ท่ามกลางกระแสการดูแลสุขภาพเชิงป้องกันและเวชศาสตร์ชะลอวัยที่เติบโตอย่างก้าวกระโดด "ไฟโบรบลาสต์" (Fibroblast) ได้กลายมาเป็นหนึ่งในนวัตกรรมเซลล์บำบัดที่ได้รับการจับตามองในฐานะกุญแจสำคัญในการฟื้นฟูผิวพรรณอย่างยั่งยืน โดยอาศัยเซลล์ของผู้รับบริการเองในการซ่อมแซมและกระตุ้นการสร้างคอลลาเจนรวมถึงอีลาสตินทดแทนส่วนที่เสื่อมสภาพไปตามกาลเวลา
ล่าสุด ความก้าวหน้าทางการแพทย์ของไทยได้ก้าวไปอีกขั้น ด้วยการพัฒนาความร่วมมือระหว่างมหาวิทยาลัยมหิดล คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล และสถาบันบริหารจัดการเทคโนโลยีและนวัตกรรม (iNT) ร่วมกับ บริษัท เซลแทค จำกัด (Celltech) ในการต่อยอดงานวิจัยสู่เชิงพาณิชย์เพื่อนำ "นวัตกรรมเซลล์ไฟโบรบลาสต์ Gen II" (Autologous Cultured Fibroblast Therapy) ออกสู่ตลาดสุขภาพอย่างเป็นทางการ ภายใต้ตราผลิตภัณฑ์และเครื่องหมายการค้า “SiRiGevity” ซึ่งพร้อมจะเปิดตัวในวันจันทร์ที่ 15 มิถุนายน 2569 นี้
ข่าวที่เกี่ยวข้อง:
มหิดล ศึกษาวิจัย 'T-cell' พยากรณ์ ‘CMV’ ภัยเงียบผู้ป่วยภูมิคุ้มกันบกพร่อง
ไฟโบรบลาสต์:นวัตกรรมเสริมความงามจากร่างกายตัวเอง
ในแวดวงหัตถการทางการแพทย์เพื่อความงามเรื่องของริ้วรอยและการเติมเต็มในปัจจุบัน สารเติมเต็มภายนอกอย่างไฮยาลูโรนิกแอซิด (Hyaluronic Acid) ได้รับความนิยมอย่างแพร่หลาย ทว่าการพึ่งพาเทคโนโลยีเหล่านี้นานเกินไปหรือในปริมาณที่มากเกินพอดี มักก่อให้เกิดความเสี่ยงและผลข้างเคียง ตั้งแต่ปฏิกิริยาต่อต้านของร่างกาย ไปจนถึงกรณีรุนแรงอย่างการอุดตันของหลอดเลือดที่ส่งผลให้เกิดภาวะเนื้อตาย หรือกระทั่งสูญเสียการมองเห็น ทำให้นักวิจัยมุ่งค้นหาวิธีการที่ปลอดภัยกว่าด้วยการใช้เซลล์ของตัวคนไข้เอง
เซลล์ไฟโบรบลาสต์ซึ่งอยู่ในชั้นผิวหนังแท้ (Dermis) มีหน้าที่สำคัญในการผลิตคอลลาเจน (Collagen) อีลาสติน (Elastin) และไฮยาลูโรนิกแอซิด (Hyaluronic Acid) ตามธรรมชาติ คณะผู้วิจัยนำโดย ศ.ดร.พญ.รังสิมา วณิชภักดีเดชา หัวหน้าภาควิชาตจวิทยา และ ศ.ดร.พญ.อุไรวรรณ พานิช ภาควิชาเภสัชวิทยา คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาลัยมหิดล จึงได้เริ่มพัฒนานวัตกรรมไฟโบรบลาสต์เจเนอเรชันแรก (Gen I) โดยเก็บตัวอย่างชิ้นเนื้อขนาดเล็กจากหลังใบหูซึ่งเป็นบริเวณที่เซลล์แข็งแรงเพราะเลี่ยงแสงแดด จากนั้นนำมาเพาะเลี้ยงเพิ่มจำนวนในห้องปฏิบัติการ แล้วจึงนำกลับไปฉีดคืนสู่ในหน้าของผู้รับบริการ
อย่างไรก็ตาม นวัตกรรมในระยะแรกยังมีข้อจำกัดเนื่องจากผู้รับบริการต้องเข้ารับการรักษาถึง 3 ครั้ง โดยห่างกันครั้งละ 2 สัปดาห์ และกระบวนการเพาะเลี้ยงเซลล์ยังต้องใช้เวลาค่อนข้างนานราว 5-9 สัปดาห์ จึงจะได้จำนวนเซลล์ที่เพียงพอต่อการรักษา
ต่อยอดสู่ Gen II: สู่ผลลัพธ์ประสิทธิภาพสูง
