วันเสาร์ ที่ 13 มิถุนายน 2569

Login
Login

ลดน้ำหนัก ลดไขมันพอกตับ เกี่ยวกันอย่างไร? สัญญาณเตือน 'เมตาบอลิก'

คนทุกช่วงวัยต่างให้ความสำคัญในการดูแลสุขภาพของตนเอง ควบคุมน้ำหนัก ออกกำลังกาย กินอาหารที่มีประโยชน์ ซึ่งในการควบคุมน้ำหนักหรือลดน้ำหนัก ไม่ได้เพียงเพื่ออยากมีรูปร่างที่ดี สุขภาพดีเท่านั้น แต่ในทางการแพทย์ การลดน้ำหนักอย่างถูกวิธีอาจมีความหมายมากกว่านั้น โดยเฉพาะเมื่อผลตรวจสุขภาพพบ “ไขมันพอกตับ” เพราะภาวะนี้มักเกี่ยวข้องกับน้ำหนัก รอบเอว น้ำตาล ไขมันในเลือด และภาวะดื้อต่ออินซูลิน

“ไขมันพอกตับ” เป็นปัญหาสุขภาพที่ใครๆ ก็สามารถเป็นได้ทุกเพศทุกวัย เกิดจากภาวะที่มีไขมันไปสะสมในตับมากเกินไป จนเกิดความเสี่ยงต่อโรคตับ ตับแข็ง และมะเร็งตับได้ในที่สุด

 ในการดูแลตัวเองเบื้องต้นมีอาหารที่ไม่ควรทานเมื่อเป็นไขมันพอกตับ เช่น น้ำอัดลม เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ขนมขบเคี้ยว ผงชูรส บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป อาหารเสริมบางชนิด รวมถึงอาหารที่มีไขมัน แป้ง และน้ำตาลสูง นอกจากอาหารที่ควรงด ยังมีอาหารที่คนเป็นไขมันพอกตับสามารถทานได้จะมีอะไรบ้าง หรือค่าตับสูงควรกินอะไรดี?

หลายคนอาจไม่มีอาการ ไม่ปวดท้อง ไม่ตัวเหลือง ใช้ชีวิตได้ตามปกติ จึงคิดว่าเป็นเพียงผลตรวจเล็กๆ ที่ค่อยดูภายหลังก็ได้ สำหรับแพทย์เมตาบอลิก ไขมันพอกตับมักไม่ใช่ปัญหาของตับเพียงอวัยวะเดียว แต่เป็นสัญญาณว่าร่างกายเริ่มจัดการพลังงาน น้ำตาล และไขมันได้ไม่สมดุล

ข่าวที่เกี่ยวข้อง:

'โปรตีนรั่วในปัสสาวะ'เช็กสัญญาณเตือนว่า 'ไตโดนทำร้าย'

ตรวจ 'กระดูกสันหลังและข้อ' ตั้งแต่ระยะเริ่มต้น ลดเสี่ยงโรคลุกลาม

ไขมันพอกตับ เกี่ยวกับการลดน้ำหนักลดโรค

นพ. กฤติน อู่สิริมณีชัย ศูนย์หัวใจ ไต เมตาบอลิซึม อายุรแพทย์โรคต่อมไร้ท่อและเมแทบอลิซึม โรงพยาบาลบีเอ็นเอช กล่าวว่าไขมันพอกตับ หรือ MASLD (Metabolic Dysfunction-Associated Steatotic Liver Disease) คือ ภาวะที่มีไขมันสะสมในเซลล์ตับร่วมกับความผิดปกติทางเมตาบอลิก เช่น น้ำหนักเกิน ไขมันในเลือดสูง ภาวะดื้อต่ออินซูลิน หรือเบาหวานชนิดที่ 2

หลายคนอาจรู้จักในชื่อ NAFLD เดิม หรือไขมันพอกตับที่ไม่ได้เกิดจากแอลกอฮอล์ ปัจจุบันถูกปรับชื่อใหม่ในระดับสากลเป็น MASLD — Metabolic Dysfunction-Associated Steatotic Liver Disease  (โรคตับที่มีไขมันสะสมร่วมกับความผิดปกติทางเมตาบอลิกอย่างน้อยหนึ่งข้อ) เพื่อสะท้อนต้นเหตุที่เกี่ยวกับน้ำหนัก รอบเอว น้ำตาล ไขมัน และความดันมากขึ้น

