ผศ.นพ. สยาม ศิรินธรปัญญา นายแพทย์ทรงคุณวุฒิ หัวหน้างานทางเดินอาหาร กลุ่มงานอายุรศาสตร์ โรงพยาบาลราชวิถี ให้สัมภาษณ์ “กรุงเทพธุรกิจ”ว่า อุบัติการณ์แพ้อาหารของคนไทยพบได้มากขึ้นเรื่อยๆ โดยเฉลี่ยอยู่ที่ประมาณ 5-10 % ของจำนวนประชากร เกี่ยวข้องกับการรับประทานอาหารบางอย่างแล้วเกิดอาการแพ้ ซึ่งเป็นปฏิกิริยาที่ร่างกายแสดงออกมาเพื่อต่อต้านสิ่งแปลกปลอมที่รับประทานเข้าไป
กลุ่มอาหารที่ก่อให้เกิดอาการแพ้นั้นมีความแตกต่างกันไปตามช่วงวัย โดยในกลุ่มเด็กมักจะพบการแพ้อาหาร ประเภทถั่ว นม ผลิตภัณฑ์จากนม และช็อกโกแลต เป็นต้น ในขณะที่กลุ่มผู้ใหญ่มักจะมีอาการแพ้อาหารอื่นๆเพิ่มเติม เช่น อาหารทะเลและอาหารประเภทของหมักดอง พบเพิ่มมากขึ้น
กินสะอาดไป อาจทำให้แพ้อาหาร
ปัจจัยการแพ้อาหารที่เพิ่มสูงขึ้นนี้ไม่ได้เกิดจากปัจจัยเพียงอย่างเดียว แต่เกิดจากหลายปัจจัยร่วมกัน โดยส่วนหนึ่งมีความเกี่ยวข้องกับพันธุกรรม ซึ่งบุคคลที่เป็นโรคภูมิแพ้ เช่น แพ้อากาศ หรือเป็นโรคหอบหืด จะมีความเสี่ยงในการแพ้อาหารได้มากกว่าบุคคลทั่วไป อย่างไรก็ตาม วิถีชีวิตและพฤติกรรมการดำเนินชีวิตในปัจจุบัน มีส่วนสำคัญเช่นกัน ทั้งการรับประทานอาหารที่มีการปรุงแต่งสูง รวมถึง อาการที่สะอาดมากเกินไป หรืออาหารบางอย่างซึ่งกระตุ้นให้เกิดอาการภูมิแพ้ได้ และเกี่ยวข้องสิ่งแวดล้อม เช่น อากาศไม่สะอาด มลพิษPM 2.5
“มีทฤษฎีที่บอกว่าการรับประทานอาหารที่สะอาดมากเกินไป ทำให้ภูมิคุ้มกันร่างกายไม่ได้ฝึกฝน แยกสิ่งแพ้กับสิ่งที่ไม่แพ้ จึงเป็นปัจจัยหนึ่งที่อาจจะมีผลต่อการแพ้อาหาร เพราะบางคนไม่เคยสัมผัสกับสิ่งที่แปลกปลอมเลย พอไปเจอสิ่งที่แปลกปลอมที่ในชีวิตมีโอกาสเจอได้นั้น ก็มีโอกาสเกิดอาการแพ้ได้สูงกว่าคนที่เคยผ่านการสัมผัสสิ่งเหล่านั้นมาก่อนที่โอกาสแพ้ก็อาจจะน้อยลง” ผศ.นพ. สยามกล่าว
คนไทยแพ้กุ้งมากขึ้นหรือไม่
ประเด็นเรื่อกรณีการแพ้กุ้งว่าคนไทยมีการแพ้มากขึ้นหรือไม่ ผศ.นพ. สยาม กล่าวว่า กู้งก็เป็นสัตว์ชนิดหนึ่งที่คนไทยแพ้ได้บ่อยๆ เนื่องจากมีการรับประทานกุ้งปริมาณมาก โดยจะแพ้โปรตีนที่อยู่บริเวณหัวกุ้ง หรือเนื้อกุ้ง ทำให้เกิดอาการแน่นหน้าอก มีผื่นคันตามตัว ปวดท้อง หรือท้องเสีย นอกจากนี้ อาจจะแพ้สารแปลกปลอมที่ใช้ในกระบวนการถนอมอาหาร เช่น น้ำยาแช่เพื่อไม่ให้เนื้อเปื่อย ก็เป็นอีกสาเหตุหนึ่งที่กระตุ้นให้เกิดอาการแพ้ได้มากขึ้น
“อาการแพ้สามารถเกิดขึ้นได้ทุกเมื่อ แม้กระทั่งในบุคคลที่เคยรับประทานอาหารชนิดใดมาตลอดชีวิตโดยไม่เคยมีประวัติการแพ้มาก่อน เนื่องจากภูมิคุ้มกันร่างกาย อาจมีการเปลี่ยนแปลงเมื่อเผชิญกับปัจจัยกระตุ้นซ้ำๆได้เช่นกัน”ผศ.นพ. สยามกล่าว
แพ้อาหารรุนแรง ต้องรักษาภายใน 10-15 นาที
