วันเสาร์ ที่ 13 มิถุนายน 2569

Login
Login

‘Here to Heal’ แชตบำบัดปฐมภูมิ แก้ปัญหาสุขภาพจิต-ลดเหลื่อมล้ำ

Here to Heal แพลต์ฟอร์มสุขภาพจิตปฐมภูมิ ให้คำปรึกษาปัญหาชีวิตผ่านระบบแชต เชื่อมต่อเครือข่ายบริการ ตั้งระบบฐานข้อมูลเครือข่ายส่งต่อและแนะนำหน่วยบริการสุขภาพจิตในแต่ละจังหวัด การให้คำปรึกษาโดดเด่นด้านความเป็นส่วนตัว (Privacy) ป้องกันการถูกตีตราจากสังคม ให้บริการแบบ Single Session รอบละประมาณ 1 ชั่วโมง

แผนงานสร้างเสริมสุขภาพจิตปฐมภูมิผ่านนวัตกรรมดิจิทัล กำลังกลายเป็นเครื่องมือสำคัญในการแก้ปัญหาวิกฤติสุขภาพจิตของคนไทย โดยล่าสุดจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย คณะจิตวิทยาได้ร่วมมือกับสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) พัฒนาแพลตฟอร์ม “Here to Heal” บริการให้คำปรึกษาทางสุขภาพจิตผ่านระบบแชตแบบ “Single Session” มุ่งเน้นการป้องกันเชิงรุกก่อนปัญหาลุกลาม

ข่าวที่เกี่ยวข้อง:

วิกฤตจิตแพทย์ไทย! ต่ำกว่าเกณฑ์โลก 10 เท่า สวนทางคนป่วยพุ่ง

'ร้องไห้โดยไม่มีสาเหตุ' ภาวะที่ไม่ควรมองข้าม สัญญาณเตือนจากภายใน

ปัญหาสุขภาพจิตในกลุ่มเยาวชนไทย

สถิติด้านสุขภาพจิตในประเทศไทยมีแนวโน้มปรับตัวสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องในทุกกลุ่มประชากร จากรายงานสุขภาพคนไทยปี 2568 ที่จัดทำโดย สถาบันวิจัยประชากรและสังคม มหาวิทยาลัยมหิดล ร่วมกับสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ พบว่าคนไทยกว่า 13.4 ล้านคนเคยเผชิญปัญหาสุขภาพจิต โดยเฉพาะประชากรอายุ 18-24 ปี ซึ่งมีสัดส่วนผู้ประสบปัญหาสุขภาพจิตสูงที่สุดที่ 13.7% อันเนื่องมาจากความเครียดด้านการเรียน การรับสารผ่านสื่อสังคมออนไลน์ และความรุนแรงในครอบครัว อย่างไรก็ตาม สิ่งที่สวนทางกันอย่างชัดเจนคือข้อจำกัดของหน่วยบริการและการเข้าถึงการเยียวยา โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกลุ่มเยาวชน นิสิต และนักศึกษาในระดับมหาวิทยาลัย

จากการสำรวจพบว่ามีช่องว่างขนาดใหญ่ในการเข้าถึงบริการช่วยเหลือทางจิตวิทยา ระหว่างสถาบันการศึกษาที่มีศูนย์ดูแลสุขภาวะทางจิต เช่น ศูนย์สุขภาวะนิสิต ของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กับมหาวิทยาลัยอีกจำนวนมากในประเทศไทยที่ยังขาดแคลนทรัพยากรบุคลากรนักจิตวิทยา หรือไม่มีระบบสนับสนุนในส่วนนี้ ส่งผลให้เด็กและเยาวชนที่มีความเครียดสะสมไม่สามารถเข้าถึงความช่วยเหลือทางวิชาชีพได้ทันท่วงที จนนำไปสู่สถิติปัญหาทางสุขภาพจิตที่รุนแรงขึ้นในระดับประเทศ

