วันอาทิตย์ ที่ 26 กรกฎาคม 2569

Login
Login

วิกฤติ 'Thailand Aging' เงินไม่พอ คนดูแลหาย โรคNCDs พุ่ง

ประเทศไทยกำลังเผชิญกับ "การบิดเบี้ยวเชิงโครงสร้างประชากร"  เมื่อประเทศก้าวเข้าสู่ "สังคมสูงวัยอย่างสมบูรณ์"  โดยมีประชากรอายุ 60 ปีขึ้นไปสูงถึง 21% แต่สัญญาณเตือนภัยที่น่ากลัวกว่าตัวเลข คือ ปรากฏการณ์ "จำนวนคนตายมากกว่าคนเกิด" ซึ่งไม่ใช่เพียงแค่สถิติสาธารณสุข  แต่เป็นระเบิดเวลาทางการคลังที่กำลังสั่นคลอนยุทธศาสตร์ชาติ

จากงานแถลงผลข้อมูลสำรวจสุขภาพประชาชนไทย โดยการตรวจร่างกาย ครั้งที่ 7 พ.ศ. 2567-2568 “ถอดรหัสสุขภาพผู้สูงอายุไทย: ข้อมูลเพื่ออนาคตสังคมสูงวัย” ดำเนินการโดยคณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี ร่วมกับ สถาบันวิจัยระบบสาธารณสุข (สวรส.) และ สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ซึ่งได้สำรวจตัวอย่างแบบ multi-stage stratified probability sampling จากประชาชนไทยที่อาศัยใน 20 จังหวัดทั่วประเทศ และ กทม. อายุ 15 ปีขึ้นไป 23,760 คน ดำเนินการเก็บข้อมูลภาคสนาม เมื่อสิงหาคม 2567 - เมษายน 2568 ผลการสำรวจได้ผู้เข้าร่วมการศึกษา 22,822 คน คิดเป็นอัตราตอบกลับร้อยละ 96.1

การวิเคราะห์ข้อมูลดังกล่าว พบวิกฤติ 3 ด้านสำคัญ ได้แก่ วิกฤติรายได้ รายได้ผู้สูงอายุลดลงอย่างน่าใจหาย จากที่เคยมีความเพียงพอ 60% ในอดีต ปัจจุบันลดลงเหลือเพียง 38% และเบี้ยผู้สูงอายุได้กลายเป็น "เส้นเลือดใหญ่" ของคนกว่า 60% แทนที่จะเป็นเพียงสวัสดิการเสริม ขณะที่ วิกฤติภาวะพึ่งพิง ผู้สูงอายุกว่า 4 ล้านคน ไม่สามารถทำกิจวัตรพื้นฐานเองได้ และจุดที่อันตรายที่สุดคือการสูญเสียทักษะสมองและสังคมที่ทำให้ผู้สูงอายุต้องถูกขังอยู่ในบ้าน และ วิกฤติผู้ดูแล ภาวะล้มละลายของการดูแลกำลังเกิดขึ้นจริง เมื่อสัดส่วนผู้ที่ต้องการคนดูแลแต่ "ไม่มีคนดูแล" พุ่งสูงจาก 15% เป็น 55% (9 แสนคน) ภายในเวลาเพียง 10 ปี

ข่าวที่เกี่ยวข้อง:

ศิริราช เปิดตัวนวัตกรรมรักษาลิ่มเลือดอุดกั้นปอดเรื้อรัง สำเร็จแล้ว 23 ราย

สูงวัยอยู่กับบุตรลดลง เหลือเพียงประมาณ 27%

รศ.พญ.เริงฤดี ปธานวนิช  อาจารย์แพทย์ภาควิชาเวชศาสตร์ชุมชน คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี กล่าวว่า การเปลี่ยนแปลงโครงสร้างประชากรไทย 30 ปี พ.ศ.2538-2568 ประเทศไทยเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุอย่างสมบูรณ์ มีประชากรที่มีอายุ 60 ปีขึ้นไปสัดส่วนสูงถึง 21.4% ของประชากรทั้งหมด อีกทั้งแนวโน้มการเข้าถึงอินเทอร์เน็ตของผู้สูงอายุ 60 ปี ขึ้นไป เทียบกับเด็กอายุ 6-14 ปี  พบว่า ผู้สูงอายุใช้อินเทอร์เน็ต 73% ขณะที่เด็กอายุ 6-14 ปี 97% 

