วันอาทิตย์ ที่ 5 กรกฎาคม 2569

Login
Login

หนุน‘ฝากไข่-ทำอิกซี่”แก้ปัญหาเด็กเกิดน้อย  แนะรัฐใช้ภาษีจูงใจ

ประเทศไทยเข้าสู่สภาวะ “สังคมสูงวัยอย่างสมบูรณ์” (Aged Society) สวนทางกับสถิติตัวเลขเด็กเกิดใหม่ที่ลดต่ำลงทุบสถิติในรอบหลายทศวรรษ การเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจและค่านิยมทางสังคมส่งผลให้ประชากรคนรุ่นใหม่ โดยเฉพาะกลุ่มเจเนอเรชันวาย (Gen Y) และเจเนอเรชันซี (Gen Z) เลือกที่จะแต่งงานช้าลง หรือชะลอการมีบุตรออกไป เนื่องจากปัจจัยความมั่นคงทางการเงินและหน้าที่การงาน ปรากฏการณ์นี้ส่งผลกระทบต่อความมั่นคงเชิงโครงสร้างประชากรในอนาคต แต่ในขณะเดียวกัน กลับกลายเป็น “โอกาสทอง” และปัจจัยเร่งการเติบโตของธุรกิจสถาบันการแพทย์เพื่อการเจริญพันธุ์

ในทางเวชศาสตร์การเจริญพันธุ์ ช่วงอายุที่เหมาะสมที่สุดในการมีบุตรของผู้หญิงคือระหว่าง 20-35 ปี เนื่องจากเป็นช่วงที่รังไข่มีความสมบูรณ์สูง มีปริมาณและคุณภาพของไข่ในเกณฑ์ที่ดีที่สุด อีกทั้งความเสี่ยงต่อภาวะแทรกซ้อนระหว่างตั้งครรภ์หรือความผิดปกติทางโครโมโซมของทารก (เช่น กลุ่มอาการดาวน์) ยังมีอัตราที่ต่ำ

อย่างไรก็ตาม เมื่อตัดภาพกลับมาที่โลกแห่งความเป็นจริงเชิงเศรษฐกิจและสังคม ยุคสมัยปัจจุบันกลับพบว่า “วัยที่พร้อมทางการแพทย์” มักสวนทางกับ “วัยที่พร้อมทางเศรษฐกิจ” ประชากรวัยทำงานส่วนใหญ่ในปัจจุบันเริ่มสร้างรากฐานชีวิตและความมั่นคงในหน้าที่การงานได้อย่างแท้จริงเมื่ออายุย่างเข้าสู่เลข 3 ขึ้นไป ส่งผลให้คู่สมรสจำนวนมากเริ่มวางแผนมีบุตรคนแรกในช่วงอายุ 30-40 ปี ซึ่งเป็นวัยที่สภาวะเจริญพันธุ์ตามธรรมชาติเริ่มลดถอยลงอย่างมีนัยสำคัญ โดยเฉพาะผู้หญิงที่มีอายุเกิน 35 ปีขึ้นไป 

ข่าวที่เกี่ยวข้อง:

‘รักษามีบุตรยาก’ รายได้หด-โตชะลอ เดินหน้าปรับกฎหมาย รับตลาด

Gift Fertility ทุ่ม 100 ล้าน ช่วย 'มีบุตรยาก' รับสมรสเท่าเทียมดัน'ไทย' ยืนหนึ่งเอเชีย

แนะปลดล็อกก.ม.ART-หนุนโมเดล 3P(PPP)

แม้ว่าภาครัฐจะเริ่มขยับตัวด้วยการออกมาตรการสนับสนุนการรักษาภาวะมีบุตรยาก เช่น การอุดหนุนงบประมาณในการทำ IUI หรือเด็กหลอดแก้ว แต่ในความเป็นจริง ประชาชนยังไม่สามารถเข้าถึงบริการอย่างทั่วถึงและบางครั้งยังมีข้อจำกัดด้านกฎระเบียบ รวมทั้งยังมีกรณีที่ประชาชนที่มีความพร้อมทางด้านเศรษฐานะ แต่อยู่ในสภาวะที่มีบุตรยาก ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้มีเด็กเกิดใหม่ได้น้อย 

