ประเทศไทยมีผู้ป่วยโรคไตเรื้อรังสูงถึง 11 ล้านคน และมีผู้ที่ต้องเข้าสู่กระบวนการบำบัดทดแทนไตหรือการฟอกไตถึง 150,000 คน ตัวเลขนี้ คือ วิกฤตสาธารณสุขที่กำลังกัดกินทั้งชีวิตผู้ป่วยและงบประมาณแผ่นดิน
KEY POINTS
- การป่วยเป็นโรคไตไม่ใช่แค่เรื่องสุขภาพ แต่มันคือพายุทางเศรษฐกิจที่ซัดถล่มทั้งครอบครัว
- ชุดตรวจคัดกรองโรคไต สำหรับตรวจหาไมโครอัลบูมินในปัสสาวะ สามารถใช้ตรวจคัดกรองเบื้องต้นได้ด้วยตนเองและทราบผลภายในประมาณ 5 นาที
- นวัตกรรมที่ดีจะไร้ความหมายหากเข้าไม่ถึงมือประชาชน นี่คือจุดที่เครือข่ายร้านยากว่า 3,000 แห่ง และแพลตฟอร์ม Arincare เข้ามาเชื่อมต่อภาพรวมให้สมบูรณ์
”โรคไต“ เป็นปัญหาสาธารณสุขสำคัญที่มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยมีปัจจัยเสี่ยงจากโรคไม่ติดต่อ (NCDs) ได้แก่ โรคเบาหวาน ความดันโลหิตสูง และภาวะอ้วน ซึ่งสัมพันธ์กับพฤติกรรมการบริโภคอาหารที่ไม่เหมาะสม เช่น การบริโภคอาหารหวาน มัน เค็ม อาหารแปรรูป และอาหารแปรรูประดับสูง (Ultra-processed Foods: UPFs) รวมถึงเครื่องดื่มที่มีน้ำตาลสูง ตลอดจนการสูบบุหรี่ การใช้ยาหรือสารที่อาจส่งผลกระทบต่อไต และการเข้าสู่สังคมสูงวัย ซึ่งล้วนเป็นปัจจัยที่เพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดโรคไตเรื้อรัง
ข้อมูลจากระบบคลังข้อมูลด้านการแพทย์และสุขภาพ (Health Data Center: HDC) ของกระทรวงสาธารณสุข ปี 2569 พบผู้ป่วยโรคไตเรื้อรัง 1,321,111 คน เพิ่มขึ้นจากปี 2568 จำนวน 175,928 คน ในจำนวนนี้เป็นผู้ป่วยโรคไตเรื้อรังระยะที่ 3 จำนวน 634,289 คน ระยะที่ 4 จำนวน 167,244 คน และระยะที่ 5 ซึ่งต้องได้รับการล้างไตมากถึง 82,051 คน
จากห้องแล็บสู่ร้านยา! นาโนเทค สวทช. ผนึก อรินแคร์ดัน "ชุดตรวจคัดกรองโรคไต" นวัตกรรมไทยใกล้บ้าน 3,000 แห่งทั่วประเทศ เพิ่มโอกาสประชาขนเข้าถึงการตรวจคัดกรองโรคไต ทราบผลภายใน 5 นาที หนุนต่อยอดงานวิจัยและนวัตกรรมไทยให้เกิดการใช้ประโยชน์จริงและสร้างตลาดได้อย่างยั่งยืน
ข่าวที่เกี่ยวข้อง:
“ชุดตรวจคัดกรองโรคไต" นวัตกรรมใกล้บ้าน
เมื่อวันที่ 23 กันยายน 2569 กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) โดย ศูนย์นาโนเทคโนโลยีแห่งชาติ (นาโนเทค) สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) ผนึกกำลัง บริษัทอรินแคร์ จำกัด ผู้พัฒนา Digtal Pharmacy Platform ของไทย ขับเคลื่อนความร่วมมือเพื่อขยายผลเชิงพาณิชย์ นวัดกรรมชุดตรวจคัดกรองโรคไต สู่ประชาชน เชื่อม "นวัตกรรมไทยใกล้บ้าน" ตั้งเป้า 3,000 แห่งทั่วประเทศ เพิ่มโอกาสประชาชนเข้าถึงการคัดกรองโรคไต หนุนต่อยอดงานวิจัยและนวัตกรรมไทยให้เกิดการใช้ประโยชน์จริงและสร้างตลาดได้อย่างยั่งยืน
