วันพุธ ที่ 24 มิถุนายน 2569

Login
Login

ไวรัส RSV ภัยเงียบประจำหน้าฝน เด็กแรกเกิด เสี่ยงเข้า ICU

เมื่อเข้าสู่ช่วงฤดูฝน สิ่งที่พ่อแม่ผู้ปกครองและกุมารแพทย์ในประเทศไทยต่างหวาดหวั่นใจมากที่สุดคงหนีไม่พ้นการแพร่ระบาดของ "ไวรัส RSV" หรือ Respiratory Syncytial Virus โดยเฉพาะในช่วงเดือนกรกฎาคมถึงพฤศจิกายนของทุกปี ไวรัสชนิดนี้ขึ้นชื่อเรื่องความสามารถในการติดต่อที่ง่ายดายกว่าไวรัสทางเดินหายใจชนิดอื่นๆ และมีความรุ่นแรงเท่าเดิมไม่ว่าจะผ่านไปกี่ปี

ตัวไวรัส RSV มีความสามารถเฉพาะตัวที่สามารถเกาะอยู่ตามสิ่งแวดล้อมรอบตัวเราได้นานเป็นวัน ไม่ว่าจะเป็นลูกบิดประตู ราวบันได หรือของเล่นเด็ก หากเด็กๆ สัมผัสสิ่งปนเปื้อนเหล่านี้แล้วนำมือมาขยี้ตาหรือจับจมูก เชื้อไวรัสก็พร้อมจะเข้าสู่ร่างกายทันที ส่งผลให้ในช่วงที่การระบาดพุ่งขึ้นสู่จุดสูงสุด ห้องผู้ป่วยวิกฤตเด็กหรือ ICU ตามโรงพยาบาลต่างๆ มักจะแน่นไปด้วยผู้ป่วยตัวน้อย จนบางครั้งระบบสาธารณสุขต้องเผชิญกับภาวะเตียงเต็มและขาดแคลนอุปกรณ์ช่วยหายใจอย่างหนัก

สาเหตุที่ทำให้ RSV ติดต่อได้ง่ายไม่ได้มีเพียงความทึกทนต่อสภาวะแวดล้อมเพียงอย่างเดียว แต่ปัจจัยหลักที่ทำให้เกิดการติดต่อในเด็กเล็กคือลักษณะของโรคที่ไม่แสดงอาการอย่างชัดเจนในเด็กโตหรือผู้ใหญ่ คนทั่วไปอาจเห็นเป็นเพียงไข้หวัดและนํ้ามูกไหลธรรมดา ทำให้เมื่อพ่อแม่หรือลูกกลับมาจากที่ทำงานหรือโรงเรียน คนเหล่านี้ก็จะนำเชื้อกลับมาที่บ้าน กลายเป็นพาหะของโรคโดยที่ไม่รู้ตัว ส่งผลให้เด็กเล็กและคนแก่ที่แม้จะไม่ได้ออกนอกบ้านก็มีโอกาศติดเชื้อได้ 

ข่าวที่เกี่ยวข้อง:

21 ข้อควรรู้เกี่ยวกับโรค RSV เช็กอาการ ความรุนแรง อัตราการเสียชีวิต

RSV นอกฤดูกาล ย้ำ ‘เด็กคลอดก่อนกำหนด – กลุ่มเสี่ยง’ ต้องป้องกัน

RSV ทวีความรุนแรงในเด็ก สร้างรอยแผลระยะยาว

ศ.(คลีนิค) พญ.กุลกัญญา โชคไพบูลย์กิจ นายกสมาคมโรคติดเชื้อในเด็กแห่งประเทศไทย, กุมารแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านโรคติดเชื้อ คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาลัยมหิดล และกรรมการ/ที่ปรึกษามูลนิธิวัคซีนเพื่อประชาชน ได้เปิดเผยว่าในปี 2568 ประเทศไทยมีผู้ป่วยเด็กโรค RSV สะสมสูงถึง 48,462 ราย และผู้ป่วยร้อยละ 80 เป็นกลุ่มเด็กเล็กเพียง 0-4 ปี และจากข้อมูลของ สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) ย้อนหลังประมาณ 6 ปี พบว่าในเด็กไทยที่ติดเชื้อ RSV จะมีประมาณ 7% ที่ต้องเข้ารับการรักษาในห้อง ICU ซึ่งนอกจากจะมีค่ารักษาพยาบาลที่สูง การรักษายังสร้างความทรมาณแก่เด็กอีกด้วย 

ความน่ากลัวของ RSV อยู่ที่การจู่โจมระบบทางเดินหายใจ ซึ่งในเด็กเล็กนั้นมีโครงสร้างหลอดลมที่เล็กและบอบบางไม่ต่างจากหลอดดูดกาแฟ เมื่อร่างกายของเด็กได้รับเชื้อและเกิดปฏิกิริยาอักเสบ ร่างกายจะหลั่งเสมหะเหนียวข้นออกมาเป็นจำนวนมากร่วมกับอาการหลอดลมบวม ส่งผลให้เกิดการอุดตันของทางเดินหายใจได้ง่ายดายกว่าผู้ใหญ่ที่มีขนาดหลอดลมใหญ่กว่าหลายเท่าตัว