“MASLD เป็นโรคตับเรื้อรังที่พบบ่อยที่สุดทั่วโลก และพบได้มากกว่า 30% ของประชากรโลก WHO รายงานว่าในปี 2022 ผู้ใหญ่ทั่วโลก 5 พันล้านคนมีน้ำหนักเกิน และ 890 ล้านคนอยู่ในกลุ่มโรคอ้วน ภาระนี้ทำให้โรคเมตาบอลิก รวมถึงไขมันพอกตับ พบมากขึ้นตามไปด้วย ไขมันพอกตับจึงไม่ควรถูกมองเป็นเพียง “ไขมันเกาะตับ” แต่ควรถูกอ่านเป็นหน้าต่างที่สะท้อนสุขภาพเมตาบอลิกทั้งระบบ”

สัญญาณเตือนระบบเผาผลาญ "เมตาบอลิก"

นพ. กฤติน  อธิบายว่า ตับคือศูนย์จัดการพลังงานของร่างกาย ซึ่งทำหน้าที่เหมือนศูนย์จัดการพลังงานของร่างกาย รับสารอาหารจากลำไส้ เปลี่ยนพลังงานส่วนเกินเป็นไขมัน และส่งต่อไขมันบางส่วนออกสู่เลือด เมื่อรับพลังงานมากเกินกว่าที่ร่างกายใช้ โดยเฉพาะจากน้ำตาล เครื่องดื่มหวาน แป้งขัดสี และมื้อดึก ตับอาจเปลี่ยนพลังงานส่วนเกินเป็นไตรกลีเซอไรด์และสะสมไว้ในเซลล์ตับ

ภาวะดื้อต่ออินซูลิน (Insulin Resistance: ภาวะที่ร่างกายตอบสนองต่ออินซูลินลดลง) เมื่อร่างกายตอบสนองต่ออินซูลินลดลง ตับจะรับภาระมากขึ้น ทำให้เกิดการสะสมไขมันในตับ และสัมพันธ์กับความเสี่ยงเบาหวาน ไตรกลีเซอไรด์สูง และไขมันช่องท้อง เพราะร่างกายต้องผลิตอินซูลินมากขึ้นเพื่อจัดการน้ำตาล

เมื่อมีไขมันสะสมในตับนานขึ้น บางรายอาจเกิดการอักเสบของตับ ซึ่งปัจจุบันเรียกว่า MASH (Metabolic Dysfunction-Associated Steatohepatitis: ไขมันพอกตับร่วมกับการอักเสบจากความผิดปกติเมตาบอลิก) และบางรายอาจเกิดพังผืดตับตามมา

เช็กอาการของไขมันพอกตับ

หนึ่งในสาเหตุที่ทำให้หลายคนมองข้ามภาวะไขมันพอกตับ เพราะโรคนี้มักไม่แสดงอาการชัดเจนในระยะแรก ผู้ป่วยจำนวนมากสามารถใช้ชีวิตประจำวันได้ตามปกติ และมักทราบว่ามีไขมันพอกตับจากการตรวจสุขภาพประจำปีหรือการอัลตราซาวด์ช่องท้อง

ในบางรายอาจมีอาการอ่อนเพลีย เหนื่อยง่าย แน่นหรือไม่สบายบริเวณชายโครงขวา แต่ไม่ใช่อาการที่จำเพาะต่อโรค จึงอาจถูกมองข้ามได้ง่าย

กลุ่มเสี่ยงที่ควรตรวจประเมินเพิ่มเติม

  • ผู้ที่มีน้ำหนักเกิน
  • มีไขมันช่องท้องสูง
  • เบาหวานชนิดที่ 2
  • ภาวะดื้อต่ออินซูลิน
  • ไขมันในเลือดผิดปกติ

เนื่องจากไขมันพอกตับสามารถดำเนินโรคต่อเนื่องไปสู่การอักเสบของตับ (MASH) และพังผืดตับได้ในบางราย การตรวจพบตั้งแต่ระยะเริ่มต้นช่วยให้วางแผนดูแลสุขภาพได้อย่างเหมาะสม และลดความเสี่ยงของภาวะแทรกซ้อนในอนาคต

พบไขมันพอกตับแล้วควรทำอย่างไร?