‘Here to Heal’ แชตบำบัดปฐมภูมิ  แก้ปัญหาสุขภาพจิต-ลดเหลื่อมล้ำ

‘Here to Heal’ ปฐมภูมิลดเหลื่อมล้ำ

ผศ.ดร.ณัฐสุดา เต้พันธ์ คณบดีคณะจิตวิทยา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และอาจารย์ประจำแขนงวิชาจิตวิทยาการปรึกษา พร้อมด้วย ผศ.ดร.พนิตา เสือวรรณศรี ผู้อำนวยการหลักสูตรจิตวิทยาการปรึกษา คณะจิตวิทยา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ได้ร่วมกันสะท้อนถึงที่มาและแนวคิดการพัฒนาแพลตฟอร์ม“Here to Heal” นี้ว่า โครงการดังกล่าวเริ่มต้นขึ้นตั้งแต่ช่วงก่อนการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 โดยตั้งต้นจากโจทย์สำคัญ 2 ประการ คือการสร้างระบบที่ทำให้ประชาชนสามารถเข้าถึงบริการสุขภาพจิตได้ง่ายและกว้างขวางที่สุดโดยไม่มีค่าใช้จ่าย และการสร้างกลไกป้องกัน (Prevention) เพื่อไม่ให้ปัญหาทางสุขภาพจิตในระดับปฐมภูมิยกระดับไปสู่ภาวะที่รุนแรง

ด้วยเหตุนี้คณะผู้พัฒนาจึงตัดสินใจเลือกออกแบบระบบให้บริการในรูปแบบ “การแชต” (Chat) เนื่องจากสอดคล้องกับธรรมชาติและพฤติกรรมของคนรุ่นใหม่ ซึ่งเป็นกลุ่มเป้าหมายหลักที่มักจะ สะดวกใจ และพึงพอใจที่จะสื่อสารระบายความในใจผ่านการพิมพ์ข้อความตัวอักษรมากกว่าการโทรศัพท์พูดคุยโดยตรง เพราะแนวคิดที่มองว่าการโทรศัพท์คือ “เรื่องใหญ่” หรือต้องมีปัญหาที่รุนแรงแล้วเท่านั้น ทำให้วิธีนี้สอดคล้องไปกับค่านิยมของคนรุ่นใหม่ และทำให้การขอความช่วยเหลือเป็นได้อย่างมีประสิทธิภาพ

Here to Heal รักษาความเป็นส่วนตัวสูงสุด

สำหรับเส้นทางการพัฒนาแพลตฟอร์ม Here to Heal นั้น มีการยกระดับอย่างเป็นระบบผ่าน 3 ระยะสำคัญ โดยในระยะเริ่มต้นทีมงานได้ทดลองให้บริการผ่านทางแอปพลิเคชัน LINE เพื่อศึกษาพฤติกรรมและความต้องการที่แท้จริงของผู้ใช้บริการ ควบคู่ไปกับการทดลองระบบนิเวศการทำงานจริง ก่อนจะต่อยอดเข้าสู่ระยะที่สองด้วยการพัฒนาหน้าเว็บไซต์สำเร็จรูป ผ่านการสนับสนุนเงินทุนจาก สสส. เพื่อปรับปรุงระบบการทำงานให้มีมาตรฐานและเป็นระบบระเบียบยิ่งขึ้น จนกระทั่งเข้าสู่ระยะปัจจุบันซึ่งเป็นแพลตฟอร์มเว็บไซต์ที่ออกแบบโครงสร้างขึ้นเฉพาะตัว

การเปลี่ยนแปลงดังกล่าวเข้ามาช่วยแก้ปัญหาข้อผิดพลาดในขั้นตอนการส่งต่อผู้รับบริการ จากเดิมที่ผู้ดูแลไม่สามารถรับรู้ได้ว่าผู้รับบริการเป็นใครและถูกส่งต่อไปเข้ารับการดูแลที่ไหน  ทำให้ผู้รับบริการมักหลุดออกจากระบบคำปรึกษา โดยระบบใหม่ได้เพิ่มฟังก์ชัน ‘Case Manager’ หรือผู้จัดการรายกรณี เข้ามาทำหน้าที่ช่วยคัดกรองข้อมูลและส่งต่อเคสไปยังนักจิตวิทยาได้อย่างแม่นยำ พร้อมทั้งสามารถติดตามสถานะการดูแลรักษา และเก็บข้อมูลเชิงสถิติเพื่อนำไปใช้ต่อยอดพัฒนานโยบายของประเทศผ่านทาง สสส. ได้อีกด้วย 