นอกจากนี้ เทรนด์การอยู่อาศัยของผู้สูงอายุไทย ความต่างระหว่างเมืองและชนบท พบว่า ผู้สูงอายุในเมืองมีแนวโน้มอยู่คนเดียวสูงกว่าชนบทอย่างชัดเจน โดยในปี 2568 สัดส่วนผู้สูงอายุในเมืองที่คนเดียวพุ่งสูงถึง 11.2%ซึ่งสูงกว่าในเขตชนบทอยู่ที่ 8.8% และมีอัตราการเติบโตที่ต่อเนื่องกว่า

ขณะที่ การอยู่กับคู่สมรส พบว่า การอยู่กับคู่สมรสในชนบทพุ่งจาก 17.6% เป็น 24.2% แสดงให้เห็นว่าคู่สามีภรรยาผู้สูงอายุต้องดูแลกันเองมากขึ้นในพื้นที่ชนบท 

และการอยู่กับบุตร สัดส่วนการอยู่กับบุตรลดลงจากประมาณ 1ใน3 ในปี 2552 เหลือเพียงประมาณ 27% ในปี 2568 สะท้อนถึงการเปลี่ยนแปลงของโครงสร้างเศรษฐกิจและสังคม และการอยู่กับครอบครัว 3 รุ่น พบว่า แม้ในเมืองจะมีความผันผวน แต่ในเขตชนบทสัดส่วนการอยู่แบบ 3 รุ่นยังคงรักษาความเข้มแข็งไว้ได้ที่ 32.3% ในปี2568 ซึ่งสูงกว่าเขตเมือง

พึ่งพิงในกิจวัตรประจำวันของผู้สูงอายุเพิ่มขึ้นเกือบเท่าตัว

“ในปี 2568 มีผู้สูงอายุอยู่ตามลำพัง 1.4 ล้านคน เป็นผู้หญิง (1 ล้านคน)มากกว่าผู้ชาย (4 แสนคน) ถึง 2.4 เท่า แบ่งเป็นอายุ 60-69 ปี 7 แสนคน อายุ 70-79 ปี 5 แสนคน และ 80 ปีขึ้นไป 2 แสนคน ส่วนแนวโน้มการทำงานของผู้สูงอายุไทย สัดส่วนการทำงานภาพรวมพุ่งสูงขึ้น 1.5 เท่า เพศหญิงมีอัตราการเติบโตของการทำงานสูงกว่าเพศชาย แต่ปัญหาช่องว่างระหว่างเพศยังคงมีอยู่แต่ลดน้อยลง และขณะนี้ 70% ของประเทศต่างๆ อายุเกษียณมากกว่า 60 ปี เฉลี่ยอายุ 63 ปี”

ด้านสุขภาพ พบว่า แนวโน้มการพึ่งพิงในกิจวัตรประจำวันของผู้สูงอายุเพิ่มขึ้นเกือบเท่าตัว ระหว่าง พ.ศ. 2552-2568 จาก 15.5% เป็น 28% หรือประมาณ 4 ล้านคน โดยเฉพาะพื้นที่ภาคอีสานที่มีสัดส่วนผู้สูงอายุที่มีภาวะพึ่งพิงสูงที่สุดถึง 36% อย่างไรก็ตามสัดส่วนของผู้สูงอายุที่ต้องการผู้ดูแลมีเพียง 12% ของผู้สูงอายุทั้งหมด หรือ 1.8 ล้านคน แต่ในจำนวนที่ต้องการผู้ดูแล กลับไม่มีผู้ดูแลถึง 55% หรือเกือบ 1 ล้านคน ซึ่งปัจจุบันพบว่าผู้ที่ดูแลผู้สูงอายุกว่า 95% เป็นคนในครอบครัว หากเปรียบเทียบระหว่างภูมิภาคพบว่า ผู้สูงอายุในภาคอีสานน่าเป็นห่วงที่สุดเพราะมีอัตราของภาวะพึ่งพิง พลัดตกหกล้ม รายได้ไม่เพียงพอ ต้องการผู้ดูแลแต่ไม่มี และความเสี่ยงโรคเรื้อรัง  ที่สูงกว่าภาคอื่น ๆ เช่น โลหิตจาง ไตวายเรื้อรัง และภาวะเมทาบอลิก