จากสถิติทางการแพทย์พบว่ามีเด็กที่ติดเชื้อ RSV สูงถึงประมาณ 20 - 30% ที่มีอาการลุกลามลงสู่ทางเดินหายใจส่วนล่าง ก่อให้เกิดภาวะหลอดลมฝอยอักเสบหรือปอดบวมรุนแรง ซึ่งในปัจจุบันยังคงไม่มีรักษาด้วยยาต้านไวรัสเฉพาะเจาะจง แพทย์ทำได้เพียงประคับประคองตามอาการ เช่น การดูดเสมหะและการให้ออกซิเจนเท่านั้น

ไวรัส RSV ภัยเงียบประจำหน้าฝน  เด็กแรกเกิด เสี่ยงเข้า ICU

เช็คลิสต์สัญญาณเตือนภัยที่พ่อแม่ต้องเฝ้าระวัง

ผู้ปกครองหลายท่านอาจมีความเข้าใจผิดว่า ไวรัสชนิดนี้จะทำอันตรายเฉพาะเด็กที่มีร่างกายอ่อนแอหรือมีโรคประจำตัวเท่านั้น แต่ในความเป็นจริงแล้ว กว่า 70% ของเด็กที่ต้องเข้ารับการรักษาตัวในโรงพยาบาลด้วยโรค RSV คือกลุ่มเด็กที่เคยแข็งแรงดีและไม่มีโรคประจำตัวใดๆ มาก่อน อย่างไรก็ตาม หากเด็กคนนั้นมีโรคประจำตัวร่วมด้วย เช่น โรคหัวใจพิการแต่กำเนิด โรคปอดเรื้อรัง หรือเป็นเด็กที่คลอดก่อนกำหนด ความเสี่ยงที่จะเกิดอาการรุนแรงจนถึงขั้นเสียชีวิตก็จะยิ่งทวีคูณเพิ่มขึ้นเป็นหลายเท่าตัว

นอกจากนี้ RSV ยังทิ้งรอยแผลเป็นระยะยาวไว้กับสุขภาพปอดของเด็ก โดยเด็กที่เคยป่วยหนักจากไวรัสชนิดนี้มีความเสี่ยงที่จะเกิดอาการทางเดินหายใจมีเสียงวี้ดซ้ำซากยาวนานไปจนถึงอายุ 6 ถึง 13 ปี และมีโอกาสพัฒนาไปเป็นโรคหอบหืดในอนาคตมากกว่าเด็กทั่วไปถึง 4 เท่า

ไวรัส RSV ภัยเงียบประจำหน้าฝน  เด็กแรกเกิด เสี่ยงเข้า ICU

ศ.นพ.สุรสิทธิ์ ชัยทองวงศ์วัฒนา แพทย์ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทางด้านศูติศาสตร์-นรีเวชวิทยา และหัวหน้าสาขาโรคติดเชื้อ ภาควิชาสูติศาสตร์-นรีเวชวิทยา คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวว่า เนื่องจากอาการเริ่มต้นของ RSV จะมีความคล้ายคลึงกับไข้หวัดธรรมดาอย่างมาก เช่น มีน้ำมูก ไอ จาม และมีไข้ต่ำๆ การเฝ้าสังเกตสัญญาณอันตรายจึงเป็นสิ่งสำคัญที่สุดที่ผู้ปกครองต้องใส่ใจ

หากพบว่าเด็กเริ่มมีอาการหายใจเร็วขึ้น หอบเหนื่อยจนหน้าอกบุ๋มลึกลงไปในขณะหายใจเข้า ซึ่งสะท้อนว่าเด็กต้องใช้พละกำลังอย่างมากในการดึงอากาศเข้าสู่ปอด หรือสังเกตเห็นปีกจมูกบานออกขณะหายใจ รวมถึงเริ่มมีเสียงวี้ดแหลมๆ ออกมาจากทรวงอก คล้ายกับคนเป็นหอบหืด ตลอดจนมีอาการซึมลงอย่างเห็นได้ชัด ปฏิเสธการทานอาหารและน้ำ และไม่เล่นตามปกติ อาการเหล่านี้ถือเป็นสัญญาณวิกฤตที่ผู้ปกครองต้องรีบนำส่งโรงพยาบาลโดยทันทีโดยไม่รีรอ