“รศ.นพ.พิทักษ์ เลาห์เกริกเกียรติ” ประธานกรรมการ บริษัท เจเนซีส เฟอร์ทิลีตี เซ็นเตอร์ จำกัด (มหาชน) หรือ GFC ให้สัมภาษณ์“กรุงเทพธุรกิจ” ถึงแนวทางการเพิ่มประชากรเกิดใหม่ว่าในกรณีที่ประชาชนที่ต้องการมีบุตรในช่วงที่มีความพร้อมทางด้านเศรษฐานะ แต่อยู่ในสภาวะที่มีบุตรยาก ภาครัฐสามารถ “ปลดล็อกข้อจำกัดทางกฎหมาย” ที่เกี่ยวข้องกับเทคโนโลยีช่วยการเจริญพันธุ์ (ART) ให้ทันสมัยเท่าทันเทคโนโลยีที่ก้าวหน้าไปไกล เพื่อเปิดโอกาสให้ประชาชนสามารถเข้าถึงได้

นอกจากนี้ภาครัฐยังสามารถสร้างความร่วมมือกับเอกชน เพื่อให้ผู้มีบุตรยากเข้าถึงบริการได้รวดเร็วและมีประสิทธิภาพสูงสุด ผ่านโมเดล 3P หรือ PPP (Public Private Partnership) ด้วยการ ดึงภาคเอกชนเข้ามาเป็น “ตัวเร่ง (Accelerator)” เนื่องจากโรงพยาบาลเอกชนมีความพร้อมทั้งด้านบุคลากร ห้องแล็บมาตรฐาน และเทคโนโลยี AI ในการคัดเลือกตัวอ่อน อีกทั้งยังมีเทคโนโลยีการตรวจคัดกรองโครโมโซมของตัวอ่อนที่ละเอียดขึ้น ทำให้สามารถลดความเสี่ยงโรคทางพันธุกรรมลงได้ด้วย

หนุน‘ฝากไข่-ทำอิกซี่”แก้ปัญหาเด็กเกิดน้อย  แนะรัฐใช้ภาษีจูงใจ

หนุนเอกชนอัดฉีดสวัสดิการ “ฝากไข่-ทำอิกซี่”

รวมทั้งสนับสนุนให้บริษัทเอกชน เพิ่มสวัสดิการ “การแช่แข็งไข่ (Egg Freezing)” และ “การรักษาภาวะมีบุตรยาก” ให้เป็นหนึ่งในสวัสดิการของพนักงาน ซึ่งจะเป็นทางหนึ่งในการเพิ่มอัตราการเกิด ซึ่งปัจจุบันเริ่มมีบางบริษัทที่มีนโยบายดังกล่าวแล้ว โดยเฉพาะบริษัทต่างชาติที่มาลงทุนในไทย เช่นมีสวัสดิการ 800,000 บาทต่อคน เพื่อให้พนักงานหญิงในวัยเจริญพันธุ์ (ช่วงอายุที่ดีที่สุดคือ 28-35 ปี) สามารถฝากไข่ไว้ก่อนในขณะที่สร้างตัว เมื่อมีความพร้อมที่จะมีบุตรก็สามารถตั้งครรภ์ได้