การประเมินควรมองทั้งตับและระบบเมตาบอลิก ไม่ควรดูเฉพาะค่าเอนไซม์ตับ

การประเมินที่ควรพิจารณา

  • ประวัติน้ำหนัก รอบเอว การเปลี่ยนแปลงของน้ำหนัก และประวัติโยโย่
  • ผลเลือดตับ เช่น ALT, AST, GGT และค่าการทำงานของตับอื่นตามดุลยพินิจแพทย์
  • น้ำตาลและอินซูลิน เช่น FBS (Fasting Blood Sugar: น้ำตาลหลังอดอาหาร), HbA1c (Hemoglobin A1c: ค่าเฉลี่ยน้ำตาลสะสมช่วง 2-3 เดือน) และความเสี่ยงเบาหวาน
  • ไขมันในเลือด เช่น TG (Triglyceride: ไขมันไตรกลีเซอไรด์), LDL-C (Low-Density Lipoprotein Cholesterol: คอเลสเตอรอลชนิดที่สะสมในผนังหลอดเลือดได้ง่าย), HDL-C (High-Density Lipoprotein Cholesterol: ไขมันดี)
  • การประเมินพังผืดตับ เช่น FIB-4, transient elastography หรือ FibroScan ในรายที่เหมาะสม
  • แอลกอฮอล์ ยาเดิม สมุนไพร อาหารเสริม และโรคตับสาเหตุอื่นที่ต้องแยกออก

ลดน้ำหนัก ลดไขมันพอกตับอย่างปลอดภัยและยั่งยืน

  • ลดน้ำหนักแบบรักษากล้ามเนื้อ:

การลดน้ำหนักประมาณ 3-5% อาจช่วยลดไขมันในตับ และการลดมากกว่า 10% มักจำเป็นต่อการดีขึ้นของการอักเสบและพังผืดบางระดับ

  • ลดน้ำตาลเหลวและฟรุกโตสส่วนเกิน:

น้ำหวาน น้ำผลไม้ ชานม เครื่องดื่มผสมน้ำตาล และของหวานที่กินบ่อยทำให้ตับรับพลังงานเร็ว ควรเปลี่ยนเป็นน้ำเปล่า กาแฟไม่หวาน หรือเครื่องดื่มไม่เติมน้ำตาล

  • จัดจานอาหารให้ตับทำงานเบาลง:

ในมื้อหลักควรมีโปรตีนคุณภาพดี ผักที่เคี้ยวจริง ไขมันดีในปริมาณพอดี และคาร์โบไฮเดรตที่เลือกชนิดและปริมาณตามกิจกรรมของวัน

  • เดินหลังอาหารและฝึกแรงต้าน:

เดิน 10-15 นาทีหลังมื้ออาหารช่วยลดน้ำตาลหลังอาหารได้ดี ส่วนเวทเทรนนิ่ง ยางยืด หรือบอดี้เวท 2-3 วันต่อสัปดาห์ช่วยรักษากล้ามเนื้อระหว่างลดไขมัน

  • ลดแอลกอฮอล์ตามความเสี่ยงเฉพาะบุคคล:

แม้โรคนี้สัมพันธ์กับเมตาบอลิก แต่แอลกอฮอล์สามารถซ้ำเติมตับได้ ควรให้แพทย์ช่วยประเมินปริมาณและความเสี่ยงเฉพาะบุคคล

ทำไมลดน้ำหนักเพื่อลดโรคควรดูแลโดยทีมแพทย์สหสาขา

ไขมันพอกตับไม่ได้แก้ด้วยการบอกให้ “ลดน้ำหนัก” เพียงประโยคเดียว เพราะผู้ป่วยแต่ละคนมีข้อจำกัดต่างกัน เช่น เวลาทำงาน การนอน ความเครียด อาการปวดข้อ ยาเดิม หรือประวัติโยโย่

  • แพทย์ต่อมไร้ท่อและเมตาบอลิก:

ช่วยดูภาพรวมของน้ำหนักประเมินความเสี่ยงเมตาบอลิก เบาหวาน ไขมัน ความดัน ยาที่เกี่ยวข้อง และข้อบ่งชี้ของยาลดน้ำหนักหรือยาควบคุมน้ำตาลที่เหมาะสม

  • นักกำหนดอาหาร:

