วันพฤหัสบดี ที่ 10 กันยายน 2569

Login
Login

รู้หรือไม่? ใช้เอไอ เสี่ยง 'ภาวะหลงผิดถูกชักนำ’ความเสี่ยงทางจิตวิทยา

การใช้งานเครื่องมือ AI ที่สร้างภาพขึ้นมาเองเป็นประจำทุกวัน แต่เมื่อเครื่องมือเหล่านี้แพร่หลายมากขึ้น รายงานเกี่ยวกับอาการทางจิตที่เกิดจาก AI ก็เพิ่มขึ้นเช่นกัน ภาพหลอนที่เกิดจาก AI สามารถสร้างความหลงผิดที่แท้จริงในผู้ใช้ได้

KEY POINTS

  • อาการทางจิตที่เกิดจากเอไอไม่สามารถจัดเป็นภาวะหลงผิดร่วมได้อย่างเต็มปาก เนื่องจากเอไอไม่มีความเชื่อหรือเจตจำนง จึงไม่สามารถเป็นฝ่าย “วิกลจริต” ที่ส่งผ่านความหลงผิดไปสู่มนุษย์ได้
  • “ภาวะความหลงผิดที่ถูกชักนำ”เป็นการอธิบายปรากฏการณ์ที่เอไอทำหน้าที่เป็น “ห้องแห่งสะท้อนเสียง” (echo chamber) ส่วนตัวในปฏิสัมพันธ์แบบหนึ่งต่อหนึ่ง โดยปราศจากกลไกการปรับสมดุลทางสังคมจากผู้คนรอบข้างที่มักช่วยดึงสติเมื่อเกิดความคิดหลุดออกจากความเป็นจริง 
  • สังคมต้องตระหนักถึงความเสี่ยงทางจิตวิทยาจากการใช้งานเอไอ เพื่อนำไปสู่การกำหนดมาตรการป้องกันและดูแลสุขภาพจิตของผู้ใช้เทคโนโลยีอย่างมีประสิทธิภาพในอนาคต

ยุคที่ปัญญาประดิษฐ์เชิงสร้างสรรค์ (generative AI) ก้าวเข้ามามีบทบาทในชีวิตประจำวันของผู้คนนับล้าน ซึ่งการใช้งานเครื่องมือ AI ที่สร้างภาพขึ้นมาเองเป็นประจำทุกวัน แต่เมื่อเครื่องมือเหล่านี้แพร่หลายมากขึ้น รายงานเกี่ยวกับอาการทางจิตที่เกิดจาก AI ก็เพิ่มขึ้นเช่นกัน คำถามที่ควรหาคำตอบคือ ภาพหลอนที่เกิดจาก AI สามารถสร้างอาการหลงผิดที่แท้จริงในผู้ใช้ได้หรือไม่ และถ้าเป็นเช่นนั้น อาการหลงผิดเหล่านั้นแตกต่างจากที่จิตแพทย์เคยพบเห็นมาก่อนหรือไม่

ดร.ฟิลิป คอร์เล็ตต์ (Dr. Philip Corlett) รองศาสตราจารย์ด้านจิตเวชศาสตร์แห่งคณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเยล (Yale School of Medicine) ได้เสนอบทวิเคราะห์ในวารสารวิชาการทางการแพทย์ JAMA Psychiatry เพื่อไขปริศนาทางจิตวิทยาว่า โมเดลภาษาขนาดใหญ่ (Large Language Models: LLMs) สามารถกระตุ้นให้เกิดภาวะหลงผิดหรืออาการทางจิตในผู้ใช้งานได้จริงหรือไม่ แม้ปัจจุบันจะยังไม่มีหลักฐานว่าระบบปัญญาประดิษฐ์มีความรู้สึกนึกคิดหรือจิตสำนึกเป็นของตนเอง แต่นักวิจัยพบว่าพฤติกรรมการโต้ตอบของเอไออาจกลายเป็นชนวนก่อให้เกิดความเชื่อที่คลาดเคลื่อนจากความเป็นจริงอย่างรุนแรงในผู้ใช้งานได้อย่างน่ากังวล

ข่าวที่เกี่ยวข้อง:

'โรคมโน' ไม่ใช่แค่นิสัย แต่เป็นปัญหาสุขภาพจิตที่ต้องรักษา

‘Narcissist’ คนหลงตัวเอง เจอคนใกล้ชิดเป็นแบบนี้ รับมือยังไง ?