เพื่อก้าวข้ามข้อจำกัดในเรื่องของความถี่และระยะเวลาในการรักษา คณะผู้วิจัยจึงได้ค้นคว้าวิจัยอย่างต่อเนื่องจนสามารถพัฒนานวัตกรรมเข้าสู่เจเนอเรชันที่ 2 (Gen II) ได้สำเร็จ ด้วยการปรับปรุงสูตรน้ำยาเลี้ยงเซลล์และยกระดับกระบวนการเพาะเลี้ยงในระดับชีวโมเลกุล ทำให้สามารถผลิตเซลล์ไฟโบรบลาสต์ที่มีศักยภาพสูงและเติบโตได้อย่างรวดเร็ว โดยสามารถขยายจำนวนได้สูงสุดถึง 250 ล้านเซลล์จากการเพาะเลี้ยงเพียงครั้งเดียว
ผลสัมฤทธิ์ของนวัตกรรม Gen II ช่วยเปลี่ยนรูปแบบการรักษาให้มีความสะดวกและมีประสิทธิภาพเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ โดยผู้รับบริการสามารถเสร็จสิ้นขั้นตอนการรักษาได้ภายในครั้งเดียว ช่วยลดเวลาและภาระในการเดินทางมาสถานพยาบาลซ้ำหลายครั้ง
ผลการศึกษาทางคลินิกยังระบุว่า นวัตกรรมนี้ไม่เพียงช่วยแก้ปัญหาในจุดเฉพาะอย่างร่องแก้มลึกเท่านั้น แต่ยังส่งผลดีต่อการฟื้นฟูสภาพผิวหน้าโดยรวม ช่วยลดเลือนริ้วรอยขนาดเล็ก เพิ่มความยืดหยุ่น และปรับผิวให้เรียบเนียนยิ่งขึ้น ยิ่งไปกว่านั้น เซลล์ที่ฉีดกลับเข้าไปจะทำหน้าที่สื่อสารระหว่างเซลล์เพื่อกระตุ้นให้เซลล์รอบข้างทำงานได้ดีขึ้นตามธรรมชาติ พร้อมทั้งช่วยควบคุมการทำงานของเซลล์สร้างเม็ดสี ส่งผลให้ผิวพรรณมีความสว่างกระจ่างใสควบคู่กันไป ซึ่งความก้าวหน้าในการเพาะเลี้ยงเซลล์อันเป็นเอกสิทธิ์เฉพาะนี้ ได้รับการจดสิทธิบัตรคุ้มครองเป็นที่เรียบร้อยแล้ว
เปิดตัวตราผลิตภัณฑ์แบรนด์ไทยระดับพรีเมียม “SiRiGevity”
ปัจจุบัน นวัตกรรมไฟโบรบลาสต์เจเนอเรชันแรกและเจเนอเรชันที่สอง ได้มีการจดสิทธิบัตรเรียบร้อยแล้ว โดยเฉพาะใน Gen 1 ที่มีการอนุญาตให้สิทธิ (licensing) แก่บริษัทภายนอกเพื่อนำเทคโนโลยีนี้ไปใช้งานจริงในประเทศไทยมานานกว่า 1 ปี
นอกจากนี้เจเนอเรชันที่สองกำลังจะถูกส่งผ่านไปสู่ภาคธุรกิจสุขภาพระดับพรีเมียมอย่างเป็นรูปธรรม ผ่านแบรนด์และเครื่องหมายการค้า “SiRiGevity” ซึ่งได้รับการพัฒนาขึ้นเพื่อยกระดับงานวิจัยด้านเวชศาสตร์ฟื้นฟูของไทยสู่การใช้งานจริงในระดับอุตสาหกรรม ที่กำลังจะเปิดตัวภายใต้การแถลงข่าวในหัวข้อ “The Future of Autologous Fibroblast Cell Therapy” ในวันจันทร์ที่ 15 มิถุนายน 2569
การสร้างเครือข่ายพันธมิตรภายใต้แบรนด์ "SiRiGevity" ครั้งนี้จะกลายมาเป็นกลไกสำคัญในการยกระดับมาตรฐานนวัตกรรมการแพทย์เสริมความงามของประเทศไทยที่มีมูลค่ากว่า 76,000 ล้านบาท พร้อมรองรับการเติบโตอย่างก้าวกระโดดของการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพและความต้องการชะลอวัยจากสังคมสูงอายุ ซึ่งเติบโตขึ้นถึง 36.4% ในปี 2025 และคาดว่าจะเติบโตเฉลี่ยต่อปี (CAGR) อีก 13% จนถึงปี 2034 (อ้างอิงจากFMI Future Market Insight)
อ้างอิง: Mahidol World และ FMI Future Market Insight


