คำถามจึงไม่ใช่เพียงว่า “ผู้สูงวัยควรใช้ AI หรือไม่” แต่ควรถามให้ชัดขึ้นว่า “ผู้สูงวัยต้องปรับตัวแค่ไหน จึงจะใช้ AI ได้อย่างเป็นประโยชน์และปลอดภัย”
คำตอบสั้นๆ คือ จำเป็นต้องปรับตัว แต่ไม่จำเป็นต้องปรับตัวแบบเร่งรีบ หรือกดดันให้เก่งการใช้เครื่องมือเท่าคนรุ่นใหม่ สิ่งที่จำเป็นกว่า คือ การมีทักษะพื้นฐานพอที่จะไม่ถูกทิ้งไว้ข้างหลังในสังคมที่เทคโนโลยี AI เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งในชีวิตประจำวันมากขึ้น
แม้หลายคนอาจมองว่า AI เป็นการใช้เครื่องมือแบบหนึ่ง และคนที่มีทักษะทางด้านไอที หรือคนรุ่นใหม่และเด็กๆ อาจมีความคล่องแคล่วมากกว่าผู้สูงวัย แต่สำหรับผมแล้วอาจเห็นต่างว่าการใช้เทคโนโลยี AI ไม่ใช่เรื่องยาก มันเสมือนการใช้อุปกรณ์อย่างมือถือ การเล่นอินเทอร์เน็ต หรือใช้โซเชียลมีเดีย ที่ผู้สูงอายุจำนวนมากสามารถใช้ได้อย่างคล่องแคล่วไม่แพ้เด็กๆ รุ่นใหม่ บางครั้งผู้สูงอายุอาจรู้จักประยุกต์ใช้งานเครื่องมือ AI ได้ดีกว่าด้วย เพราะพวกเขาสามารถเอาประสบการณ์และชีวิตจริงมาสั่งให้ AI ช่วยงานได้
จริงๆ ผมเองก็จัดว่าเป็นผู้สูงวัยเพราะอายุเกิน 60 ปี แต่ผมยังใช้เครื่องมือ AI หลายตัวได้คล่องแคล่ว รวมถึงการติดตามเทคโนโลยี AI ใหม่ๆ ตลอดเวลา และบ่อยครั้งที่ผมจะทดลองใช้เครื่องมือ AI ใหม่ๆ ด้วยการเล่นโมเดล AI ตัวล่าสุด รวมถึงทำงานและใช้ชีวิตประจำวันอยู่กับ AI ตลอดเวลา หากใครติดตามงานของผมใน Facebook หรือการบรรยายของผม จะพบว่าผมนำ AI มาใช้ในงานทุกด้าน เสมือน AI เป็นปัจจัยหนึ่งในชีวิตประจำวัน และมองเครื่องมือ AI ว่าไม่ได้มีความซับซ้อนอะไร ใครๆ ก็เล่นได้
นอกจากนั้น ตั้งแต่ต้นปีที่แล้วผมได้จัดอบรม AI ให้เพื่อนร่วมรุ่นคณะวิศวกรรมศาสตร์หลายครั้ง ตั้งชื่อหลักสูตรว่า “เปิดโลก AI วัยเกษียณ” สอนเพื่อนๆ ใช้ AI อบรมครั้งละสามชั่วโมง สอนเพื่อให้ความรู้ด้าน AI กับเพื่อนๆ พวกเราเข้าเรียนมหาวิทยาลัยพร้อมกันเมื่อกว่า 40 ปี พอเรียนจบก็แยกย้ายกันไป ผมจึงชวนเพื่อนๆ ว่า “มาเรียน AI ด้วยกันไหม”
ตอนจัดครั้งแรกคิดว่าจะมากันสัก 7-8 คน พอถึงวันอบรมมากัน 30 คน เหมือนกับมาเรียนด้วยกันอีกครั้งในยามเกษียณ สิ่งที่พบบ่อยๆ คือ ผู้ใหญ่จะรู้จักประยุกต์ใช้ AI ได้ดี การสอนจึงเป็นแค่แนะนำว่าเครื่องมือแต่ละตัวเหมาะกับงานแบบไหน เพียงช่วงแรกเท่านั้นที่อาจจะใช้เครื่องมือไม่คล่อง แต่พอเริ่มคล่อง จะเห็นว่าท่านเหล่านั้นสามารถนำมาช่วยงานได้อย่างดี
แต่พอเริ่มสอน พบว่า บางคนใช้เป็นประจำอยู่แล้วและด้วยประสบการณ์การทำงานของเพื่อนๆ ผสมผสานกับการนำ AI ไปประยุกต์ใช้ สิ่งที่สอนจึงไม่ใช่แค่เป็นประโยชน์ต่อการใช้ชีวิตประจำวันของเพื่อนในวัยเกษียณ แต่ยังจะช่วยให้เพื่อนๆ ไปให้คำปรึกษากับน้องๆ รุ่นลูกรุ่นหลาน ในการทำงานหรือการเรียนได้อย่างเข้าใจ และเพื่อนบางคนยังทำงานอยู่ ก็จะเอาไปประยุกต์ใช้ในการทำงานได้ดียิ่งขึ้น คนมีประสบการณ์คนเก่งเมื่อได้ใช้ AI เขาจะใช้งานได้ดีมากพอควร