เอไอทำหน้าที่ 'ห้องแห่งสะท้อนเสียง' คิดหลุดออกจากความจริง

ดร.คอร์เล็ตต์ อธิบายว่า อาการทางจิตที่เกิดจากเอไอไม่สามารถจัดเป็นภาวะหลงผิดร่วมได้อย่างเต็มปาก เนื่องจากเอไอไม่มีความเชื่อหรือเจตจำนง จึงไม่สามารถเป็นฝ่าย “วิกลจริต” ที่ส่งผ่านความหลงผิดไปสู่มนุษย์ได้ ด้วยเหตุนี้ เขาจึงได้เสนอคำศัพท์ใหม่คือ “ภาวะความหลงผิดที่ถูกชักนำ” เพื่ออธิบายปรากฏการณ์ที่เอไอทำหน้าที่เป็น “ห้องแห่งสะท้อนเสียง” (echo chamber) ส่วนตัวในปฏิสัมพันธ์แบบหนึ่งต่อหนึ่ง โดยปราศจากกลไกการปรับสมดุลทางสังคมจากผู้คนรอบข้างที่มักช่วยดึงสติเมื่อเกิดความคิดหลุดออกจากความเป็นจริง ส่งผลให้ผู้ใช้งานถลำลึกไปกับระบบความคิดที่ผิดแปลกนั้นเพียงลำพัง

แม้ในอดีตผู้ป่วยจิตเวชมักนำบริบททางสังคมมาสร้างเป็นภาวะหลงผิด เช่น ความระแวงองค์กรสายลับ หรือความรู้สึกว่าตนเองถูกถ่ายทำรายการทีวีตลอดเวลา แต่อาการหลงผิดจากเอไอมีความพิเศษและอันตรายกว่าสื่อดั้งเดิมอย่างมาก เนื่องจากเทคโนโลยีนี้ถูกออกแบบมาเพื่อปฏิสัมพันธ์เฉพาะบุคคลและมีพฤติกรรมเอาใจผู้ใช้ โดยเอไอจะจดจำประวัติการใช้งาน พร้อมทั้งเห็นตามและชื่นชมแนวคิดของผู้ใช้ ดังเช่นกรณีของนักคิดชื่อดังที่ป้อนร่างนวนิยายลงในระบบ แล้วเอไอประเมินว่าเป็นผลงานที่ยอดเยี่ยมที่สุดจนทำให้เขาเชื่อว่าระบบมีจิตสำนึก ปฏิกิริยาการประจบประแจงและตอกย้ำความคิดนี้เองที่ทำให้มนุษย์ปักใจเชื่อในสิ่งที่เอไอสร้างขึ้นอย่างง่ายดาย

ตระหนักความเสี่ยงทางจิตวิทยาจากการใช้เอไอ

การศึกษานี้ไม่เพียงช่วยให้สังคมตระหนักถึงความเสี่ยงทางจิตวิทยาจากการใช้งานเอไอ แต่ยังเปิดโอกาสครั้งสำคัญให้กับวงการจิตเวชศาสตร์ในการศึกษากระบวนการเกิดภาวะหลงผิดของมนุษย์ เนื่องจากในอดีต จิตแพทย์ไม่เคยสามารถสังเกตพัฒนาการของภาวะหลงผิดในขณะที่กำลังก่อตัวขึ้นจริงได้ แต่ถอดความบทสนทนาระหว่างมนุษย์กับเอไอจะกลายเป็นชุดข้อมูลมหาศาลที่ช่วยให้นักวิจัยสามารถแกะรอยและเข้าใจกลไกการสร้างความเชื่อที่ผิดปกติของสมองได้อย่างลึกซึ้งยิ่งขึ้น เพื่อนำไปสู่การกำหนดมาตรการป้องกันและดูแลสุขภาพจิตของผู้ใช้เทคโนโลยีอย่างมีประสิทธิภาพในอนาคต

ทำความเข้าใจ 'โรคจิตหลงผิด'อาจจะไม่ใช่เพียงคิดไปเอง

ใครหลาย ๆ คนมักจะมีความเชื่อหรือความคิดเป็นของตัวเองกันอยู่แล้ว ทั้งเรื่องที่ดีและไม่ดี แต่ถ้าหากคิดไปเองจนขัดแย้งหรือเป็นไปไม่ได้กับความเป็นจริงอาจจะเข้าข่าย อาการของโรคจิตหลงผิด ได้ ซึ่งโรคนี้เป็นโรคที่รักษาได้ แต่ต้องทำความเข้าใจให้ถูกต้อง

