วันอังคาร ที่ 9 มิถุนายน 2569

Login
Login

ความอ่อนเยาว์-Longevity สินทรัพย์ที่เติบโตสวนกระแสเศรษฐกิจ

ความอ่อนเยาว์-Longevity  สินทรัพย์ที่เติบโตสวนกระแสเศรษฐกิจ

กระแสเศรษฐกิจที่หลายคนมองว่าต้อง “รัดเข็มขัด” แต่ในอุตสาหกรรมความงามกลับเกิดปรากฏการณ์ที่สวนทาง ข้อมูลจากศูนย์วิจัยกสิกรไทย ระบุว่าตลาดธุรกิจศัลยกรรมและเสริมความงามของไทยในปี 2568 มีมูลค่าประมาณ 75,200 ล้านบาท หรือคิดเป็นอัตราการเติบโตขึ้น 1.6% จากปีก่อน และปี 2569 นี้ คาดการณ์ว่าจะมีมูลค่าตลาดราว 7.6 หมื่นล้านบาท หรือเติบโตขึ้นประมาณ 1% ซึ่งชะลอตัวลงจากปัจจัยแรงกดดันด้านเศรษฐกิจ กำลังซื้อ และการแข่งขันในตลาดที่รุนแรงมากขึ้น

ถึงอุตสาหกรรมความงามชะลอตัว แต่ “โรงพยาบาลบางมดเอสเธติค” ผลประกอบการขยายตัวสวนทางกับกลไกตลาดทั่วไป โดยเฉพาะกลุ่มลูกค้าต่างชาติที่เพิ่มขึ้นกว่าเท่าตัว จากการบอกต่อแบบปากต่อปาก เมื่อคนยุคใหม่มองว่า “ภาพลักษณ์คือสินทรัพย์ (Image as an Asset)” และการลงทุนกับตัวเองเพื่อให้ดูดี มั่นใจ คือ การลงทุนที่คุ้มค่า ไม่ใช่สินค้าฟุ่มเฟือยอีกต่อไป สิ่งที่น่าสนใจกว่าตัวเลข คือ เทคนิคการแพทย์ที่ในวันนี้ได้พัฒนาไปไกลกว่าการแค่ทำให้หน้าตึง แต่มันคือการย้อนนาฬิกาชีวิตให้กลับไปสดใสเหมือนเดิม

ข่าวที่เกี่ยวข้อง:

ผู้ป่วยหลักแสน 3 หน่วยงาน ปูพรมสกัด ‘หวัดใหญ่-RSV’กลุ่มเปราะบาง มิ.ย.นี้

วิกฤติผู้ผลิต 'ดึงตลาดคืน' สู่การตั้งฐานผลิตแบรนด์ไทย

ศัลยกรรมเชื่อมโยง Lifetime Wellness

นพ.ธนัญชัย อัศดามงคล แพทย์เฉพาะทางด้านศัลยกรรมตกแต่ง เเละ CEO โรงพยาบาลบางมดเอสเธติค ให้สัมภาษณ์ “กรุงเทพธุรกิจ” ว่าโรงพยาบาลบางมดเกิดจากการปรับโมเดลธุรกิจจากโรงพยาบาลทั่วไปสู่การเป็น “Specialized Hospital” ที่เน้นความเชี่ยวชาญเฉพาะทางด้านศัลยกรรมความงาม โดยได้ขยายฐานสู่การเปิดโรงพยาบาลบางมดเอสเธติค โรงพยาบาลศัลยกรรมความงามครบวงจร ซึ่งให้บริการครอบคลุมทั้งการหัตถการ , การดูแลผิวพรรณ (Skin) และการป้องกันและฟื้นฟูสุขภาพ (Wellness) ซึ่งการบูรณาการนี้เปลี่ยนพฤติกรรมผู้บริโภคจากการรับบริการแบบครั้งเดียวจบ (One-off surgery) ไปสู่การเป็น “Lifetime Wellness Partnership”

