โครงการ ‘Osscentric’ นวัตกรรมที่เกิดจากการผสานพลังระหว่างศัลยแพทย์และวิศวกรไทย เพื่อเปลี่ยนผ่านจากการรักษาแบบ “ประคับประคองตามอาการ” มาเป็นการ “ป้องกันล่วงหน้า” ที่แม่นยำและมีประสิทธิภาพสูงสุด
KEY POINTS
- ทีมแพทย์ รพ.รามาธิบดี ได้ร่วมกับ OsseoLabs และ มจธ. พัฒนาแนวทางออกแบบหลอดเลือดเทียมเฉพาะบุคคล เพื่อลดการรออุปกรณ์จากต่างประเทศ ลดค่าใช้จ่าย และเพิ่มโอกาสให้ผู้ป่วยได้รับการรักษาเร็วขึ้น
- หัวใจของ Osscentric คือการใช้ AI ออกแบบและใช้ 3D Printing สร้างโมเดลจำลองหลอดเลือดและอุปกรณ์นำทาง (Guiding Model) เพื่อให้ศัลยแพทย์ตัดแต่งหลอดเลือดเทียมมาตรฐานให้กลายเป็นอุปกรณ์เฉพาะบุคคล
- การออกกำลังกายที่ดีต่อหลอดเลือดต้องทำให้อัตราการเต้นของหัวใจแตะระดับ 100 ครั้งต่อนาทีขึ้นไป เพื่อสร้างความแข็งแรงให้ระบบสูบฉีดเลือด และดูแลอาหารการกิน การนอน การจัดการความเครียด และจิตใจ
“โรคหลอดเลือดแดงใหญ่โป่งพองในช่องท้อง (Abdominal Aortic Aneurysm)” ถูกขนานนามว่าเป็น “เพชฌฆาตเงียบ” เพราะไม่มีการส่งสัญญาณเตือนใดๆ จนกระทั่งถึงวินาทีที่ “แตก” ออก อาการนี้เปรียบได้กับปรากฏการณ์ “ธาตุไฟแตก” ในตำราโบราณ ผู้ป่วยจะเจ็บปวดรุนแรงก่อนจะวูบหมดสติและเสียชีวิตในเวลาอันสั้น หากไม่มีการเตรียมความพร้อมล่วงหน้า โอกาสรอดชีวิตแทบจะเป็นศูนย์
ปัจจุบัน วงการสาธารณสุขไทยกำลังสร้างจุดเปลี่ยนเชิงกลยุทธ์ผ่านโครงการ ‘Osscentric’ นวัตกรรมที่เกิดจากการผสานพลังระหว่างศัลยแพทย์และวิศวกรไทย เพื่อเปลี่ยนผ่านจากการรักษาแบบ “ประคับประคองตามอาการ” มาเป็นการ “ป้องกันล่วงหน้า” ที่แม่นยำและมีประสิทธิภาพสูงสุด
ผู้ป่วยหลายราย ต้องรออุปกรณ์การแพทย์เฉพาะบุคคลจากต่างประเทศนานถึง 2 เดือน และมีค่าใช้จ่ายสูงถึง 4-5 แสนบาท ยิ่งในเคสที่ซับซ้อนสูงถึง 1-1.5 ล้านบาททำให้ผู้ป่วยต้องแบกรับค่าใช้จ่าย ความเสี่ยงต่อการรักษาและชีวิต โดยเฉพาะเคสซับซ้อนอย่างหลอดเลือด กระดูกสันหลัง ขากรรไกร หรืออวัยวะที่ต้องบูรณะหลังผ่าตัด ความคลาดเคลื่อนเพียงไม่กี่มิลลิเมตรอาจส่งผลต่อความปลอดภัยของผู้ป่วย
ด้วยสถานการณ์ที่เกิดขึ้น มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี (มจธ.) โรงพยาบาลรามาธิบดี บริษัท OsseoLabs (หรือ Osscentric)และเครือข่ายแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ ร่วมพัฒนา “Osscentric: Medical Technology Innovation Sandbox” โดยใช้ AI และ 3D Printing ออกแบบอุปกรณ์การแพทย์เฉพาะบุคคลฝีมือคนไทย เพื่อลดเวลารอ ลดต้นทุน ลดการพึ่งพาเทคโนโลยีนำเข้า และเพิ่มโอกาสให้ผู้ป่วยไทยเข้าถึงการรักษาที่แม่นยำ ทันเวลา และเหมาะกับร่างกายของตนเองมากขึ้น
