ประเทศไทยกำลังเร่งขับเคลื่อนยุทธศาสตร์เพื่อหลุดพ้นจาก “กับดักรายได้ปานกลาง” ซึ่ง “อุตสาหกรรมเครื่องมือแพทย์” กลายเป็นเป้าหมายสำคัญภายใต้โมเดลเศรษฐกิจมูลค่าสูง (High-Value Economy) แต่ที่ผ่านมาต้องพึ่งพาเทคโนโลยีนำเข้าและโครงสร้างการทำงานแบบแยกส่วน (Silo)
การเปิดตัว “Osscentric: Medical Technology Innovation Sandbox” ภายใต้ความร่วมมือระหว่าง บริษัท ออสซีโอแล็บส์ จำกัด (OsseoLabs) บริษัท Spin-off จากภาควิชาวิศวกรรมเครื่องกลมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี (มจธ.) และคณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล จึงไม่ใช่เพียงโครงการวิจัยใหม่ แต่คือการประกาศ “Turning Point” เชิงยุทธศาสตร์ที่จะปฏิรูปไทยจาก “ผู้นำเข้า” สู่ “เจ้าของนวัตกรรม Deep Tech” ที่พร้อมปักหมุดในตลาดโลก
ข่าวที่เกี่ยวข้อง:
SMEs ไทยจากฐานผลิต 'ชิ้นส่วนยานยนต์' สู่ 'Medical Manufacturing Hub'
‘วิจัยขั้นแนวหน้า - Medical AI’ ผ่าทางตัน ‘แก่ก่อนรวย’ วิกฤติ ‘เด็กเกิดน้อย’
Playground นวัตกรรมแพทย์-วิศวกร
“Osscentric Medical Sandbox“ถูกนิยามให้เป็น “Playground” โดยมีภารกิจหลักในการเชื่อมระหว่าง “แพทย์” และ “วิศวกร” เปลี่ยนโจทย์ความเจ็บป่วยทางการแพทย์ให้เป็นผลิตภัณฑ์ทางการแพทย์ที่ใช้งานได้จริง เน้นการรักษาแบบ “Personalized Medicine” ซึ่งเป็นมาตรฐานใหม่ที่จะยกระดับขีดความสามารถการแข่งขันของประเทศ
อดีตที่ผ่านมา แพทย์และวิศวกรมักทำงานแยกกัน ขาดพื้นที่กลางที่เปิดโอกาสให้ทั้งสองฝ่ายสามารถ พัฒนาเทคโนโลยีการรักษาทางการแพทย์ร่วมกันในบริบทของการใช้งานจริง Osscentric Sandbox จึงถูกออกแบบให้เป็น playground สำหรับนวัตกรรมทางการแพทย์ ที่โจทย์จากห้องผ่าตัดสามารถถูกพัฒนาเป็นต้นแบบเครื่องมือแพทย์ได้อย่างรวดเร็ว แนวคิดของ Sandbox คือการสร้างสภาพแวดล้อมที่ แพทย์ นักวิจัย และวิศวกรสามารถทำงานร่วมกันได้ตั้งแต่ขั้นตอนการออกแบบ การสร้างต้นแบบ ไปจนถึงการทดสอบในบริบทของการรักษาจริง
"รศ.ดร.พชรพิชญ์ พรหมอุปถัมภ์" อาจารย์ประจำภาควิชาวิศวกรรมเครื่องกล มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี และประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายเทคโนโลยี ของ OsseoLabs กล่าวว่า Osscentric Medical Sandbox แสดงให้เห็นถึงศักยภาพของประเทศไทยในการก้าวขึ้นเป็นฐานสำคัญของอุตสาหกรรม MedTech ในภูมิภาค ด้วยการเชื่อม deep technology เข้ากับ clinical excellence เพื่อผลักดันสู่เชิงพาณิชย์ทั้งในด้าน เครื่องมือแพทย์เฉพาะบุคคล (Personalized medical devices) และโซลูชันการผ่าตัดขั้นสูง (advanced surgical solutions)
เปลี่ยนจาก“ผู้นำเข้า” เป็น“ผู้ส่งออก”