ผู้สูงอายุมีงานทำสุขภาพดีกว่าไม่ได้ทำงาน

รศ.พญ.เริงฤดี กล่าวด้วยว่า จากข้อมูลการสำรวจ พบว่า ผู้สูงอายุที่ยังทำงานมีสุขภาพดีกว่าผู้สูงอายุที่ไม่ได้ทำงานอย่างชัดเจน ทั้งอัตราโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง เช่น เบาหวาน ความดันโลหิตสูง ภาวะเมทาบอลิก อ้วนลงพุง และสมองเสื่อม ต่ำกว่า นอกจากนี้ยังพบกลุ่มที่ยังทำงานมีกิจกรรมทางกายที่เพียงพอสูงกว่า มีความเสี่ยงของภาวะซึมเศร้าและพลัดตกหกล้มต่ำกว่ากลุ่มที่ไม่ได้ทำงาน นอกจากการทำงาน การมีกิจกรรมทางสังคมของผู้สูงอายุก็มีความสัมพันธ์กับสุขภาพที่ดีกว่าของผู้สูงอายุเช่นกัน

“วิถีชีวิตของผู้สูงอายุเปลี่ยนไปจากเดิม ประกอบกับการทำงานและการมีส่วนร่วมทางสังคม ส่งผลดีต่อผู้สูงอายุ คิดว่าสังคมควรเปลี่ยนมุมมอง ก้าวข้ามคำว่า “สูงอายุ” ปรับนิยามผู้สูงอายุ จาก 60 ปี เป็น 65 ปีขึ้นไป ร่วมกับการปรับมาตรการต่าง ๆ เช่น สนับสนุนการจ้างงานกลุ่มผู้สูงอายุ ปรับเปลี่ยนอายุการเกษียณ รวมทั้งปรับสวัสดิการและสร้างหลักประกันเพื่อรองรับ นอกจากนี้ควรส่งเสริมการมีพื้นที่กิจกรรมทางสังคมให้กับผู้สูงอายุ และให้น้ำหนักกับนโยบายเชิงป้องกันเพื่อให้ผู้สูงอายุสุขภาพดีมากกว่านโยบายที่มองผู้สูงอายุเป็นภาระ” รศ.พญ.เริงฤดี กล่าว

แนะคัดกรองภาวะสมองเสื่อมในสูงวัย

ด้านผศ.พญ.ชโลบล เฉลิมศรี อาจารย์แพทย์ผู้เชี่ยวชาญเวชศาสตร์ผู้สูงอายุ คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล กล่าวว่าสถานการณ์ภาวะสมองเสื่อมของผู้สูงอายุไทย ระบุปัญหาสมองเสื่อมถือเป็นประเด็นด้านสาธารณสุขที่สำคัญในประชากรผู้สูงอายุไทย อาการของภาวะสมองเสื่อมที่พบบ่อย ได้แก่ หลงลืม หลงทางที่คุ้นเคย ความสามารถในการจัดการสิ่งต่าง ๆ และการดูแลตนเอง แย่ลง นึกคำไม่ออก ใช้คำผิด สับสนวันเวลา สมาธิไม่ดี และมีอารมณ์หรือบุคลิกภาพเปลี่ยนไป โดยในระยะแรกจะยังไม่ส่งผลกระทบต่อการประกอบกิจวัตรประจำวัน และเมื่อโรคดำเนินไปถึงขั้นสมองเสื่อมแล้วจะกระทบต่อกิจวัตรประจำวันพื้นฐาน

จากข้อมูล NHES 7 ซึ่งได้ทำการลงพื้นที่สำรวจประชากรในทุกภูมิภาคทั่วประเทศ โดยใช้แบบทดสอบ MoCA-B ร่วมกับการประเมินความสามารถในการประกอบกิจวัตรประจำวัน พบว่า มีผู้สูงอายุที่มีภาวะการรู้คิดหรือสมรรถภาพสมองถดถอยในสัดส่วนสูงถึง ร้อยละ 16.5 โดยจำแนกเป็นเพศชายร้อยละ 18.7 และเพศหญิงร้อยละ 13.4 โดยในกลุ่มนี้มีผู้สูงอายุร้อยละ 3.7 ที่มีความบกพร่องของสมรรถภาพสมองมากจนส่งผลกระทบต่อการดำเนินชีวิตประจำวัน