“ลูกค้าโรงพยาบาลบางมดเอสเธติค เป็นคนไทย 80% และต่างชาติ 20% โดยกลุ่มต่างชาติมีการขยายตัวเพิ่มขึ้นกว่าเท่าตัว ซึ่งสิ่งที่สร้างความได้เปรียบทางการแข่งขันไม่ใช่การโฆษณา แต่คือกลยุทธ์การบอกต่อแบบปากต่อปากจากผลลัพธ์จริง โดยเฉพาะในกลุ่มลูกค้าจากสหรัฐ และยุโรปที่จำนวนเพิ่มมากขึ้น โดยหัตถการเสริมความงามที่ได้รับความนิยม คือ การทำหัตถการเสริมความงามใบหน้าชั้นลึกเทคนิค และการหัตถการเสริมความงามเฉพาะจุด เช่น หน้าอก” นพ.ธนัญชัย กล่าว

ความอ่อนเยาว์-Longevity  สินทรัพย์ที่เติบโตสวนกระแสเศรษฐกิจ

เทคนิค Deep Plane Triple SMAS 

โรงพยาบาลมีการพัฒนาเทคนิคอย่างต่อเนื่องพร้อมทั้งมีโอกาสได้ถ่ายทอดองค์ความรู้และแลกเปลี่ยนประสบการณ์เชิงลึกร่วมกับศัลยแพทย์ชั้นนำจากหลากหลายประเทศทั่วโลก จนเกิดเป็นเทคนิคเฉพาะที่มีชื่อว่า Deep Plane Triple SMAS  ยกโครงสร้างใบหน้าจากภายใน และให้ผลลัพธ์ที่แลดูเป็นธรรมชาติ เชื่อมโยงเข้ากับเทรนด์ Longevity เพราะการมีอายุยืนอย่างมีคุณภาพหมายถึงการที่ “ใบหน้า จิตใจ และร่างกาย” สอดคล้องกัน ปัจจุบันจึงเห็นโมเดล “Family Medical Tourism” ที่สมาชิกในครอบครัวเดินทางมาใช้บริการพร้อมกัน

กลยุทธ์คัดกรองตามระดับความหย่อนคล้อย

ทั้งนี้ โรงพยาบาลใช้เกณฑ์การประเมินความหย่อนคล้อย 4 ระดับ เพื่อเลือกเทคนิคที่เหมาะสำหรับกลุ่มช่วงอายุ เช่น 20-40 ปี ที่มีปัญหาความหย่อนคล้อยเพียงบางส่วน โดยเน้นการแก้ปัญหาเฉพาะจุด เช่น หน้าผาก/หางตา  กลุ่มช่วงอายุ 40-70 ปี เริ่มมีปัญหา จะทำครอบคลุมทุกส่วนและกลุ่มอายุ 70 ปีขึ้นไป มุ่งเน้นการทำหัตถการใหญ่ โดยมีทีมวิสัญญีแพทย์ดูแลแบบ 1:1 เพื่อความปลอดภัยสูงสุดในการผ่าตัด

ปัจจุบันการทำหัตถการเสริมความงามจะทำควบคู่ไปกับการดูแลสุขภาพแบบองค์รวมในแผนก Wellness เช่น การตรวจเช็กฮอร์โมน การปรับโภชนาการ การนอนหลับ และการออกกำลังกาย เพื่อให้ผู้รับบริการมีสุขภาพดีจากภายในสู่ภายนอก ซึ่งเป็นการตอบโจทย์เรื่อง Longevity อย่างแท้จริง

ความอ่อนเยาว์-Longevity  สินทรัพย์ที่เติบโตสวนกระแสเศรษฐกิจ

"Longevity" ความสวยเชื่อมความสุข

นพ.ธนัญชัย อธิบายต่อว่า วันนี้การที่ผู้คนไม่ได้พูดเรื่องความสวย แต่คุยเรื่อง Longevity หรือการมีอายุยืนอย่างมีคุณภาพ คนเรามีอายุขัยเฉลี่ยยืนยาวขึ้นกว่าศตวรรษก่อนถึง 10-20 ปี โจทย์คือ จะทำอย่างไรให้ใบหน้าและรูปลักษณ์แมตช์กับพลังกายที่ยังเหลือ การทำหัตถการเสริมความงามยุคใหม่จึงเป็นเรื่องของสุขภาพจิต ความมั่นใจ และความภูมิใจในตัวเอง เมื่อภาพในกระจกสะท้อนความสดใส ย่อมส่งผลบวกต่อสารความสุขในสมอง ทำให้คุณภาพชีวิต (Quality of Life) ดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัด ตอนนี้ ความสุขทั้งรูปร่างหน้าตา อารมณ์ สุขภาพจิต เป็นเหตุผลที่ทำให้หลายครอบครัวเลือกมาดูแลตัวเอง