ดร.กญ.อุรชา รักษ์ตานนท์ชัย ผู้อำนวยการศูนย์นาโนเทคโนโลยีแห่งชาติ สวทช. กล่าวว่า นโยบายของนาโนเทคให้ความสำคัญกับการผลักดันงานวิจัยและนวัตกรรมสุขภาพให้ก้าวพ้นจากห้องปฏิบัติการไปสู่การใช้ประโยชน์จริง โดยทำงานเชื่อมโยงกับภาคเอกชนและผู้ประกอบการตั้งแต่การพัฒนาเทคโนโลยี การถ่ายทอดองค์ความรู้ ไปจนถึงการต่อยอดเป็นผลิตภัณฑ์ที่ตอบโจทย์ผู้ใช้งาน ความร่วมมือกับอรินแคร์ครั้งนี้จึงเป็นการเติมเต็มอีก ส่วนสำคัญของเส้นทางนวัตกรรม ด้วยการนำเทคโนโลยีที่ผ่านการวิจัยและถ่ายทอดสู่ผู้ประกอบการแล้ว เชื่อมต่อ กับช่องทางตลาดและเครือข่ายร้านยาที่มีอยู่จริง เพื่อให้นวัตกรรมสุขภาพของไทยมีโอกาสเข้าถึงประชาชนในวงกว้างมากขึ้น
"เป้าหมายของการวิจัยและพัฒนาไม่ควรหยุดอยู่ที่การสร้างเทคโนโลยีที่ดี แต่ต้องทำให้นวัตกรรมนั้นเดินทางไปถึงผู้ใช้และสร้างประโยชน์ให้กับสังคมได้จริง" ดร. ภญ. อุรชา กล่าว
ตรวจคัดกรองโรคไตด้วยตนเอง รู้ผลภายใน5 นาที
โรคไตเรื้อรัง อีกหนึ่งปัญหาใหญ่ที่ต้องให้ความสำคัญกับการป้องกันและการตรวจพบความเสี่ยงตั้งแต่ระยะเริ่มต้น การมีเครื่องมือคัดกรองที่ใช้งานง่ายและเข้าถึงได้ จึงเป็นอีกกลไกที่จะช่วยเพิ่มโอกาสให้ประชาชนตระหนักและเฝ้าระวัง สุขภาพของตนเอง ความร่วมมือครั้งนี้จึงไม่เพียงเป็นการขยายตลาดผลิตภัณฑ์ แต่เป็นการสร้าง "เส้นทางให้นวัตกรรมไทยไปถึงประชาชน" ผ่านกลไกของผู้ประกอบการและร้านยาชุมชน ซึ่งเป็นจุดบริการสุขภาพที่อยู่ใกล้ประชาชนในชีวิตประจำวัน โดยสอดคล้องกับเป้าหมายของแผนงานที่ต้องการขยายจุดจำหน่ายชุดตรวจโรคไตให้ครอบคลุม 3,000 แห่งภายในปี 2569
ดร.เดือนเพ็ญ จาปรุง ผู้อำนวยการขับเคลื่อนแผนงานนวัตกรรมชุดตรวจ สวทช. กล่าวว่า ชุดตรวจคัดกรองโรคไตเป็นหนึ่งในผลงานที่เกิดจากการต่อยอดงานวิจัย "AL-Strip" โดย ดร.สาธิตา ตปนียากร ซึ่งพัฒนาเป็นชุดตรวจคัดกรองโรคไตเชิงคุณภาพสำหรับตรวจหาไมโครอัลบูมินในปัสสาวะ สามารถใช้ตรวจคัดกรองเบื้องต้นได้ด้วยตนเองและทราบผลภายในประมาณ 5 นาที นับเป็นตัวอย่างของการนำองค์ความรู้ด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีมาต่อยอดเป็นเครื่องมือที่ช่วยให้ประชาชนมีทางเลือกในการเฝ้าระวังสุขภาพมากขึ้น
"แผนงาน Battle นวัตกรรมชุดตรวจรวดเร็ว (Rapid Test) ของ สวทช. มีเป้าหมายสำคัญในการผลักดันเทคโนโลยีชุดตรวจจากงานวิจัยไปสู่การใช้งานจริง โดยทำงานร่วมกับผู้ประกอบการเพื่อสนับสนุนการ ถ่ายทอดเทคโนโลยี การพัฒนาผลิตภัณฑ์ และการสร้างช่องทางสู่ตลาด สำหรับชุดตรวจคัดกรองโรคไต ได้เกิดการ ถ่ายทอดเทคโนโลยีให้แก่ผู้ประกอบการไทย 3 ราย และพัฒนาเป็นผลิตภัณฑ์ Kitnee, KidnyCheck และ RenAcc ก่อนเดินหน้าสู่ระยะต่อไป คือการสร้างช่องทางให้ผลิตภัณฑ์เหล่านี้เข้าถึงประชาชนในวงกว้าง ผ่านร้านยาชุมชนและแพลตฟอร์มดิจิทัล โดยมีเป้าหมายสำคัญคือทำให้นวัตกรรมสามารถอยู่ในตลาดได้อย่างต่อเนื่อง ไม่ใช่แค่วางจำหน่าย แต่ต้องสร้างกลไกที่เอื้อให้เกิดการใช้งานจริงและการสั่งซื้อซ้ำในระยะยาว" ดร.เดือนเพ็ญย้ำ
ทำไมชุดตรวจนี้ถึงเป็นจุดเปลี่ยน?