ข่าวที่เกี่ยวข้อง:
จาก Sandbox สู่โอกาสทางเศรษฐกิจ 'OsseoLabs' โมเดลธุรกิจเครื่องมือแพทย์
'Osscentric Medical Sandbox' เชื่อมแพทย์-วิศวะ ดัน MedTech ไทยโตสากล
หลอดเลือดเทียมเฉพาะบุคคล เพิ่มโอกาสผู้ป่วยรักษาเร็วขึ้น
ผศ.นพ.เชาวนันท์ พรวรากรณ์ ศัลยแพทย์หลอดเลือด คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี ให้สัมภาษณ์ “กรุงเทพธุรกิจ” ว่าการรักษาโรคหลอดเลือดแดงโป่งพอง จะใช้การรักษาด้วยหลอดเลือดเทียมที่ต้องใช้ความแม่นยำสูง เพราะอุปกรณ์ต้องมีขนาดและรูปทรงพอดีกับหลอดเลือดของผู้ป่วยแต่ละราย ทีมแพทย์จึงร่วมกับ OsseoLabs และ มจธ. พัฒนาแนวทางออกแบบหลอดเลือดเทียมเฉพาะบุคคล เพื่อลดการรออุปกรณ์จากต่างประเทศ ลดค่าใช้จ่าย และเพิ่มโอกาสให้ผู้ป่วยได้รับการรักษาเร็วขึ้น
“ปัจจุบันมีการพัฒนาอุปกรณ์มาแล้วหลายเวอร์ชัน เก็บข้อมูลผู้ป่วย 25 เคสแรก และมีอัตราความสำเร็จความแม่นยำสูงถึง 95.6% โดยทีมแพทย์สามารถรักษาหลอดเลือดสำคัญได้ถึง 88 จาก 92 เส้น ผ่านการใช้ตัวแบบนำทาง 3 มิติ อีกทั้งกระบวนการทั้งหมดใช้เวลาเพียง 3-4 วัน (รวมขั้นตอนการออกแบบ 2 วัน และการฆ่าเชื้อ 1 วัน) ทำให้ตอบโจทย์เคสเร่งด่วนที่รอไม่ได้ถึง 2 เดือน”
เทคโนโลยีดังกล่าวถูกส่งต่อไปยังลูกศิษย์ศัลยแพทย์ที่โรงพยาบาลเครือข่าย โดยส่วนกลางส่งเพียง Guiding Model และองค์ความรู้ไปให้ ทำให้ผู้ป่วยในพื้นที่เข้าถึงการผ่าตัดระดับสูงได้โดยไม่ต้องเดินทางเข้ากรุงเทพฯ
ใช้ AI ออกแบบ- 3D Printing สร้างโมเดล
ผศ.นพ.เชาวนันท์ กล่าวต่อว่าหัวใจของ Osscentric คือการใช้ AI ออกแบบและใช้ 3D Printing สร้างโมเดลจำลองหลอดเลือดและอุปกรณ์นำทาง (Guiding Model) เพื่อให้ศัลยแพทย์สามารถตัดแต่งหลอดเลือดเทียมมาตรฐานให้กลายเป็นอุปกรณ์เฉพาะบุคคล หรือ Physician Modified Endograft (PMEG) ได้อย่างแม่นยำ
“กระบวนการดังกล่าวเปลี่ยนความเชี่ยวชาญเฉพาะตัว ให้กลายเป็นมาตรฐานที่ส่งต่อได้ ความท้าทายในการสื่อสารระหว่างแพทย์ และวิศวกร ถูกทำให้เข้าใจมากขึ้นผ่านการทำ Workshop ร่วมกันในห้องผ่าตัด เพื่อทำความเข้าใจ Pain Points ของการเจาะรูระบายเลือด ซึ่งต้องตรงกับตำแหน่งหลอดเลือดสำคัญที่ไปเลี้ยง ไต ลำไส้ และตับ อย่างแม่นยำในระดับมิลลิเมตร”
