีโรคประจำตัวอื่นๆ ซึ่งผลกระทบจากปอดอักเสบจากไวรัส RSV อาจไม่ได้สิ้นสุดลงเมื่อพ้นระยะวิกฤต ผู้สูงอายุบางรายอาจต้องใช้เวลาพักฟื้นหลายเดือนและสูญเสียสมรรถภาพทางร่างกาย จากที่เคยเดินและช่วยเหลือตัวเองได้ อาจต้องใช้รถเข็นหรือพึ่งพาผู้อื่นมากขึ้น” นพ.ปริญญ์ กล่าว
โรคปอดอักเสบจากไวรัส RSV เกิดได้ในผู้สูงอายุ
รศ.นพ.กมล แก้วกิติณรงค์ แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านโรคระบบทางเดินหายใจ คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวว่า ความเข้าใจผิดว่า โรคปอดอักเสบจากไวรัส RSV เป็นโรคที่พบเฉพาะในเด็ก เป็นหนึ่งในสาเหตุที่ทำให้ผู้สูงอายุและครอบครัวอาจมองข้ามความเสี่ยงของโรคนี้ ทั้งที่ปัจจุบันพบว่าผู้สูงอายุและผู้ที่มีโรคประจำตัว เช่น โรคปอด โรคหัวใจ เบาหวาน โรคตับ และโรคไตเรื้อรัง มีความเสี่ยงที่จะเกิดปอดอักเสบจากไวรัส RSV ที่รุนแรงได้ ซึ่งในการศึกษาพบว่า กลุ่มผู้สูงอายุที่อายุมากกว่า 65 ปี เสียชีวิตมากกว่าในกลุ่มเด็กเล็กอายุ 2-5 ปี ถึง 10 เท่า
“ผู้สูงอายุหรือผู้ที่มีโรคประจำตัวมีความเสี่ยงที่จะเป็นโรคปอดอักเสบจาก RSV รุนแรง และอาจนำไปสู่การเสียชีวิตได้ โดยพบว่าการติดเชื้อ RSV สามารถกระตุ้นโรคปอดเดิม เช่น โรคหืดหรือถุงลมโป่งพอง ให้กำเริบรุนแรงขึ้น ขณะที่บางรายเกิดปอดอักเสบจนต้องใส่ท่อช่วยหายใจและเข้ารับการรักษาใน ICU รวมถึงอาจมีการติดเชื้อแบคทีเรียแทรกซ้อน หรือกระตุ้นโรคหัวใจให้กำเริบได้ นอกจากความเสี่ยงในช่วงเจ็บป่วยรุนแรงแล้ว ผู้สูงอายุบางรายอาจสูญเสียสมรรถภาพทางร่างกายหลังผ่านพ้นภาวะวิกฤต จากเดิมที่สามารถเดินและช่วยเหลือตัวเองได้ อาจต้องใช้รถเข็น ติดเตียง หรือพึ่งพาผู้อื่นมากขึ้น ส่งผลกระทบต่อคุณภาพชีวิตในระยะยาว” รศ. นพ.กมล กล่าว
สำหรับอาการในระยะแรก โรคปอดอักเสบจากไวรัส RSV อาจมีอาการไม่แตกต่างจากไข้หวัดทั่วไป เช่น น้ำมูก ไอ ไข้ต่ำ หรืออาการทางเดินหายใจอื่น ๆ ทำให้ผู้ป่วยหรือครอบครัวอาจไม่ได้ตระหนักถึงความรุนแรงของโรค อย่างไรก็ตาม หากเชื้อลุกลามลงสู่ปอด ผู้ป่วยอาจมีอาการหอบเหนื่อย ปอดอักเสบ หรือทำให้โรคประจำตัวเดิมกำเริบ เช่น มีเสียงหายใจหวีดในผู้ที่มีโรคปอดเรื้อรัง หรือเกิดภาวะแทรกซ้อนทางหัวใจในผู้ที่มีโรคหัวใจ
ไวรัส RSV สามารถติดต่อผ่านระบบทางเดินหายใจและแพร่เชื้อได้ง่ายคล้ายไข้หวัด การป้องกันในครอบครัวจึงมีความสำคัญ โดยเฉพาะบ้านที่มีผู้สูงอายุหรือผู้ที่มีโรคประจำตัว เนื่องจากเด็กและคนหนุ่มสาวที่ติดเชื้ออาจมีอาการเพียงเล็กน้อย แต่ยังสามารถแพร่เชื้อไปยังผู้สูงอายุหรือผู้ที่อยู่ในกลุ่มเสี่ยงได้อาจทำให้ผู้สูงอายุมีอาการหนักจนต้องเข้าโรงพยาบาลหรือ ICU ได้