ช่วยออกแบบอาหารที่ทำได้จริงในชีวิตประจำวัน ไม่ใช่แค่ให้รายการอาหารแบบตายตัว หรืออาหารที่ทำตามได้ยาก

  • เวชศาสตร์ฟื้นฟูหรือนักกำหนดการออกกำลังกาย:

ช่วยวางแผนการเคลื่อนไหวอย่างปลอดภัย ไม่ทำให้ข้อหรือหลังบาดเจ็บ โดยเฉพาะในคนที่มีน้ำหนักเกิน ปวดเข่า ปวดหลังหรือไม่เคยฝึกแรงต้าน

ควรติดตามผลไขมันพอกตับ

การติดตามควรดูทั้งตับ น้ำหนัก และโรคเมตาบอลิกที่อยู่รอบๆ การประเมินที่ควรพิจารณา

  • น้ำหนัก รอบเอว
  • องค์ประกอบร่างกาย โดยเฉพาะมวลกล้ามเนื้อ
  • ALT, AST และค่าตับอื่นตามความเหมาะสม
  • HbA1c, FBS, ไขมันในเลือด และความดัน
  • ระดับพังผืดตับในผู้ที่มีความเสี่ยงหรือผลประเมินเดิมผิดปกติ
  • คุณภาพอาหาร ปริมาณโปรตีน การดื่มแอลกอฮอล์ การนอน และรูปแบบการออกกำลังกาย
  • ความต่อเนื่องของแผน เพราะไขมันพอกตับดีขึ้นได้ แต่กลับมาได้หากพฤติกรรมและน้ำหนักกลับไปทางเดิม

สิ่งสำคัญที่ควรรู้เกี่ยวกับไขมันพอกตับ

  • ไขมันพอกตับ (MASLD) เป็นสัญญาณของความผิดปกติทางเมตาบอลิก ไม่ใช่ปัญหาของตับเพียงอย่างเดียว
  • ผู้ที่มีน้ำหนักเกิน ไขมันช่องท้องสูง เบาหวาน หรือภาวะดื้อต่ออินซูลินมีความเสี่ยงเพิ่มขึ้น
  • คนผอมก็สามารถมีไขมันพอกตับได้
  • การลดน้ำหนักประมาณ 5-10% ของน้ำหนักตัวสามารถช่วยลดไขมันในตับได้
  • ควรประเมินความเสี่ยงพังผืดตับร่วมกับการตรวจสุขภาพอื่น ๆ
  • การดูแลที่ได้ผลควรมองทั้งระบบเผาผลาญ ไม่ใช่เฉพาะตับเพียงอย่างเดียว
  • การดูแลที่ดีควรมุ่งลดไขมันในตับ รักษามวลกล้ามเนื้อ และฟื้นฟูระบบเผาผลาญในระยะยาว
  • การดูแลแบบ Metabolic Longevity เน้นลดไขมันในตับ ลดไขมันช่องท้อง รักษากล้ามเนื้อ และวางแผนระยะยาวที่ทำได้จริงในชีวิตของคุณ

ไขมันพอกตับต้องงดอาหารอะไรบ้าง?

ภาวะไขมันพอกตับ เป็นภัยเงียบที่ใครหลายคนไม่ควรมองข้าม เพราะอาหารที่ทำให้ไขมันเกาะตับ อาจเป็นอาหารที่เราชอบก็ได้ แล้วไขมันพอกตับต้องงดอาหารอะไรบ้าง มีดังนี้

อาหารทอดและมีไขมันอิ่มตัวสูง

  • ของทอดและของชุบแป้งทอด เช่น ไก่ทอด หมูทอด ปลาทอด เทมปุระ นักเกต ไก่ป๊อป ปาท่องโก๋ รวมถึงอาหารที่ใช้น้ำมันปริมาณมากและทอดซ้ำ
  • อาหารฟาสต์ฟู้ด เช่น เฟรนช์ฟรายส์ เบอร์เกอร์ พิซซา
  • อาหารจานผัดที่มีน้ำมันเยิ้ม เช่น ผัดซีอิ๊ว ราดหน้า และผัดไทยที่น้ำมันลอยหน้า
  • เนื้อสัตว์ติดมันและของทอดกรอบ เช่น หมูสามชั้น เนื้อติดมัน หมูกรอบ แคบหมู หนังไก่ทอด และเบคอน
  • อาหารที่มีกะทิเข้มข้น เช่น แกงเขียวหวาน แกงมัสมั่น และแกงคั่วต่างๆ ที่ใส่เนื้อสัตว์ส่วนมัน
  • เบเกอรี่ที่มีไขมันทรานส์และเนยสูง เช่น พาย ครัวซองต์ โดนัท เค้กครีม และขนมที่ใช้มาการีน
  • ผลิตภัณฑ์นมและของหวานมันจัด เช่น ไอศกรีม นมข้นหวาน และวิปครีม ซึ่งมีทั้งไขมันอิ่มตัวและน้ำตาลสูง