“นอกจากนั้นยังพบว่าสมรรถภาพสมองยังเกี่ยวข้องกับ อายุ การศึกษา เศรษฐานะ การประกอบอาชีพ ภูมิลำเนารวมถึงโรคเรื้อรังต่าง ๆ เช่น โรคไตเรื้อรังและโรคหลอดเลือดสมอง อีกด้วย ดังนั้นการคัดกรองภาวะสมองเสื่อมจึงมีความสำคัญโดยอาจพิจารณาทำให้กลุ่มที่มีความเสี่ยงก่อน” ผศ.พญ.ชโลบล กล่าวเพิ่มเติม

อัตราการป่วยด้วยโรค NCDs ในผู้สูงอายุสูง

ศ.นพ.วิชัย เอกพลากร คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี กล่าวว่า ปัญหาด้านสุขภาพที่สำคัญของผู้สูงอายุคือโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCDs) ที่จะมีอัตราป่วยสูงขึ้นเมื่ออายุเพิ่มขึ้นเริ่มตั้งแต่ช่วงอายุประมาณ 40 ปี และสูงสุดเมื่อเข้าสู่วัยสูงอายุ ในช่วงเวลา 20 ปีที่ผ่านมา ระหว่าง พ.ศ. 2547-2568 อัตราป่วยด้วยโรค NCDs เพิ่มขึ้นในกลุ่มผู้สูงอายุ กล่าวคือ เบาหวานเพิ่มจาก 14.3% เป็น 20.8% ภาวะน้ำหนักเกินหรืออ้วน เพิ่มจาก 24.6% เป็น 38.5% และความดันโลหิตสูงเพิ่มจาก 51.6% เป็น 62.9%

ขณะเดียวกันแม้ว่ากลุ่มสูงอายุเป็นกลุ่มที่เข้ารับบริการการคัดกรองโรค NCDs ได้รับการรักษา และควบคุมโรค ได้ดีกว่าวัยทำงาน แต่สัดส่วนของการควบคุมโรคไม่ดียังอยู่ในระดับสูง เช่น เบาหวานมีถึง 44.2% และความดันโลหิตสูง 30.5% ของผู้สูงอายุที่ได้รับการรักษาแต่ยังควบคุมระดับน้ำตาล หรือความดันโลหิตไม่ได้ตามเกณฑ์ นอกจากนี้ยังพบว่าผู้สูงอายุที่เป็นเบาหวานและความดันโลหิตสูงเพิ่มความเสี่ยงไตวายเรื้อรังถึง 2 เท่า

ศ.นพ.วิชัย กล่าวเพิ่มเติมว่า อัตราการป่วยด้วยโรค NCDs ในผู้สูงอายุ สวนทางกับพฤติกรรมเสี่ยงทางสุขภาพที่สูงที่สุดในวัยรุ่นและวัยทำงาน และลดลงในวัยสูงอายุ ซึ่งชี้ให้เห็นว่าพฤติกรรมเสี่ยงทางสุขภาพตั้งแต่วัยรุ่นส่งผลต่อการป่วยด้วย NCDs ในวัยสูงอายุ

ดังนั้น การปรับเปลี่ยนพฤติกรรมเสี่ยงจึงควรทำตั้งแต่กลุ่มวัยรุ่นหรือวัยทำงาน ส่วนในวัยสูงอายุ การปรับเปลี่ยนพฤติกรรมที่ควรเน้น คือ การบริโภคอาหาร และกิจกรรมทางกายที่เหมาะสม ซึ่งจากข้อมูลพบว่า ผู้สูงอายุที่บริโภคอาหารประเภทธัญพืชเป็นประจำความเสี่ยงcลดลงเฉลี่ย 22-26% แต่หากบริโภคอาหารแปรรูปหรือเนื้อสัตว์เป็นประจำ ระดับไขมันจะสูงขึ้นเฉลี่ย 17-50% นอกจากนี้พบว่าผู้สูงอายุที่มีกิจกรรมทางกายน้อย เพิ่มความเสี่ยงเบาหวานถึง 23%