นอกจากนั้น การมี Guiding Model จะเป็นการสร้างประชาธิปไตยทางการผ่าตัด ช่วยลดความเครียดของศัลยแพทย์ และทำให้แพทย์ในโรงพยาบาลภูมิภาคสามารถทำการผ่าตัดที่ซับซ้อนได้ในมาตรฐานเดียวกับผู้เชี่ยวชาญในโรงเรียนแพทย์
พลิกบทบาทแพทย์ไทยจาก“ผู้ใช้” สู่ “ผู้ผลิต”
ปัจจุบันไทยเก่งในฐานะ “User” หรือผู้ใช้เทคโนโลยีระดับแถวหน้าของโลก แต่ประเทศยังขาด “อธิปไตยทางเทคโนโลยี” เปรียบเสมือนประเทศที่อยากกินก๋วยเตี๋ยวแต่ไม่มีโรงงานผลิตเส้นเอง ต้องซื้อเส้นสำเร็จรูปจากสิงคโปร์หรืออเมริกาในราคาแพงลิ่ว
ผศ.นพ.เชาวนันท์ กล่าวด้วยว่าความท้าทายเชิงนโยบายที่ต้องเร่งแก้ไขในเรื่องของการผลิตและพัฒนาเครื่องมือแพทย์ คือ โครงสร้างพื้นฐานการผลิต ซึ่งไทยยังขาดโรงงานและระบบฆ่าเชื้อ (Sterilization) อุปกรณ์การแพทย์ขั้นสูงที่ได้มาตรฐานสากล ทำให้ต้องสูญเสียเงินตราต่างประเทศเคสละนับล้านบาท รวมถึงต้องมีการผลักดันให้ Guiding Model เป็นมาตรฐานวิชาชีพ จะช่วยลดความเสี่ยงทางกฎหมายและสร้างความเชื่อมั่นให้ศัลยแพทย์ทั่วประเทศ
“ภาครัฐมีบทบาทสำคัญในการเข้ามาผลักดัน กำหนด และรับรองนวัตกรรมหรือเทคโนโลยีการรักษาใหม่ๆ เช่น การใช้โมเดล 3D Printing ไกด์นำทาง ให้กลายเป็นอีกหนึ่งมาตรฐานการดูแลรักษาที่ได้รับการยอมรับ และเพิ่มความมั่นใจให้แพทย์ เนื่องจากกระบวนการสร้างและรับรองมาตรฐานมีต้นทุนค่อนข้างสูง การที่ภาครัฐเข้ามาสนับสนุนตรงนี้จะช่วยให้แพทย์มีความสบายใจและมั่นใจในการนำนวัตกรรมไปใช้ดูแลผู้ป่วย อย่างไรก็ตาม หากภาครัฐสนับสนุน Infrastructure นี้ จะเป็นการเปลี่ยนงบประมาณที่เคยจ่ายให้บริษัทข้ามชาติ มาเป็นการสร้างอุตสาหกรรมนวัตกรรมในประเทศแทน”
อย่ารอให้ “โป่งพอง” จน “แตก”
แม้เทคโนโลยี 3D Printing จะก้าวล้ำจนช่วยลดเวลาและค่าใช้จ่ายได้มหาศาล แต่ “ผศ.นพ.เชาวนันท์” บอกว่าการป้องกัน คือการรักษาที่ดีที่สุด ดังนั้น การตรวจคัดกรองล่วงหน้าด้วย Ultrasound ในช่องท้อง และการควบคุมปัจจัยเสี่ยงอย่างเบาหวาน ความดัน ไขมัน และการเลิกบุหรี่เป็นหัวใจสำคัญในการป้องกัน
“การออกกำลังกาย อย่างการทำงานบ้าน ถือเป็นเรื่องที่ดี แต่อาจจะไม่เพียงพอในการดูแลหลอดเลือด เพราะการออกกำลังกายที่ดีต่อหลอดเลือดต้องทำให้อัตราการเต้นของหัวใจแตะระดับ 100 ครั้งต่อนาทีขึ้นไป เพื่อสร้างความแข็งแรงให้ระบบสูบฉีดเลือด และควรดูแลสุขภาพ อาหารการกิน การนอน การจัดการความเครียด และดูแลสภาพจิตใจให้ดี”