- ทราบผลไว: รู้ผลใน 5-15 นาที ไม่ต้องรอผลแล็บข้ามคืน
- แม่นยำด้วยค่า Cut-off: กำหนดจุดตัดสินใจที่ 20 mg/mL ซึ่งเป็นระดับที่เหมาะสมในการคัดกรองเบื้องต้น
- Point of Care: เปลี่ยนการตรวจจากโรงพยาบาลมาเป็น Home Use หรือการตรวจที่ร้านยาใกล้บ้าน ลดภาระการเดินทางและค่าใช้จ่ายแฝง
เมื่อ "ร้านยาใกล้บ้าน" กลายเป็นปราการด่านแรก และ Ecosystem ที่ไม่มีใครถูกทิ้งไว้ข้างหลัง
ขยายสู่ร้านยา 3,000 แห่งทั่วประเทศ
นายธีระ กนกกาญจนรัตน์ Co-Founder & CEO บริษัท อรินแคร์ จำกัด กล่าวว่า อรินแคร์มีโครงสร้าง พื้นฐานด้าน Digital Pharmacy ที่เชื่อมโยงระบบจัดการสินค้า เภสัชกร และเครือข่ายร้านขายยาเข้าด้วยกัน ทำให้สามารถนำผลิตภัณฑ์สุขภาพสู่ประชาชนผ่านเครือข่ายร้านยาทั่วประเทศได้อย่างเป็นระบบ
เฮลท์แคร์ในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา มีการเปลี่ยนแปลงค่อนข้างมาก ซึ่งการสร้างโครงสร้างพื้นฐาน ไม่ได้ดำเนินการเพียงร้านยา แต่รวมถึงนวัตกร เชื่อมต่อจากร้านยา เรามีความมุ่งมั่นว่าร้านยาไทย เภสัชกรไทยต้องมีเครื่องมือก้าวทันในระดับโลก รวมถึงการดึงพาสเนอร์สำคัญทางเทคโนโลยีมาทำงานร่วมกันเพื่อส่งผลดีต่อร้านยา และเภสัชกร เรามีเภัชกรมากกว่า 12,000 ราย มีร้านยามากกว่า 6,000 แห่ง
สำหรับความร่วมมือกับนาโนเทคครั้งนี้ไม่ใช่เพียงการนำผลิตภัณฑ์หนึ่งเข้าสู่ร้านยา แต่คือการนำงานวิจัยและนวัตกรรมของไทยไปเชื่อมต่อกับตลาดและผู้ใช้งานจริง โดยใช้ทั้งเครือข่ายร้านยา ระบบดิจิทัล และโครงสร้างพื้นฐานด้านการกระจายสินค้า เพื่อให้ประชาชนสามารถเข้าถึงนวัตกรรมเหล่านี้ได้ง่ายขึ้น ภายใต้ความร่วมมือดังกล่าว อรินแคร์ตั้งเป้าช่วยขยายช่องทางจำหน่ายให้ประชนชนเข้าถึงชุดตรวจคัดกรองโรคไตไปยังร้านยา 3,000 แห่งทั่วประเทศ พร้อมสนับสนุนข้อมูลและเครื่องมือสำหรับเภสัชกรในการสื่อสารและให้คำแนะนำแก่ประชาชน ขณะเดียวกัน ระบบ MedEx จะช่วยรองรับการกระจายสินค้าและการสั่งซื้อจากร้านยา เพื่อให้ผลิตภัณฑ์สามารถเข้าสู่ตลาดและมีช่องทางการจัดจำหน่ายอย่างต่อเนื่อง
"เราอยากเห็นนวัตกรรมสุขภาพที่เกิดจากการพัฒนาของคนไทยไม่ได้หยุดอยู่ที่ห้องแล็บหรือเป็นเพียงงานวิจัย แต่สามารถไปถึงประชาชนและถูกนำไปใช้จริง ผ่านร้านยาที่อยู่ใกล้บ้านโดยมีเภสัชกรแนะนำ" นายธีระกล่าว
