แพทย์เตือนแยกให้ชัด “แพ้อาหาร” หรือ “ร่างกายทนไม่ได้” แนะไม่ควรพาเด็กทดสอบแพ้อาหาร หากไม่เคยมีอาการ ลดเสี่ยงผลบวกลวงและขาดสารอาหาร
KEY POINTS
- กุมารแพทย์ไม่แนะนำให้ตรวจภูมิแพ้อาหารในเด็กที่ไม่เคยมีอาการมาก่อน เนื่องจากมีความเสี่ยงที่จะเกิดผลบวกลวง แล้วงดอาหารโดยไม่จำเป็น อาจทำให้เด็กขาดสารอาหารและกลัวอาหารชนิดนั้น
- ผู้ปกครองควรสังเกตอาการของลูก จากการรับประทานอาหารที่หลากหลายที่บ้านก่อน หากพบอาการผิดปกติ จึงค่อยพาไปพบแพทย์เพื่อตรวจวินิจฉัย
- ย้ำอาการเกิดขึ้นหลังรับประทานอาหาร ต้องแยกให้ชัดระหว่าง 2 ภาวะ คือ แพ้อาหารจริง หรือร่างกายทนไม่ได้ เพราะแนวทางดูแลรักษาต่างกัน
เมื่อเร็วๆนี้ ภายในงาน “Allergy Safe Zone : ปลอดภัยทุกมื้อ” จัดโดยคณะแพทยศาสตร์ศรีสว่างควัฒน ราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ เพื่อให้ นักเรียน นักศึกษา ครู และบุคลากรทั่วไป มีความเข้าใจและตระหนักมากขึ้นว่าการแพ้อาหารคืออะไร และสามารถรับมือได้อย่างไร นอกจากนี้ ยังมุ่งเน้นให้ผู้คนทราบความแตกต่างระหว่างการแพ้อาหารและการไม่ถูกกับอาหาร เพื่อที่จะได้ปฏิบัติตัว ตอบสนอง และจัดการได้อย่างถูกต้อง
พญ.ณัฐนันท์ เรืองกิจไพศาล ,พญ.พิสุทธิกานต์ รังคกูลนุวัฒน์ กุมารแพทย์โรคภูมิแพ้และภูมิคุ้มกัน รพ.จุฬาภรณ์ และดร.รุจาภัค สุทธิวิเศษศักดิ์ อาจารย์ประจำคณะแพทยศาสตร์ศรีสว่างควัฒน ร่วมกันให้ข้อมูลว่า จากสถิติอุบัติการณ์ของประเทศไทย พบว่ามีผู้ที่ผ่านการตรวจด้วยวิธีมาตรฐานแล้วว่าแพ้อาหารจริงๆ อยู่ที่ประมาณ 1% เท่านั้น เมื่อเปรียบเทียบกับต่างประเทศจะพบสูงกว่า โดยอยู่ที่ประมาณ 6%
“ส่วนใหญ่จะพบการแพ้นมวัว ไข่ (ทั้งไข่แดงและไข่ขาว) แป้งสาลี ถั่ว ปลา และถั่วเหลือง ทั้งนี้ อาการจะขึ้นอยู่กับชนิดของอาหารและตัวบุคคล ซึ่งแนะนำว่าสามารถเข้ามาปรึกษาแพทย์ผู้เชี่ยวชาญได้”
ความต่างแพ้อาหารจริง VS ร่างกายทนไม่ได้
อย่างไรก็ตาม ในทางการแพทย์จำเป็นต้องแยก 2 ภาวะที่เกิดขึ้นหลังรับประทานอาหาร คือ แพ้อาหารจริงๆ หรือ เป็นเพียงร่างกายทนไม่ได้ เนื่องจากมีแนวทางในการทดสอบและการรักษาที่แตกต่างกัน
การทนไม่ได้ (Food Intolerance) เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นได้กับคนทั่วไป เมื่อรับสารบางอย่างเข้าสู่ร่างกาย เช่น การดื่มกาแฟแล้วใจสั่นจากคาเฟอีน หรือการรับประทานอาหารบรรจุภัณฑ์ที่มีสารพิษปนเปื้อนจนเกิดอาการอาเจียนและท้องเสีย รวมถึงอาการไม่สบายตัว ท้องอืด ท้องเฟ้อ หรือผายลมบ่อย เพราะร่างกายย่อยหรือจัดการอาหารชนิดนั้นไม่ได้