อาหารที่มีน้ำตาลสูง และแป้งขัดสี

  • เครื่องดื่มรสหวานจัด เช่น น้ำอัดลม ชานม กาแฟเย็นที่ใส่นมข้นหวาน รวมถึงน้ำผลไม้กล่องหรือน้ำผลไม้ปั่นที่เติมน้ำตาลปริมาณมาก
  • ขนมหวานและเบเกอรี่ ทองหยิบ ทองหยอด ฝอยทอง เค้ก โดนัท คุกกี้ ไอศกรีม ที่อุดมด้วยน้ำตาลและแป้ง
  • ขนมขบเคี้ยวรสหวาน เช่น ช็อกโกแลต เวเฟอร์ บิสกิต ซีเรียลเคลือบน้ำตาล และธัญพืชแท่งชนิดหวาน
  • แป้งขัดสีและผลิตภัณฑ์จากแป้ง เช่น ข้าวขาว ขนมปังขาว พาย ครัวซองต์ และแป้งพิซซา ซึ่งร่างกายจะเปลี่ยนเป็นน้ำตาลอย่างรวดเร็ว
  • เส้นก๋วยเตี๋ยวและเส้นพาสตา เส้นก๋วยเตี๋ยวทุกชนิด ขนมจีน มักกะโรนี และบะหมี่กึ่งสำเร็จรูป โดยเฉพาะเมื่อปรุงรสจัดหรือมีน้ำมันผสม
  • ผลิตภัณฑ์นมปรุงแต่ง เช่น โยเกิร์ตพร้อมดื่มหรือโยเกิร์ตรสผลไม้ที่มีการเติมน้ำตาลในปริมาณสูง
  • ซอสและเครื่องปรุงรส ซอสที่มีส่วนผสมของน้ำตาลสูง เช่น ซอสมะเขือเทศ ซอสบาร์บีคิว น้ำจิ้มไก่ และน้ำจิ้มซีฟู้ดสูตรหวาน

อาหารแปรรูป

  • เนื้อสัตว์แปรรูปและเนื้อหมักปรุงรส เช่น ไส้กรอก แฮม เบคอน กุนเชียง หมูยอ ลูกชิ้น แหนม รวมถึงหมูหมักหรือไก่หมักสำเร็จรูปที่มีโซเดียมสูง
  • อาหารกึ่งสำเร็จรูปและอาหารแช่แข็ง เช่น บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป โจ๊กซอง ซุปผง รวมถึงอาหารกล่องแช่แข็งพร้อมทาน นักเกต และพิซซาแช่แข็ง
  • ขนมขบเคี้ยวและสแน็กบรรจุถุง เช่น มันฝรั่งทอด ขนมกรอบ บิสกิต และข้าวเกรียบชนิดต่างๆ ที่มักมีทั้งไขมันและโซเดียมปริมาณมาก
  • ผลไม้แปรรูป เช่น ผลไม้ดอง ผลไม้แช่อิ่ม ผลไม้เชื่อม และผลไม้อบแห้งที่มีการเติมน้ำตาลเพื่อถนอมอาหาร
  • อาหารกระป๋อง เช่น เนื้อสัตว์หรือปลาในซอสปรุงรสต่างๆ ผลไม้กระป๋องในน้ำเชื่อม และข้าวโพดหวานกระป๋อง
  • เครื่องปรุงรสสำเร็จรูป เช่น ผงชูรส ผงปรุงรสชนิดก้อนหรือผง และซอสปรุงรสต่างๆ ที่มีส่วนประกอบของโซเดียมและน้ำตาลสูง