“หากภาครัฐช่วยสนับสนุนทางภาษีแก่บริษัทเอกชนที่ออกสวัสดิการเกี่ยวกับเพิ่มอัตราการเกิดให้พนักงาน เช่น นำไปลดหย่อนภาษีได้ เชื่อว่าจะเป็นแรงจูงใจให้บริษัทต่างๆได้ในการร่วมมือเพื่อเพิ่มจำนวนประชากร ซึ่งจะช่วยกระตุ้นให้คนที่มีบุตรยาก หรือคนรุ่นใหม่ที่กังวลเรื่องค่าใช้จ่ายในการทำเด็กหลอดแก้ว กล้าที่จะมีบุตรมากขึ้น โดยไม่ต้องกังวลเรื่องค่าใช้จ่าย รวมทั้งสวัสดิการต่างๆตามสิทธิก็ควรจะมีการปรับปรุงเพิ่มเติมด้วย เพื่อเป็นแรงจูงใจให้คนมีบุตรเพิ่มขึ้น”

หนุน‘ฝากไข่-ทำอิกซี่”แก้ปัญหาเด็กเกิดน้อย  แนะรัฐใช้ภาษีจูงใจ

โรดแมป 5 ปีเน้น “ประชากรคุณภาพ” 

ที่ผ่านมา GFC ให้บริการผู้ที่มีบุตรยากกว่า 3,600 คู่ และประสบความสำเร็จในการตั้งครรภ์กว่า 2,900 คู่ โดยเป้าหมายในอีก 5 ปีข้างหน้า ไม่ได้มองเพียงแค่ “ตัวเลขกำไร” หรือ “จำนวนเด็กที่เกิด” เท่านั้น แต่ต้องการเป็นสถาบันการแพทย์ที่ส่งมอบ “เด็กเกิดใหม่ที่มีคุณภาพ” สู่สังคม

ด้วยเทคโนโลยีการคัดกรองโครโมโซมและพันธุกรรมที่ทันสมัย จะช่วยลดความเสี่ยงของการส่งต่อโรคทางพันธุกรรม ทำให้เด็กที่เกิดมามีความสมบูรณ์แข็งแรง พร้อมที่จะเติบโตไปเป็นกำลังสำคัญในการพัฒนาประเทศและแก้ปัญหาวิกฤติประชากรขาดแคลนในอนาคตได้อย่างยั่งยืน 

“ฐานปีระมิดประชากรไทยตอนนี้มันบิดเบี้ยว วัยทำงานมันผอมบางแต่ข้างบนมันบานออก ถ้าไม่มีเด็กเกิดใหม่ที่มีคุณภาพมาซัพพอร์ต.ในอนาคตเราล้มแน่ ซึ่งการที่มีเทคโนโลยีการแพทย์แม่นยำ (Precision Medicine) ไม่ใช่แค่เรื่องของการทำตัวอ่อน แต่คือการลดความเสี่ยงโรคทางพันธุกรรม เพื่อให้เด็กไทยยุคใหม่เกิดมาพร้อมคุณภาพ เป็นทรัพยากรมนุษย์ที่สมบูรณ์ที่สุดของประเทศ การเพิ่มจำนวนเด็กเกิดใหม่มีคุณภาพ เพื่อให้มีแรงงานคุณภาพรองรับการพัฒนาของประเทศเป็นเรื่องที่ทุกภาคส่วนต้องร่วมมือกันในการวางแผนรับมือโครงสร้างแรงงานและลดภาระทางการคลังของประเทศในอนาคต"

หนุน‘ฝากไข่-ทำอิกซี่”แก้ปัญหาเด็กเกิดน้อย  แนะรัฐใช้ภาษีจูงใจ

หนุน‘ฝากไข่-ทำอิกซี่”แก้ปัญหาเด็กเกิดน้อย  แนะรัฐใช้ภาษีจูงใจ

หนุน‘ฝากไข่-ทำอิกซี่”แก้ปัญหาเด็กเกิดน้อย  แนะรัฐใช้ภาษีจูงใจ

หนุน‘ฝากไข่-ทำอิกซี่”แก้ปัญหาเด็กเกิดน้อย  แนะรัฐใช้ภาษีจูงใจ