ขณะที่การแพ้อาหาร (Food Allergy) เกิดจากการที่ระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายตอบสนองต่อสารก่อภูมิแพ้นั้นๆ เช่น การดื่มนมวัวแล้วมีผื่นลมพิษขึ้นทั่วตัวทันที หรือการรับประทานอาหารทะเลแล้วเกิดอาการปากบวม
ไม่แนะนำให้ทดสอบหากเด็กไม่เคยมีอาการมาก่อน
ปัจจุบันมีกระแสที่ผู้ปกครองพาลูกไปตรวจภูมิแพ้อาหารเพื่อเป็นข้อมูลประกอบการเข้าโรงเรียนนั้น มีทั้งข้อดีและข้อควรระวัง
- ข้อดี คือ ถือเป็นเรื่องดีที่ประชาชนตระหนักว่าการแพ้อาหารอันตรายถึงชีวิต การที่โรงเรียนทราบว่าเด็กรับประทานอะไรได้หรือไม่ได้ จะช่วยให้คุณครูกำกับดูแลได้อย่างถูกต้อง
เช่น การให้เด็กสวมป้ายข้อมือหรือป้ายห้อยคอระบุสิ่งที่แพ้เพื่อหลีกเลี่ยงอาหารกลางวันหรืออาหารในงานเลี้ยงได้อย่างเหมาะสม และหากเด็กเผลอรับประทานเข้าไปจนเกิดอาการรุนแรง เช่น ผื่นลมพิษ แน่นหน้าอก หรือหมดสติ คุณครูจะสามารถให้การช่วยเหลือได้ทันท่วงที
- ข้อควรระวัง คือ โดยปกติแพทย์จะไม่ทดสอบหากเด็กไม่เคยมีอาการมาก่อน เนื่องจากผลการตรวจเลือดหรือการตรวจทางผิวหนัง (Skin Test) มีโอกาสเกิดผลบวกลวงหรือขึ้นผลว่าแพ้โดยไม่ได้แพ้จริง หากสั่งงดอาหารทั้งที่ไม่ได้แพ้จริง จะทำให้เด็กขาดสารอาหาร ขาดโอกาสทางสังคมในการรับประทานอาหาร หรืออาจเกิดความกลัวอาหารชนิดนั้นไปเลย ดังนั้น จึงควรตระหนักรู้และเข้าใจอาการ แต่ไม่ควรงดอาหารไปเลยโดยไม่ได้ตรวจเช็กให้ชัดเจน
“แนะนำว่าผู้ปกครองควรพาลูกมาตรวจเมื่อเห็นอาการก่อน โดยควรสังเกตเห็นอาการจากการรับประทานอาหารที่หลากหลายที่บ้านก่อน หากพบอาการผิดปกติค่อยมาตรวจจะมีความเหมาะสมกว่า”
ไม่เคยแพ้ แต่กลับมาเกิดอาการแพ้ภายหลัง
กรณีที่รับประทานอาหารชนิดเดิมมาตลอดโดยไม่เคยแพ้ แต่กลับมาเกิดอาการแพ้ขึ้นในภายหลังนั้น ขึ้นอยู่กับชนิดของอาหาร ซึ่งพบได้เช่นเดียวกันว่าบางคนไม่เคยมีอาการในวัยเด็ก แต่เมื่อโตขึ้นกลับมาแพ้อาหาร เช่น กุ้ง หอย หรือหมึก ทั้งนี้ หากเริ่มมีอาการแพ้กุ้งตอนโตแล้ว ส่วนใหญ่มักจะไม่ค่อยหาย
อย่างไรก็ตาม ในบางสถาบัน หรือบางโรงพยาบาลอาจมีวิธีการบำบัดโดยการให้รับประทาน เพื่อปรับให้ร่างกายสามารถทนต่ออาหารชนิดนั้นได้อีกครั้ง โดยไม่เกิดอาการ แนะนำให้เข้ามาปรึกษาแพทย์ เพื่อซักประวัติเพิ่มเติม ตรวจสอบว่าแพ้จริงหรือไม่ ตรวจทดสอบเพิ่มเติม และประเมินพยากรณ์โรคว่าอาการแพ้อาหารชนิดนั้นจะสามารถหายได้หรือไม่ในอนาคต