เครื่องดื่มแอลกอฮอล์

  • เบียร์ทุกประเภท ไม่ว่าจะเป็นเบียร์สด เบียร์ขวด หรือเบียร์กระป๋องทุกชนิด
  • สุราและเหล้ากลั่น เช่น เหล้าขาว เหล้าสี วิสกี้ บรั่นดี รัม และสุราที่มีดีกรีสูง
  • ไวน์และไวน์คูลเลอร์ ทั้งไวน์แดง ไวน์ขาว ไวน์สปาร์กลิง รวมถึงเครื่องดื่มไวน์คูลเลอร์พร้อมดื่ม
  • เครื่องดื่มผสมแอลกอฮอล์ (Cocktails) เช่น มาร์การิต้า โมฮิโต้ ไฮบอล และม็อกเทลที่มีการผสมแอลกอฮอล์
  • เครื่องดื่มแอลกอฮอล์สูตรหวาน เช่น เหล้าปั่น เหล้าผสมน้ำหวานหรือน้ำอัดลม และวิสกี้โซดา
  • สุราพื้นบ้านและของหมักดอง เช่น เหล้าดองยา สุราแช่ และแอลกอฮอล์ที่หมักเองแบบโฮมเมด
  • ไวน์ผลไม้และเหล้าหวานสกัด เช่น เหล้าบ๊วย เหล้าลิ้นจี่ เหล้าส้ม และเหล้ารสผลไม้ต่างๆ

อาหารทะเลสุกๆ ดิบๆ

  • ปลาดิบและซูชิ เช่น ซาซิมิแซลมอน ทูน่า หรือปลาเนื้อขาวดิบทุกชนิด
  • อาหารทะเลสดและของดอง เช่น หอยนางรมสด กุ้งแช่น้ำปลา ปูดอง และซีฟู้ดดองประเภทต่างๆ
  • เมนูยำแบบสุกๆ ดิบๆ เช่น ยำกุ้งหรือยำปลาที่ผ่านการลวกเพียงผิวเผิน แต่เนื้อด้านในยังไม่สุกดี
  • ปลาร้าและปลาหมักดิบ รวมถึงปลายำที่ปรุงโดยไม่ผ่านความร้อนที่เพียงพอ
  • อาหารทะเลปิ้งย่างที่ไม่สุกทั่ว เช่น หอย กุ้ง หรือปลาหมึกย่างที่เนื้อยังมีความใสหรือแฉะอยู่ภายใน
  • ซีฟู้ดที่เก็บรักษาไม่ดี โดยเฉพาะอาหารทะเลในไลน์บุฟเฟต์ที่วางทิ้งไว้นานหรือแช่ในอุณหภูมิที่ไม่เหมาะสม

สมุนไพร / ยาบางชนิด

  • สมุนไพรไทยที่กินต่อเนื่อง เช่น ขี้เหล็ก (ทั้งชนิดเม็ดและต้มดื่ม) หรือบอระเพ็ด หากรับประทานในปริมาณมากหรือติดต่อกันนานเกินไป
  • สารสกัดและวิตามินขนาดสูง เช่น ชาเขียวสกัดเข้มข้น กระเทียมสกัด สาหร่ายสไปรูลินา วิตามินเอขนาดสูง และอาหารเสริมธาตุเหล็ก
  • ผลิตภัณฑ์ที่ไม่ระบุส่วนผสมชัดเจน เช่น ยาลูกกลอน สมุนไพรชุดที่ไม่ผ่านการรับรองจาก อย. ซึ่งเสี่ยงต่อการปนเปื้อนสารพิษทำลายตับ
  • อาหารเสริมที่ใช้โดยไม่ปรึกษาแพทย์ การกินวิตามินหรืออาหารเสริมต่อเนื่องในโดสสูงโดยไม่มีผลตรวจเลือดรองรับ
  • ยาแก้ปวดและยาต้านอักเสบ เช่น การใช้พาราเซตามอลเกินขนาดหรือติดต่อกันนานเกินไป แอสไพริน และยากลุ่ม NSAIDs บางชนิด เช่น Diclofenac
  • ยากลุ่มเฉพาะทางที่ส่งผลต่อตับ เช่น ยากันชัก ยาจิตเวช เช่น Valproate, Phenytoin และยา methotrexate ซึ่งต้องอยู่ภายใต้การดูแลของแพทย์อย่างเคร่งครัด
  • ยาปฏิชีวนะและยารักษาโรคเรื้อรัง เช่น ยารักษาวัณโรค (Isoniazid, Rifampin) และยาฆ่าเชื้อราบางชนิด