เมื่อค่าล้างไตแพงกว่าค่าครองชีพ
การป่วยเป็นโรคไตไม่ใช่แค่เรื่องของสุขภาพ แต่มันคือพายุทางเศรษฐกิจที่ซัดถล่มทั้งครอบครัว ข้อมูลจากระบบสาธารณสุขระบุว่า ค่ารักษาพยาบาลต่อคนต่อปีสูงถึง 200,000 บาท และที่น่าตกใจคือ งบประมาณที่รัฐต้องจ่ายเพื่อดูแลผู้ป่วยกลุ่มนี้พุ่งสูงขึ้นอย่างก้าวกระโดด จาก 15,000 ล้านบาท เป็น 20,000 ล้านบาท ภายในระยะเวลาเพียงไม่กี่ปี
การ "รอให้ป่วยแล้วค่อยรักษา" จึงเป็นกลยุทธ์ที่ล้มเหลวโดยสิ้นเชิง เพราะนอกจากจะสร้างภาระงานมหาศาลให้บุคลากรทางการแพทย์ที่ขาดแคลนอยู่แล้ว ยังหมายถึงการสูญเสียต้นทุนชีวิตที่ประเมินค่าไม่ได้
ธนพลธ์ ดอกแก้ว นายกสมาคมโรคไตแห่งประเทศไทย กล่าวว่า ปัจจุบันมีผู้ป่วยโรคไตเรื้อรังระยะสุดท้ายกว่า 11 ล้านคน และตอนนี้มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งส่งผลกระทบไปที่ระบบบริการ อาทิ บุคลากรทางการแพทย์ไม่เพียงพอ และผู้ที่เกี่ยวข้องในระบบ
ขณะที่อุปสรรคของการลดจำนวนผู้ป่วยโรคไต เกิดจากประชาชนขาดความตระหนักรู้ หรือรู้แล้วแต่มองว่าโรคยังไม่เกิด เนื่องจากระยะเริ่มต้นของโรคไตมักไม่แสดงอาการ ทำให้ประชาชนไม่ตรวจคัดกรอง รวมทั้งการเดินทางมายังหน่วยบริการ เพราะหน่วยบริการไกล ทำให้ไม่อยากไปรพ. มีปัญหาค่าใช้จ่าย อีกทั้งประชาชนยังติดเรื่องความสะดวกสบาย ถ้าไม่เอาปัญหาและอุปสรรคเป็นตัวตั้งจะไม่สามารถแก้ได้ ต้องสร้างความตระหนักรู้ ประชาชนเข้าถึงการบริการได้เร็ว ลดจำนวนผู้ป่วย มีความเข้าใจโรคมากขึ้น
ค่ารักษาพยาบาล จำนวนผู้ป่วยโรคไต 1 คน หากใช้สิทธิการรักษาพยาบาลจะปีละ 2 แสนบาท ไม่รวมค่าใช้จ่ายอื่นๆ ยังมีค่าเดินทาง ผู้ดูแล อุปกรณ์ทางการแพย์ที่มีความจำเป็น ไปเพิ่มภาระงานให้แก่รพ. และบุคลากรทางการแพทย์ และเพิ่มภาระค่าใช้จ่ายของประเทศ
"ผมเป็นผู้ป่วยโรคไตวายเรื้อรังระยะสุดท้ายมา 20 ปี และต้องอยู่กับเครื่องฟอกไตถึง 13 ปี ในช่วงเวลานั้นผมทุกข์และทรมานมาก ผมต้องตกงาน สูญเสียรายได้ และท้ายที่สุดครอบครัวก็แตกแยก ทุกอย่างพังทลายลงเพราะคำว่าไตวายเพียงคำเดียว นี่คือชีวิตจริงที่ผู้ป่วยระยะสุดท้ายต้องเผชิญ" ธนพลธ์ กล่าว