ไวรัส RSV ภัยเงียบประจำหน้าฝน  เด็กแรกเกิด เสี่ยงเข้า ICU

2 นวัตกรรมการป้องกัน ช่วยดูแลตั้งแต่อยู่ในครรภ์

ในอดีต การป้องกัน RSV จะจำกัดอยู่เพียงการรักษาความสะอาดขั้นพื้นฐาน เช่น การล้างมือบ่อยๆ ด้วยสบู่หรือเจลแอลกอฮอล์ และการหลีกเลี่ยงการพาลูกน้อยไปในที่ชุมชนแออัด รวมถึงการส่งเสริมการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ที่ช่วยส่งผ่านภูมิคุ้มกันบางส่วนไปสู่ลูกได้ ทว่าวิธีเหล่านี้อาจยังไม่เพียงพอที่จะสกัดกั้นเชื้อไวรัสที่แพร่กระจายได้ง่าย

ในปัจจุบัน รศ.พญ.วนัทปรียา พงษ์สามารถ กุมารแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านโรคติดเชื้อ และหัวหน้าสาขาวิชาโรคติดเชื้อภาควิชากุมารเวชศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาลัยมหิดล เปิดเผยว่า เพื่อแก้ปัญหาดังกล่าว วงการแพทย์จึงได้พัฒนานวัตกรรมใหม่เพื่อสร้างเกราะป้องกันเชิงรุกให้แก่เด็กเล็กตั้งแต่ในท้องแม้จนถึงเริ่มลืมตาดูโลกผ่านสองแนวทางหลัก

ไวรัส RSV ภัยเงียบประจำหน้าฝน  เด็กแรกเกิด เสี่ยงเข้า ICU

แนวทางแรกคือ การฉีดวัคซีนป้องกัน RSV ให้แก่คุณแม่ในขณะตั้งครรภ์ ช่วงอายุครรภ์ที่เหมาะสมที่สุดคือประมาณ 28 - 32 สัปดาห์ เพื่อกระตุ้นให้ร่างกายของคุณแม่สร้างภูมิคุ้มกันระดับสูงแล้วส่งผ่านสายสะดือไปยังทารกในครรภ์ ทำให้เด็กแรกเกิดมีภูมิคุ้มกันติดตัวมาตั้งแต่กำเนิดและยังได้รับภูมิคุ้มกันต่อเนื่องผ่านน้ำนมแม่หลังคลอด โดยวัคซีนชนิดนี้มีค่าใช้จ่ายเริ่มต้นอยู่ที่ประมาณ 7,000 บาท เหมาะสำหรับเด็กที่มีกำหนดคลอดในช่วงเดือนแพร่ระบาด 

แนวทางที่สองคือ นวัตกรรมภูมิคุ้มกันสำเร็จรูป ซึ่งไม่ใช่การฉีดวัคซีนที่เป็นการนำเชื้อตายหรื้อเชื้ออ่อนแรงเข้าร่างกายเพื่อกระตุ้นระบบป้องกันร่างกาย แต่เป็นการส่งผ่านแอนติบอดีสำเร็จรูปเข้าไปในเด็กโดยตรง ซึ่งไม่มีผลข้างเคียงเช่นการมีไข้อ่อนหรือวิงเวียนศรีษะแต่อย่างใด

ยาตัวนี้สามารถออกฤทธิ์ปกป้องทารกได้ทันทีหลังจากการฉีดเพียงเข็มเดียว และให้ผลครอบคลุมยาวนานตลอดฤดูกาลระบาดหรือประมาณ 6 เดือน เหมาะสำหรับเด็กกลุ่มเสี่ยงสูง เด็กที่คลอดก่อนกำหนด หรือในกรณีที่แม่ไม่ได้เข้ารับการฉีดวัคซีนในขณะตั้งครรภ์ อย่างไรก็ตาม เทคโนโลยีนี้มีราคาค่าใช้จ่ายที่สูงกว่าวัคซีนของแม่ประมาณ 2 เท่าตัว และยังไม่สามารถเบิกผ่านประกันสุขภาพได้เช่นเดียวกกับวัคซีน 

แม้ว่าค่าใช้จ่ายในนวัตกรรมป้องกันโรคทั้งสองรูปแบบนี้อาจดูเหมือนเป็นภาระทางการเงินในเบื้องต้น แต่หากเปรียบเทียบในเชิงความคุ้มค่าทาง สุขภาพแล้ว การป้องกันล่วงหน้าย่อมคุ้มค่ากว่าการรักษาอย่างเทียบไม่ได้ เพราะหากเด็กโชคร้ายติดเชื้อ RSV และมีอาการรุนแรงจนต้องส่งตัวเข้ารักษาในห้อง ICU เด็ก ค่าใช้จ่ายในการรักษาพยาบาล ค่าห้อง อุปกรณ์พยุงชีพ และท่อช่วยหายใจ อาจพุ่งสูงขึ้นจนแตะหลักแสนบาทในเวลาเพียงไม่กี่วัน

ไวรัส RSV ภัยเงียบประจำหน้าฝน  เด็กแรกเกิด เสี่ยงเข้า ICU

ไวรัส RSV ภัยเงียบประจำหน้าฝน  เด็กแรกเกิด เสี่ยงเข้า ICU