เครื่องดื่มชูกำลัง หรือมีคาเฟอีน

  • เครื่องดื่มชูกำลังทุกประเภท
  • เครื่องดื่มชูกำลังผสมแอลกอฮอล์ เช่น วอดก้าผสมเครื่องดื่มชูกำลัง หรือเหล้าสูตรผสมต่างๆ
  • น้ำอัดลมที่มีคาเฟอีนและน้ำตาลสูง เช่น โคล่า และน้ำอัดลมสีเข้มชนิดต่างๆ
  • ชาและกาแฟสำเร็จรูปพร้อมดื่ม
  • ชานมและกาแฟเย็นปรุงแต่ง เช่น ชานมเย็น กาแฟเย็นที่ใส่นมข้นหวาน ครีมเทียม หรือไซรัปเข้มข้น
  • ชานมไข่มุก

อาหารลดไขมันพอกตับ ที่ควรรับประทาน

  • คาร์โบไฮเดรตเชิงซ้อน เลือกทานข้าวกล้องและขนมปังโฮลวีท ซึ่งอุดมด้วยไฟเบอร์ ฟอสฟอรัส และวิตามินบี
  • ผักกากใยสูง เน้นบรอกโคลี คะน้า ผักกาด ตำลึง หัวไชเท้า แครอท กะหล่ำปลี มะเขือเทศ แตงกวา และผักบุ้ง
  • ผลไม้รสหวานน้อย เลือกทานอาโวคาโด แอปเปิล ฝรั่ง แตงโม และส้ม เพื่อควบคุมปริมาณน้ำตาล
  • เนื้อสัตว์โปรตีนสูงไขมันต่ำ ทานอกไก่ หรือปลาที่มีไขมันดีอย่างแซลมอน ปลาทู ปลาสวาย และปลาซาบะ
  • ถั่วและธัญพืช ทานอัลมอนด์ เม็ดมะม่วงหิมพานต์ และแมคคาเดเมีย เป็นแหล่งพลังงานสะอาด
  • ผลิตภัณฑ์นมสุขภาพ เลือกดื่มน้ำเต้าหู้ นมถั่วเหลือง หรือนมวัวชนิดพร่องมันเนย
  • ไขมันชนิดดี เลือกใช้น้ำมันมะกอก น้ำมันเมล็ดทานตะวัน น้ำมันคาโนลา หรือน้ำมันรำข้าวในการปรุงอาหาร

ตัวอย่างเมนูอาหารสำหรับคนเป็นไขมันพอกตับ

แนะนำให้เลือกทานอาหารที่มีใยอาหารสูง โปรตีนไขมันต่ำ และไขมันดี โอเมก้า-3 หลีกเลี่ยงน้ำตาลและของมัน โดยเปลี่ยนวิธีการปรุงเป็นการต้ม นึ่ง หรือผัดน้ำมันน้อย เช่น ข้าวกล้องอกไก่ผัดบล็อกโคลี หรือปลานึ่งสมุนไพร เพื่อช่วยลดภาระและบำรุงตับ

ตัวอย่างแผนอาหารลดไขมันพอกตับใน 1 วัน

  • มื้อเช้า เน้นเมนูย่อยง่ายและพลังงานสะอาด เช่น ข้าวต้มข้าวโอ๊ตใส่ปลา โจ๊กข้าวกล้องอกไก่ หรือไข่ต้มทานคู่กับผักนึ่ง
  • มื้อกลางวัน เมนูอยู่ท้องที่เน้นโปรตีนและผัก เช่น ข้าวไรซ์เบอร์รีน้ำพริกปลาทูคู่ผักลวก ปลากะพงนึ่งมะนาว หรือข้าวหน้าอกไก่ผักรวม
  • มื้อเย็น เมนูเบาๆ ที่ไม่มีไขมันส่วนเกิน เช่น ต้มยำกุ้งน้ำใส ลาบเห็ดรวม (สูตรไม่ใส่น้ำมัน) หรือสลัดผักใบเขียวน้ำมันมะกอกคู่กับแซลมอนย่าง
  • อาหารว่าง เลือกทานเพื่อคุมระดับน้ำตาลและได้ไขมันดี เช่น ผลไม้ตระกูลเบอร์รี ฝรั่ง แอปเปิลเขียว หรืออัลมอนด์อบชนิดไม่ใส่เกลือ

ไขมันพอกตับทานอาหารเสริมได้หรือไม่ ต้องระวังอะไรบ้าง?