“Longevity ไม่ใช่แค่การมีชีวิตที่ยาวนานขึ้น แต่คือการทำให้ปีที่เพิ่มขึ้นมานั้นเปี่ยมไปด้วยคุณภาพและความสุขที่สะท้อนออกมาจากภายในสู่ภายนอก” นพ.ธนัญชัย กล่าว  

ข้อแนะนำก่อนตัดสินใจเสริมความงาม

ปัจจุบันมีสถานพยาบาล คลินิกเสริมความงาม โรงพยาบาลเฉพาะทางด้านความงามและศัลยกรรมจำนวนมาก ดังนั้น ก่อนที่จะตัดสินใจเดินเข้าสถานพยาบาล “นพ.ธนัญชัย” แนะนำให้เตรียมศึกษาข้อมูลว่าแพทย์ที่ประจำโรงพยาบาลหรือคลินิกนั้นๆ มีวุฒิบัตรศัลยแพทย์ตกแต่งโดยตรงหรือไม่ เพราะขณะนี้ในประเทศไทยมีแพทย์ที่จบวุฒิบัตรศัลยแพทย์ตกแต่งโดยตรงเพียงประมาณ 300-400 คนทั่วประเทศ

“อยากให้ทุกคนตรวจสอบชื่อแพทย์ ว่าเป็นแพทย์ศัลยศาสตร์ตกแต่งจากแพทยสภา (ที่ต้องเรียนนานถึง 14 ปี) ไม่ใช่แค่ผ่านคอร์สอบรมระยะสั้น สิ่งที่ควรขอดูคือ “รูปถ่ายทางการแพทย์” ของจริง เพื่อเห็นผลลัพธ์และรอยแผลตามความเป็นจริง และเลือกมาตรฐานโรงพยาบาล การผ่าตัดใหญ่ควรทำในสถานพยาบาลที่พร้อม มีวิสัญญีแพทย์ดูแลแบบ 1:1 และมีการดูแลหลังผ่าตัด ที่มีมาตรฐาน”

อย่างไรก็ตาม การทำหัตถการเสริมความงามวันนี้ไม่ได้เป็นเพียงเรื่องของแฟชั่นหรือความฟุ่มเฟือย แต่มันคือศาสตร์และศิลป์ที่ช่วยเติมเต็ม “คุณภาพชีวิต” ให้สมบูรณ์แบบในยุคที่คนเรามีอายุยืนยาวขึ้น ความสวยที่แท้จริงต้องมาพร้อมกับความปลอดภัยและสุขภาพจิตที่ดี หากไทยสามารถสร้างมาตรฐานผู้เชี่ยวชาญและส่งเสริมการแลกเปลี่ยนความรู้ในระดับสากลได้ การก้าวสู่การเป็นศูนย์กลางศัลยกรรมระดับโลกก็สามารถเป็นไปได้

ความอ่อนเยาว์-Longevity  สินทรัพย์ที่เติบโตสวนกระแสเศรษฐกิจ

ศัลยกรรมยอดนิยมของคนแต่ละกลุ่ม

นพ.ธนัญชัย กล่าวอีกว่าพฤติกรรมการใช้บริการของลูกค้านั้น ในแต่ละกลุ่มอายุจะแตกต่างกันออกไป โดยอายุ 20-40 ปีจะนิยมทำ

หัตถการเสริมความงามเฉพาะจุด เช่น ตา, จมูก ส่วนอายุ 40-70 ปี จะนิยมทำหัตถการเสริมความงามทั้งใบหน้า ส่วนกลุ่มต่างชาติ อย่าง สหรัฐ และยุโรป นิยมทำหัตถการเสริมความงามเฉพาะจุด เช่น ใบหน้า, หน้าอก 

ปัจจุบันพฤติกรรมผู้บริโภคเปลี่ยนไปเน้น “ความปลอดภัยและเหมาะสมกับสรีระ” มากขึ้น เพื่อลดภาระของร่างกายในระยะยาวและป้องกันปัญหาการหย่อนคล้อยในอนาคต และกลุ่ม Longevity/Family นิยมโปรแกรมวิตามินบำรุง, ปรับฮอร์โมน, กายภาพบำบัด, ออกกำลังกายแบบ Pilates เลือกจากการดูแลสุขภาพเชิงป้องกันและการใช้บริการแบบครอบครัว