“หัวใจสำคัญของความร่วมมือครั้งนี้ จะเป็นการดึงเอาโจทย์จริงจากหน้างานที่มีคนไข้เดินเข้ามารับการรักษาที่รามาธิบดีกว่า 5,000 รายต่อวัน มาสู่กระบวนการสร้างต้นแบบนวัตกรรมทางการแพทย์ที่จะทำให้สามารถผลิตเครื่องมือแพทย์เฉพาะบุคคลที่ออกแบบมาเพื่อร่างกายของคนไข้คนนั้นโดยเฉพาะได้ เพื่อเป็นการช่วยลดความเสี่ยงและระยะเวลาในการลองผิดลองถูก เพราะหมอสามารถสะท้อนความต้องการให้วิศวกรแก้ไขแบบจำลองได้ทันที เปลี่ยนสถานะจากผู้ซื้อเทคโนโลยีมาเป็นผู้ร่วมสร้าง และจะขยายความร่วมมือไปสู่ระดับนานาชาติ การร่วมลงทุน การถ่ายทอดเทคโนโลยี และการสร้าง supply chain ด้านเครื่องมือแพทย์ที่ไทยสู่ตลาดโลกให้เป็นรูปธรรม”
Sandbox ตั้งอยู่ภายใน ย่านนวัตกรรมการแพทย์โยธี ซึ่งเป็นคลัสเตอร์ที่รวมโรงพยาบาล มหาวิทยาลัย และสถาบันวิจัยชั้นนำของประเทศไว้ในพื้นที่เดียว ภายในพื้นที่จะประกอบด้วย เทคโนโลยีและระบบสนับสนุน อาทิ 3D Printing, Augmented Reality, Virtual Reality รวมถึงระบบ QA/QC และมาตรฐานด้านการบรรจุภัณฑ์ เพื่อให้มั่นใจว่านวัตกรรมที่ พัฒนาขึ้นมีทั้งประสิทธิผลและความปลอดภัย
รศ.ดร.พชรพิชญ์ กล่าวต่อว่าหากดูข้อมูลจากสำนักพัฒนามาตรฐานระบบข้อมูลสุขภาพไทย (สมสท.) (รายการอุปกรณ์การแพทย์) จะพบตัวเลขที่น่าตกใจว่า แต่ละปีประเทศไทยต้องนำเข้าอุปกรณ์ทางการแพทย์ประเภทโลหะดามกระดูกสูงถึง 1,500 ล้านบาท ทั้งที่พื้นฐานวิศวกรรมของไทยมีศักยภาพเพียงพอที่จะผลิตเองได้ทั้งหมด
“Osscentric จะเปลี่ยนจากผู้นำเข้าเป็นผู้สร้างเอง และผู้ส่งออก เพื่อสร้างรายได้ให้แก่ประเทศ เพราะหากผลิตอุปกรณ์ชิ้นหนึ่งที่มีราคาขายในไทยประมาณ 40,000 บาท ได้เองและได้รับมาตรฐานสากลจนสามารถส่งออกไปยังตลาดสิงคโปร์หรือมาเลเซียได้ มูลค่าจะเพิ่มขึ้นทันที 3-4 เท่า และเป็นการแสดงให้เห็นว่า MedTech ไม่ใช่แค่เรื่องการรักษา แต่เป็นเครื่องยนต์เศรษฐกิจตัวใหม่ของประเทศ”
สู่ระดับโลกผ่าน J&J Innovation - JLABS
นวัตกรรมไทยมักจะไปไม่ถึงระดับโลกเพราะขาด “สะพาน” เชื่อมต่อ แต่ Osscentric Medical Sandbox ได้สร้างทางลัดผ่านความร่วมมือกับ Johnson & Johnson Innovation - JLABS ซึ่งเป็นเครือข่ายบ่มเพาะนวัตกรรม Life Sciences และ MedTech ที่ใหญ่ที่สุดในโลก
“ศ.นพ.มล.ชาครีย์ กิติยากร” รองอธิการบดีฝ่ายวิจัย มหาวิทยาลัยมหิดล กล่าวว่าความร่วมมือดังกล่าวสะท้อนการก้าวสู่การเป็น Medical & Health Innovation Ecosystem ของประเทศไทย โดยเป็นครั้งแรกที่สามารถเชื่อมโยงโรงพยาบาล งานวิจัย และภาคอุตสาหกรรมเข้าด้วยกันในระดับ Innovation Sandbox อย่างครบวงจร โมเดลนี้จึงไม่เพียงตอบโจทย์ระบบสุขภาพของประเทศ แต่ยังวางรากฐานให้ประเทศไทยสามารถพัฒนานวัตกรรมทางการแพทย์ที่แข่งขันได้ในระดับโลก