“ปัจจุบันยังไม่สามารถหาคำตอบที่ฟันธงได้ 100% ว่าทำไมจึงเกิดการแพ้ แต่ทางการแพทย์ พบว่ามีปัจจัยเสี่ยงหลายอย่าง เช่น การมีประวัติคนในครอบครัวแพ้อาหารอย่างรุนแรง หรือการเคยมีผื่นผิวหนังอักเสบภูมิแพ้มาก่อน ซึ่งอาจเพิ่มโอกาสในการสัมผัสและเกิดการแพ้ได้ ทั้งนี้ สิ่งเหล่านี้เป็นเพียงปัจจัยเสี่ยง และยังไม่มีใครสามารถทำนายได้ 100% ว่าบุคคลใดจะแพ้หรือไม่แพ้อะไร”
วิธีการตรวจทดสอบการแพ้อาหาร มี 2 วิธีหลัก ได้แก่
1.การสะกิดผิวหนัง (Skin Test / Skin Prick Test) โดยนำสารสกัดจากอาหารมาสะกิดบริเวณท้องแขนเพื่อดูการตอบสนอง วิธีนี้ผู้ป่วยต้องงดยาแก้แพ้มาก่อนตรวจ และสามารถแปลผลได้ทันทีใน 15-20 นาที
2.การตรวจเลือด เพื่อวัดปริมาณภูมิคุ้มกันต่อสารที่สงสัยว่าแพ้ โดยส่งตรวจทางห้องปฏิบัติการและรอผลประมาณ 1 สัปดาห์ขึ้นไป วิธีนี้ผู้ป่วยไม่จำเป็นต้องงดยาแก้แพ้ สามารถเจาะเลือดได้ทันที
กลุ่มอาการที่สงสัยว่าแพ้อาหาร
กลุ่มอาการที่สงสัยว่าแพ้อาหาร ส่วนใหญ่จะเป็นอาการทางผิวหนัง เช่น ผื่นลมพิษ ปากบวม ตาบวม หรือมีผื่นร่วมกับอาการอื่น หากมีอาการแพ้รุนแรงมาก จะมีอาการทางระบบหายใจร่วมด้วย เช่น ไอเป็นชุดๆ หอบเหนื่อย หรือแน่นหน้าอก นอกจากนี้ อาจมีปฏิกิริยาทางระบบทางเดินอาหาร เช่น อาเจียน ท้องเสีย หรือปวดท้องอย่างรุนแรง หากพบอาการทางผิวหนังร่วมกับระบบอื่น จะเข้าข่ายภาวะแพ้รุนแรงเฉียบพลัน ต้องรีบส่งโรงพยาบาลทันทีและต้องได้รับยาอะดรีนาลีนฉีดเข้ากล้ามเนื้อ
ส่วนคนที่มีอาการเล็กน้อย แนะนำให้สังเกตว่าหากรับประทานอาหารชนิดเดิมซ้ำๆ แล้วเกิดอาการผิดปกติสม่ำเสมอ ก็สามารถเข้ามาปรึกษาแพทย์ได้
กรณีดื่มมัทฉะ อาจทนคาเฟอีนไม่ได้มากกว่าการแพ้อาหาร
สำหรับกรณีผู้ที่มีอาการคลื่นไส้ อาเจียน หลังดื่มมัทฉะที่มีปริมาณคาเฟอีนสูง มองว่าเป็นภาวะทนคาเฟอีนไม่ได้มากกว่าการแพ้อาหาร แต่หากรับประทานแล้วมีอาการคันปากยิบๆ หรือมีผื่นขึ้น ต้องมาตรวจอย่างละเอียดอีกครั้งว่าแพ้ตัวมัจฉะ หรือแพ้ส่วนผสมอื่น เช่น บาร์เลย์ ข้าว หรือสีผสมอาหาร ทั้งนี้ หากมีอาการวูบร่วมด้วย แนะนำให้ตรวจโรคหัวใจเพิ่มเติม เนื่องจากอาจมีโรคหัวใจเต้นผิดจังหวะอยู่เดิม ซึ่งคาเฟอีนจะเข้าไปกระตุ้นให้อาการรุนแรงขึ้นจนเกิดอาการวูบได้