คนที่มีภาวะไขมันพอกตับสามารถรับประทานอาหารเสริมได้ แต่ไม่ควรใช้เป็นวิธีการรักษาหลัก และต้องระมัดระวังเป็นพิเศษ เนื่องจากผลิตภัณฑ์บางชนิดอาจส่งผลเสียจนทำให้ตับทำงานหนักหรืออักเสบรุนแรงกว่าเดิม ควรปรับเปลี่ยนพฤติกรรม ทั้งการควบคุมอาหาร ลดน้ำหนัก และออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ ทั้งนี้ควรปรึกษาแพทย์ก่อนเริ่มทานอาหารเสริมทุกครั้งเพื่อให้มั่นใจในความปลอดภัยต่อสุขภาพตับ

คำแนะนำเพิ่มเติมสำหรับผู้ที่เป็นไขมันพอกตับ

  1. เลือกทานอาหารที่มีประโยชน์ เน้นเพิ่มไฟเบอร์จากผักใบเขียว ธัญพืชไม่ขัดสี และปลาที่มีโอเมก้า-3 พร้อมกับลดแป้งขาว น้ำตาล และของทอดทุกชนิด
  2. หลีกเลี่ยงอาหารทำลายตับ งดไขมันทรานส์ อาหารแปรรูป และผลไม้ที่มีรสหวานจัดเพื่อลดการสะสมไขมันใหม่
  3. ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ เน้นคาร์ดิโอ เช่น เดินเร็วหรือว่ายน้ำ 30-45 นาที (3-5 วันต่อสัปดาห์) ควบคู่กับเวทเทรนนิ่งเพื่อกระตุ้นการเผาผลาญ
  4. งดดื่มแอลกอฮอล์เด็ดขาด เพื่อหยุดการเร่งภาวะตับอักเสบและการเกิดพังผืดที่นำไปสู่โรคตับแข็ง
  5. ระวังเรื่องยาและอาหารเสริม หลีกเลี่ยงสมุนไพรหรืออาหารเสริมที่ไม่ได้มาตรฐาน และควรปรึกษาแพทย์ก่อนทานเพื่อป้องกันตับทำงานหนักเกินไป
  6. ตรวจติดตามอาการตามนัด ตรวจค่าการทำงานของตับและทำอัลตราซาวด์สม่ำเสมอเพื่อประเมินปริมาณไขมันและการอักเสบ
  7. ดูแลสุขภาพองค์รวม พักผ่อนให้เพียงพอ ลดความเครียด และควบคุมโรคประจำตัว เช่น เบาหวานและความดันโลหิตให้อยู่ในเกณฑ์ปกติ

จากไขมันพอกตับสู่การลดน้ำหนักลดโรค

ไขมันพอกตับอาจเป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้หลายคนกลับมาทบทวนสุขภาพของตัวเองอีกครั้ง เพราะโรคนี้ไม่ได้สะท้อนแค่สุขภาพตับ แต่ยังเกี่ยวข้องกับน้ำหนัก รอบเอว น้ำตาล ไขมันในเลือด ความดัน และภาวะดื้อต่ออินซูลิน การลดน้ำหนักอย่างถูกต้องจึงไม่ควรถูกมองเป็นเพียงการลดหุ่น แต่ควรเป็นการฟื้นฟูระบบเผาผลาญ ลดไขมันส่วนเกิน รักษามวลกล้ามเนื้อ และลดความเสี่ยงโรคเรื้อรังในระยะยาว

การดูแลที่ดีควรเริ่มจากการประเมินความเสี่ยงเฉพาะบุคคล ไม่ใช่การอดอาหารอย่างหนักหรือใช้วิธีลดน้ำหนักแบบเร่งด่วน เพราะเป้าหมายที่แท้จริงไม่ใช่แค่น้ำหนักลดชั่วคราว แต่คือการทำให้ตับ ระบบเผาผลาญ และสุขภาพโดยรวมดีขึ้นอย่างยั่งยืน

อ้างอิง: โรงพยาบาลบีเอ็นเอช ,โรงพยาบาลวิภาวดี