ล่าสุดเมื่อเดือนเมษายน ผมจัดให้เพื่อนๆ ของพี่ชายที่เกษียณอายุแล้วมาอบรมคล้ายกัน 30 คน รอบนี้ได้ผู้สูงวัยหลายท่านที่มีประสบการณ์การทำงานในหลายวงการ โดยเฉพาะด้านการธนาคาร ซึ่งอาจแตกต่างจากเพื่อนร่วมรุ่นที่จบวิศวกรรมศาสตร์ สิ่งที่พบก็คล้ายกันครับแม้หลายท่านจะอายุมากแล้ว แต่ก็เคยเล่นเครื่องมือ AI มาก่อน และพอสอนใช้เครื่องมือบางตัวก็พบว่าหลายคนก็สามารถนำไปประยุกต์ใช้ได้อย่างคล่องแคล่วในงานที่เขาอยากให้ AI มาช่วยทำ
นอกจากนี้ ยังมีผลวิจัย Silver Age Technology Adoption ของวิทยาลัยการจัดการ มหาวิทยาลัยมหิดล (CMMU) ที่เปิดเผยเมื่อปลายปีที่แล้ว พบว่ากลุ่มคนวัย 50 ปีขึ้นไปในไทยกว่า 94% เคยใช้งาน AI มาแล้ว โดยเครื่องมือยอดนิยมอันดับหนึ่งคือ ChatGPT ที่มีผู้ใช้งานถึง 72% รองลงมาคือ Google Gemini และ Microsoft Copilot ผลการวิจัยนี้ทำให้เราอาจต้องเปลี่ยนความคิดที่ว่าผู้สูงอายุเป็นกลุ่มที่ตามเทคโนโลยีไม่ทันไปจนหมดสิ้น
ที่น่าสนใจกว่านั้น คือ อัตราการใช้อินเทอร์เน็ตในกลุ่มผู้สูงวัยไทยพุ่งจาก 18.2% ในปี 2560 มาอยู่ที่ 69.3% ในปี 2567 และคนกลุ่ม Silver Age ที่ใช้อุปกรณ์ดิจิทัลทุกวันมีมากกว่า 19.6 ล้านคน ใช้เวลาออนไลน์เฉลี่ย 4 ชั่วโมงต่อวัน ซึ่งเทียบเท่ากับคนวัยทำงาน
ตัวเลขเหล่านี้เป็นการบอกว่าคำถามที่ว่า “ผู้สูงวัยต้องปรับตัวเพื่อใช้ AI หรือไม่” จริงๆ แล้วเป็นคำถามที่ตกยุคไปแล้ว เพราะส่วนใหญ่ปรับตัวไปเรียบร้อยแล้วโดยไม่รู้ตัว แต่คำถามที่สำคัญกว่าคือ “ปรับตัวอย่างไรให้ปลอดภัยและได้ประโยชน์สูงสุด” เพราะสิ่งหนึ่งที่น่าเป็นห่วงมากกว่าคือด้านมืดของ AI ที่กำลังเล็งกลุ่มผู้สูงวัยเป็นเป้าหมายโดยตรง
รายงาน Internet Crime Report ของ FBI ปี 2025 ระบุว่า ผู้สูงอายุในสหรัฐสูญเงินจากการหลอกลวงที่ใช้ AI ถึง 352 ล้านดอลลาร์ในปีเดียว และยิ่งมีเทคโนโลยี AI อย่าง Deepfake ที่สามารถทำการปลอมหน้าหรือเสียง เลียนแบบใครก็ได้โดยแทบแยกไม่ออกก็ยิ่งทำให้ต้องระวังการใช้งานเทคโนโลยีอย่างมาก และในไทยเองก็มีการออกมาเตือนเรื่องมิจฉาชีพใช้ AI ปลอมเสียงญาติพี่น้องหลอกโอนเงินไปแล้วตั้งแต่กลางปี 2568
ดังนั้นผู้สูงวัยอาจไม่ใช่แค่ต้องมาเรียนทักษะ AI แต่ทักษะที่จำเป็นจริงๆ ปัจจุบัน คือ การรู้ว่า AI ทำอะไรได้บ้าง เพราะการได้รู้ว่า AI ถูกใช้เป็นเครื่องมือในการหลอกลวงในรูปแบบใดก็เพื่อให้เกิดความตระหนักและระวังตัว รวมถึงการมีคนรอบข้างที่ช่วยตรวจสอบเมื่อเกิดความสงสัย ก็เป็นสิ่งที่จำเป็น เพราะมักพบว่าผู้สูงอายุที่ตกเป็นเหยื่อมิจฉาชีพออนไลน์ส่วนใหญ่ไม่ใช่คนที่ไม่มีการศึกษา แต่เป็นคนที่ไม่มีใครอยู่ข้างๆ ในนาทีที่ต้องตัดสินใจเร่งด่วน
สำหรับไทยที่กำลังเป็นสังคมสูงวัยในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า เราควรต้องสนใจออกแบบระบบ AI ที่เป็นมิตรกับผู้สูงวัย ทั้งในแง่การออกแบบแอป AI ต่างๆ ที่ควรมีตัวอักษรใหญ่ ขั้นตอนการใช้งานต้องไม่ซับซ้อน รวมถึงโครงสร้างกฎหมายที่ปกป้องผู้สูงวัยจาก AI scam อย่างจริงจัง ลูกหลานเองก็ควรเปลี่ยนบทบาทจากการ “ห้ามไม่ให้พ่อแม่ใช้” มาเป็น “พาท่านเข้าใจและใช้อย่างปลอดภัย”
ผมเชื่อว่าผู้สูงวัยไทยพร้อมกว่าที่หลายคนคิด สิ่งที่ขาดไม่ใช่ความสามารถในการเรียนรู้ แต่เป็นระบบนิเวศที่เหมาะกับวัย คนที่จะอยู่รอดในยุค AI ไม่ใช่คนหนุ่มสาวที่เก่งเทคโนโลยีที่สุด แต่เป็นคนทุกวัยที่รู้จักใช้ AI อย่างมีสติ รู้ว่าเมื่อไหร่ควรพึ่ง เมื่อไหร่ควรถอย