ลักษณะการแพ้อาหารแบ่งออกเป็น 2 กลุ่มหลัก คือ 1.กลุ่มอาการแพ้เฉียบพลัน ซึ่งจะแสดงอาการภายใน 2- 6 ชั่วโมงหลังรับประทานอาหาร โดยจะมีอาการผื่นขึ้น แน่นหน้าอก หายใจไม่ออก ใจสั่น และหากมีความรุนแรงมากอาจทำให้ความดันโลหิตต่ำจนเกิดอาการช็อกและเสียชีวิตได้
และ2.กลุ่มอาการแพ้เรื้อรัง ที่อาจแสดงออกมาในรูปแบบของโรคลมพิษ หรืออาการปวดท้องเรื้อรัง เกี่ยวข้องกับผื่น
ทั้งนี้ การแพ้เฉียบพลันค่อนข้างที่จะอันตราย ถ้าอาการไม่รุนแรงมาก กินยาแก้แพ้ทั่วไปก็อาจจะพอช่วยได้ แต่ถ้าแพ้เฉียบพลันรุนแรงนั้น คนที่มีปัญหาตรงนี้ต้องระวังการแพ้อื่นๆที่เกี่ยวข้องด้วย เช่น คนแพ้กุ้ง ก็ต้องดูว่ามีการแพ้ข้ามไปหาพวกสัตว์เปลือกแข็งอื่นๆด้วยหรือไม่ เช่น กั้ง ปู หอย อาจจะมีอาการแพ้ร่วมด้วยได้
อีกทั้ง การนำไปทำเป็นผลิตภัณฑ์ต่างๆ เช่น กะปิ ข้าวเกรียบ ซอส และต้องระวังร้านอาหารที่ใช้ภาชนะบางอย่างทำอาหารร่วมกับสิ่งที่แพ้ ก็มีโอกาสที่จะแพ้ได้เช่นกันแม้อาหารไม่ได้มีส่วนประกอบของสิ่งที่แพ้โดยตรง
"ช่วงเวลาทองสำหรับผู้ที่มีอาการแพ้เฉียบพลันรุนแรง หากมีอาการเกี่ยวกับระบบหายใจ แน่นหน้าอก หายใจไม่ออก มีเสียงหอดหืดได้วี้ดๆ หรือเรื่องของหัวใจ เช่น การเต้นหัวใจผิดปกติ หรือความดันโลหิตต่ำ ต้องรีบไปถึงมือแพทย์โดยเร็วที่สุดภายใน 10-15 นาที โดยผู้ที่มีประวัติแพ้รุนแรงมาก ควรพกปากกาสำหรับฉีดยาแก้แพ้อัตโนมัติติดตัวไว้เสมอ เพื่อใช้ฉีดเข้ากล้ามเนื้อเบื้องต้นก่อนนำส่งโรงพยาบาล”ผศ.นพ. สยาม กล่าว
กลุ่มที่ควรต้องตรวจคัดกรองการแพ้
ผศ.นพ. สยาม กล่าวด้วยว่า การตรวจคัดกรองการแพ้อาหารมีหลายวิธี เช่น การทดสอบทางผิวหนัง เป็นวิธีที่ค่อนข้างจะง่ายและปลอดภัย ทราบผลภายใน 15 -30 นาที และการเจาะเลือดเพื่อตรวจหาค่า IgE และ IgG โดยมากจะตรวจ IgE สำหรับสารที่แพ้ จะให้ผลที่แม่นยำกว่า ซึ่งจะยึดที่อาการเป็นหลัก ถ้าไม่มีอาการอะไรเลย การตรวจคัดกรองก็อาจจะไม่ได้มีความจำเป็นทีเดียว
แต่หากรับประทานอาหารแล้วมีอาการแพ้บ่อยๆ เช่น แน่นอืด แน่นหน้าอก แล้วไม่แน่ใจว่าแพ้อะไร หรือมีอาการแพ้ที่รุนแรง เช่น ระบบการหายใจ เกี่ยวข้องกับหัวใจที่อาจอันตรายถึงแก้ชีวิต การตรวจคัดกรองก็จะช่วยให้มีความสามารถในการที่บอกได้ว่าตัวเองแพ้อะไรและความรุนแรงของการแพ้ สามารถหลีกเลี่ยงอาหารกลุ่มนั้นได้อย่างถูกต้องและป้องกันอันตรายที่อาจเกิดขึ้น
“อาการแพ้อาหารไม่ใช่เรื่องที่ควรละเลย เพราะบางครั้งอาการอาจแยกได้ยาก จากการติดเชื้อ หรือการที่ร่างกายทนอาหารบางชนิดไม่ได้ เช่น บางคนดื่มนมแล้วมีอาการอืด แน่นท้อง ท้องเสีย ก็ไม่ใข่การแพ้ แต่เป็นเรื่องของการขาดน้ำย่อยนม เป็นต้น ซึ่งการแพ้อาหารก็ควรหลีกเลี่ยงสิ่งที่มีปัจจัยการแพ้ง่ายๆ เช่น อาหารมีการปรุงแต่ง นม ถั่ว ผลิตภัณฑ์นม และอาหารทะเล โดยจำเป็นต้องสังเกตอาหารที่ทานแล้วมีปัญหา และอาการรุนแรงมากน้อยระดับไหน”ผศ.นพ.สยามกล่าว