นวัตกรรมสัญชาติไทย ไม่ต้องรอคิวโรงพยาบาล
ในโลกที่เทคโนโลยีต้องเดินหน้าเพื่อช่วยชีวิตคน นวัตกรรมชุดตรวจคัดกรองโรคไตเบื้องต้นจาก สวทช. (NSTDA) กลายเป็นอีกหนึ่งความหวังที่ถูกออกแบบมาให้ "ตรวจง่ายเหมือนโควิด" แต่เปลี่ยนจากการสวอปจมูกมาเป็นการตรวจจาก ปัสสาวะ แทน
ในมุมมองเชิงเทคนิค นวัตกรรมนี้มุ่งเน้นไปที่การตรวจหา โปรตีนอัลบูมิน (Albumin) ซึ่งเป็นโปรตีนสำคัญในเลือดที่ตามปกติแล้วไตจะทำหน้าที่กรองไว้ไม่ให้รั่วไหลออกมา หากตรวจพบอัลบูมินในปัสสาวะ นั่นคือสัญญาณเตือนภัยว่า "ไตของคุณเริ่มรั่ว" และมีความผิดปกติเกิดขึ้นแล้ว
นวัตกรรมที่ดีจะไร้ความหมายหากเข้าไม่ถึงมือประชาชน นี่คือจุดที่เครือข่ายร้านยากว่า 3,000 แห่ง และแพลตฟอร์ม Arincare เข้ามาเชื่อมต่อภาพรวมให้สมบูรณ์ โดยใช้ระบบ Cloud และ Marketplace X ในการจัดการ Supply Chain ให้ชุดตรวจกระจายไปถึงชุมชนในราคาที่เข้าถึงได้และไม่ขาดแคลน
แต่หัวใจสำคัญยิ่งกว่าเทคโนโลยีคือ "เภสัชกรชุมชน" ที่จะทำหน้าที่สร้างแรงกระเพื่อมแห่งความตระหนักรู้ หรือการทำให้คนไข้เกิดความ "เอ๊ะ" ต่อพฤติกรรมเสี่ยงของตนเอง
ที่สำคัญ แพลตฟอร์มของอรินแคร์ยังเข้ามาแก้ปัญหา "Referral Gap" หรือช่องว่างของการส่งต่อ ข้อมูลจากร้านยาจะถูกเชื่อมโยงผ่านระบบดิจิทัล (หรือผ่าน MOU ในระดับพื้นที่) เพื่อให้มั่นใจว่าเมื่อตรวจเจอผลเป็นบวก คนไข้จะถูกส่งตัวเข้าสู่ระบบสาธารณสุขเพื่อวินิจฉัยโดยแพทย์ทันที ไม่ใช่แค่ตรวจเจอแล้วปล่อยให้เขากังวลใจอยู่เพียงลำพัง
อย่างไรก็ตาม เรามักจะได้ยินคำกล่าวที่ว่า "สุขภาพดีไม่มีขาย" แต่สำหรับโรคไต เราต้องตระหนักเพิ่มขึ้นอีกว่า "ไตเสียแล้วเสียเลย" (Permanent Damage) อวัยวะนี้ไม่มีปุ่ม Undo เมื่อความเสียหายเกิดขึ้นแล้ว มีเพียงการชะลอไม่ให้พังไปมากกว่าเดิมเท่านั้น
นวัตกรรมชุดตรวจและเครือข่ายร้านยาใกล้บ้านในวันนี้ คือ "เครื่องมือ" ที่ยื่นโอกาสให้คุณได้รู้ตัวก่อนจะสายเกินไป แต่ความยั่งยืนที่แท้จริงเริ่มต้นที่ตัวเราเองการลดเค็ม การระวังการใช้ยาแก้ปวด และการไม่เพิกเฉยต่อสัญญาณเล็กๆ จากร่างกาย เพื่อให้เราไม่ต้องกลายเป็นส่วนหนึ่งของตัวเลข 11 ล้านคนในวันข้างหน้า