RSV ยังไม่มียารักษาโดยเฉพาะ แต่ฉีดวัคซีนป้องกันได้
ศ. นพ.ธีระพงษ์ ตัณฑวิเชียร แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านโรคติดเชื้อ คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวว่า ปัจจุบันโรคปอดอักเสบจากไวรัส RSV ยังไม่มียารักษาโดยเฉพาะ การรักษาจึงเป็นการดูแลตามอาการ ทำให้การป้องกันมีความสำคัญโดยทั่วไปสามารถลดความเสี่ยงได้ด้วยการล้างมือ สวมหน้ากาก และหลีกเลี่ยงการใกล้ชิดผู้ที่มีอาการทางเดินหายใจ ขณะเดียวกันปัจจุบันมีวัคซีนป้องกัน RSV (อาร์เอสวี) สำหรับผู้ใหญ่และผู้สูงอายุแล้ว
“ปัจจุบันมีวัคซีนป้องกัน RSV สำหรับผู้ใหญ่และผู้สูงอายุ 2 ชนิด ได้แก่ วัคซีนชนิดที่มีสารเสริมฤทธิ์เพื่อช่วยกระตุ้นการตอบสนองของภูมิคุ้มกันในผู้สูงอายุ และวัคซีนชนิดไม่มีสารเสริมฤทธิ์ โดยวัคซีนทั้ง 2 ชนิดเป็นวัคซีนฉีด 1 เข็ม และสามารถป้องกันปอดอักเสบจากไวรัส RSV ได้ทั้งสายพันธุ์ A และสายพันธุ์ B กลุ่มเสี่ยงที่ควรให้ความสำคัญเป็นพิเศษ ได้แก่ ผู้ที่มีอายุมากกว่า 75 ปีขึ้นไป และ ผู้ที่มีอายุมากกว่า 50 ปีที่มีโรคประจำตัว เช่น โรคหัวใจ โรคปอดเรื้อรัง โรคไต โรคตับ และโรคเบาหวาน เนื่องจากเป็นกลุ่มที่หากติดเชื้อ RSV มีความเสี่ยงต่อการเกิดปอดอักเสบรุนแรง อาจต้องเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลหรือหอผู้ป่วยวิกฤติ ICU และอาจนำไปสู่การเสียชีวิตได้” ศ. นพ.ธีระพงษ์ กล่าว
ศ.นพ.ธีระพงษ์ แนะนำว่าแม้ปอดอักเสบจากไวรัส RSV ในประเทศไทยมักพบการระบาดในช่วงฤดูฝนและต้นฤดูหนาว แต่วัคซีนสามารถฉีดได้ตลอดทั้งปี ไม่จำเป็นต้องรอช่วงการระบาด ผู้ที่อยู่ในกลุ่มเสี่ยงจึงสามารถปรึกษาแพทย์เพื่อประเมินความเหมาะสมในการรับวัคซีนและวางแผนป้องกันโรค ทั้งนี้ ผู้ที่อยู่ในกลุ่มเสี่ยง หรือมีคนกลุ่มเสี่ยงอยู่ในครอบครัว ควรพิจารณาการได้รับวัคซีนป้องกันปอดอักเสบจากไวรัส RSV เช่นเดียวกับการที่เราได้รับวัคซีนเพื่อป้องกันไข้หวัดใหญ่
ขณะที่ นพ.ปริญญ์ กล่าวทิ้งท้ายว่า ผู้สูงอายุและผู้ที่มีโรคหัวใจควรให้ความสำคัญกับการป้องกันปอดอักเสบจากไวรัส RSV ตั้งแต่ก่อนติดเชื้อ เพราะการติดเชื้อที่รุนแรงอาจส่งผลกระทบต่อทั้งระบบทางเดินหายใจและหัวใจ รวมถึงกระทบต่อความสามารถในการใช้ชีวิตในระยะยาว”
วิธีป้องกัน ลดความเสี่ยงการติดเชื้อ RSV: หมั่นล้างมือ สวมหน้ากากอนามัย เว้นระยะห่างจากผู้ที่เป็นโรคปอดอักเสบจากไวรัส RSV ออกกำลังกาย และรับประทานอาหารให้ครบ 5 หมู่ กรุณาปรึกษาบุคลากรทางการแพทย์ เช่น แพทย์ เภสัชกร และพยาบาล เป็นต้น