“Sandbox นี้จะช่วยลดช่องว่างระหว่างแนวคิดหรือผลงานวิจัย กับการนําไปใช้จริงกับผู้ป่วย ซึ่งเป็นหัวใจของการเป็น Translational Facility หรือพื้นที่ที่ทำให้ความรู้ เทคโนโลยี และงานวิจัยสามารถแปลความ ไปสู่การใช้งานจริงได้อย่างปลอดภัย มีมาตรฐานและใช้ระยะเวลาสั้นลงกว่ากระบวนการในปัจจุบัน โดยจะทําหน้าที่เป็นกลไกเร่งที่ทำให้งานวิจัยไม่หยุดอยู่ในห้องทดลองหรือบนหิ้ง มีเทคโนโลยีสามารถพัฒนาในบริบทของผู้ป่วยจริง และต่อยอดเชิงพาณิชย์และระดับสากลได้”
ปิดช่องว่างความปลอดภัย เชื่อมั่น Deep Tech
“ศ.คลินิก นพ.อาทิตย์ อังกานนท์” คณบดีคณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล กล่าวว่าหัวใจสำคัญของโครงการนี้ คือ ความปลอดภัยของผู้ป่วย และการยกระดับคุณภาพการรักษา โดยการนำเทคโนโลยีเข้ามาอยู่ในกระบวนการรักษาจริง จะช่วยให้แพทย์สามารถออกแบบการรักษาได้อย่างแม่นยำ ลดระยะเวลา และเพิ่มประสิทธิภาพในการดูแลผู้ป่วยได้ รามาธิบดีจึงทำหน้าที่ทั้งเป็นผู้ให้บริการและผู้กำกับมาตรฐาน เพื่อให้มั่นใจว่านวัตกรรมทุกชิ้นสามารถนำไปใช้ได้อย่างปลอดภัยและเกิดประโยชน์สูงสุดต่อผู้ป่วย
“เทคโนโลยีเหล่านี้ไม่ใช่แค่เครื่องมือเสริม แต่คือการปฏิรูป “Digital Workflow” ในกระบวนการสาธารณสุข การที่โรงพยาบาลทำหน้าที่เป็นทั้งผู้ให้บริการและ “ผู้กำกับมาตรฐาน” จะช่วยปิดช่องว่างด้านความปลอดภัยและสร้างความเชื่อมั่นในการนำนวัตกรรม Deep Tech ไปใช้ในระดับสากล”
ปักหมุดไทยสู่ศูนย์กลาง MedTech
การเปิดตัว Osscentric: Medical Technology Innovation Sandbox คือการประกาศความพร้อมของประเทศไทยในการก้าวขึ้นเป็น “ผู้นำ” ในอุตสาหกรรมเทคโนโลยีทางการแพทย์ระดับโลก โดยมีเป้าหมายที่ชัดเจน 3 หลักสำคัญ ดังนี้ 1.Industrialization: สร้างอุตสาหกรรมอุปกรณ์ทางการแพทย์เฉพาะบุคคลที่แข็งแกร่งและลดการพึ่งพิงต่างชาติอย่างยั่งยืน 2.Competitiveness: ยกระดับมาตรฐาน MedTech ไทยให้ทัดเทียมมาตรฐานสากลด้วย Deep Tech และ IP ของตนเอง และ 3.Regional Hub: ขยายผลความสำเร็จ สู่การเป็นศูนย์กลางนวัตกรรมของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
โดยได้มีการนำประโยชน์จากเครื่องมือแพทย์ อาทิ เทคโนโลยีการพิมพ์สามมิติในการผลิตอุปกรณ์การแพทย์เฉพาะบุคคล ,Magnesium-based Biodegradable Implants หรืออุปกรณ์ดามกระดูกที่ “สลายตัวได้เอง” ,การใช้ Virtual Reality (VR) และเทคโนโลยี AI-driven Surgical Planning เพื่อช่วยจำลองและวางแผนการผ่าตัดล่วงหน้า ,3D Printing เพื่อพิมพ์อุปกรณ์ที่มีความละเอียดระดับไมครอน ช่วยลดเวลาในห้องผ่าตัดและภาวะแทรกซ้อนที่อาจเกิดขึ้นกับคนไข้ได้จริง