รศ. พญ.ดาวชมพู นาคะวิโร  ภาควิชาจิตเวชศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล อธิบายเพิ่มเติมว่า โรคที่มีอาการผิดปกติทางความคิด โดยมีอาการ หลงผิด เป็นหลัก มักจะเชื่อมโยงความคิดในความเชื่อที่ผิดจากความเป็นจริงเป็นเวลามากกว่า 1 เดือน ผู้ป่วยโรคนี้ไม่พบว่ามีอาการประสาทหลอนเด่นชัดเหมือนที่พบในโรคจิตเภท (schizophrenia) พฤติกรรมที่แสดงออกมาจะไม่มีความแปลกประหลาดหรือผิดปกติที่เห็นชัดว่าแปลก ส่วนใหญ่ยังทำหน้าที่ของตนเองได้ตามปกติ ยกเว้นการกระทำที่เกี่ยวข้องกับความ หลงผิดเช่น ผู้ป่วยที่มีอาการระแวงว่าตนถูกกลั่นแกล้ง อาจเก็บตัว หรือมีอารมณ์โกรธรุนแรง ที่สัมพันธ์กับอาการได้ มักเกิดในช่วงวัยกลางคนถึงสูงอายุ

อาการ ของโรคจิตหลงผิด

อาการของโรคแบ่งได้เป็น 5 ประเภท ดังนี้

1. Erotomanic type คือ หลงผิดคิดไปเองว่ามีคนหลงรักตน โดยเฉพาะบุคคลที่มีชื่อเสียง เช่น ดารา นักร้อง

2. Grandiose type คือ หลงคิดว่าตนเองยิ่งใหญ่ มีความสามารถเหนือคนอื่น หรือเป็นคนสนิทเกี่ยวข้องกับบุคคลสำคัญ

3. Jealous type คือ คิดว่าตนเองกำลังถูกนอกใจ ไม่ซื่อสัตย์ โดยไม่มีหลักฐานหรือเหตุผล

4. Persecutory type คือ หวาดระแวงคิดว่ามีคนกลั่นแกล้ง หรือจะมาทำร้ายตนเอง

5. Somatic type คือ หลงผิดเกี่ยวกับร่างกาย คิดว่าตนเองรูปร่างผิดปกติ หรืออวัยวะทำงานบกพร่อง

เช็กสาเหตุของ โรคจิตหลงผิด

  • พันธุกรรม พบว่าผู้ที่มีประวัติคนในครอบครัวเป็น โรคจิตหลงผิดหรือโรคจิตเภทมีโอกาสเกิดโรคนี้ได้มากขึ้น
  • ปัจจัยด้านชีวภาพ สันนิษฐานว่าสมองที่เกี่ยวข้องกับการรับรู้และความคิดทำงานผิดปกติ หรือสารชีวเคมีในสมอง (neurotransmitter) ที่ไม่สมดุลทำให้เกิด อาการ หลงผิดได้
  • ปัจจัยด้านจิตใจและสังคม เชื่อว่าการเลี้ยงดูในวัยเด็กที่ขาดความอบอุ่น โดยเฉพาะช่วงต้นที่พัฒนาความไว้วางใจ ส่งผลให้มีการใช้กลไกทางจิตที่ทำให้เกิดอาการตามมาได้ นอกจากนี้ยังพบในผู้ที่มีความเครียดสูง ได้รับความกดดันจากสภาวะทางสังคม

วิธีการรักษาโรคจิตหลงผิด

หากสงสัยว่าตัวเองหรือคนใกล้ตัวมีแนวโน้ม อาการ ที่จะเป็นโรคนี้ควรปรึกษาแพทย์ เพื่อรับการรักษาการรับประทานยาสม่ำเสมอ ติดตามนัดอย่างต่อเนื่อง เปิดใจพูดคุยเรื่องที่รบกวนจิตใจ จะทำให้ อาการ ของโรคหลงผิด ดีขึ้น

ความสัมพันธ์ที่ดีทั้งในครอบครัวและคนใกล้ชิดเป็นสิ่งที่สำคัญ ด้วยความเข้าใจและรับฟังสิ่งที่ผู้ป่วยคิดโดยไม่โต้แย้ง แต่ก็ไม่สนับสนุนความหลงผิดของผู้ป่วย ให้กำลังใจผู้ป่วยถ้ามีความเครียดหรืออารมณ์ที่เป็นสาเหตุหรือผลจากความหลงผิดนั้น

อ้างอิง: Yale University , RAMA CHANNEL , สวทช.