จุดเด่นของ Here to Heal คือการรักษาความเป็นส่วนตัวสูงสุด ผู้ใช้บริการไม่จำเป็นต้องระบุชื่อจริงหรือตัวตนในการลงทะเบียน ซึ่งช่วยลดอคติและการตีตราทางสังคมลงได้ นอกจากนี้ แพลตฟอร์มยังใช้โมเดลการบำบัดแบบ “Single Session Therapy” หรือการให้คำปรึกษาจบในครั้งเดียว รอบละประมาณ 1 ชั่วโมง โดยทีมสตาฟฟ์นักจิตวิทยาที่สลับสับเปลี่ยนเวรปฏิบัติงาน 3 กะ ตั้งแต่เวลา 10.00 น. ถึง 22.00 โดยประมาณ และนอกเหนือจากการแชตพูดคุยแล้ว แพลตฟอร์มยังทำหน้าที่เป็นฐานข้อมูลเครือข่ายส่งต่อและแนะนำหน่วยบริการสุขภาพจิตในแต่ละจังหวัด เพื่อให้ผู้ใช้บริการสามารถค้นหาแหล่งช่วยเหลือใกล้บ้านได้ด้วยตัวเอง

แชตบำบัดตอบโจทย์วัยทำงานแชมป์ใช้บริการ

แม้ว่าในตอนแรกคณะผู้พัฒนาจะตั้งเป้าหมายให้บริการแก่กลุ่มนักเรียนและนักศึกษาเป็นหลัก แต่เมื่อเปิดให้บริการจริง กลับพบข้อมูลที่น่าสนใจว่า “กลุ่มวัยทำงาน” อายุ 26-39 ปี เป็นกลุ่มที่มีสัดส่วนการเข้าใช้บริการสูงที่สุดครองสัดส่วนกว่า 52.7% เนื่องจากรูปแบบการแชตสามารถตอบโจทย์ข้อจำกัดในชีวิตประจำวันของคนทำงานผ่าน 2 มิติสำคัญ คือ :

ความสะดวกและคล่องตัว: พนักงานออฟฟิศหรือวัยทำงานสามารถเข้าถึงบริการได้ง่าย แม้ในขณะปฏิบัติงานหรือพึ่งเผชิญหน้ากับความเครียดในที่ทำงาน โดยไม่ต้องลาหยุดงานเพื่อเดินทางไปพบนักจิตวิทยา

ข้อจำกัดด้านพื้นที่ส่วนตัว: บริบทที่อยู่อาศัยของคนเมืองหรือวัยทำงานหลายคนไม่มีห้องส่วนตัว เช่น อาศัยร่วมกับครอบครัว หรือรูมเมท ทำให้ไม่สามารถใช้เสียงผ่านโทรศัพท์หรือระบบ Zoom เพื่อคุยประเด็นเปราะบางได้ การพิมพ์แชตจึงเป็นช่องทางเดียวที่ปลอดภัยและรักษาความลับได้ดีที่สุด

นอกจากกลุ่มวัยทำงานแล้ว สถิติยังชี้ให้เห็นว่า “กลุ่มผู้สูงอายุ (60 ปีขึ้นไป)” เป็นอีกหนึ่งกลุ่มที่มีสัดส่วนการใช้งานระบบแชตเพิ่มขึ้น ซึ่งเป็นการทำลายความเชื่อเดิมที่ว่าผู้สูงอายุไม่คุ้นชินกับการแชต โดยเฉพาะในช่วงเวลาที่เกิดภัยพิบัติหรือวิกฤตการณ์ระดับประเทศ เช่น เหตุการณ์น้ำท่วม หรือแผ่นดินไหว แพลตฟอร์มจะมียอดผู้เข้าใช้งานสะสมในทุกกลุ่มอายุพุ่งสูงขึ้นอย่างชัดเจน

บทบาทนักสุขภาพจิตที่ AI มาแทนไม่ได้

ในยุคที่เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) เข้ามามีบทบาทและทำหน้าที่เป็นผู้ฟังให้กับมนุษย์ คณะผู้พัฒนา “Here to Heal” สะท้อนมุมมองว่า AI อาจตอบโจทย์ในแง่ของความรวดเร็วและการให้ข้อมูลเชิงรับ แต่ในแง่ของกระบวนการบำบัดทางจิตวิทยาเชิงลึกที่ต้องการความเข้าใจในบริบททางสังคม วัฒนธรรม ตลอดจนการชวนคิดเพื่อดึงผู้รับบริการออกจากกรอบความเชื่อเดิม ความเป็นมนุษย์และความเข้าอกเข้าใจ (Empathy) ของนักจิตวิทยาจริง ๆ ยังคงเป็นสิ่งที่ไม่สามารถทดแทนได้ร้อยเปอร์เซ็นต์ แพลตฟอร์ม “Here to Heal” จึงถือเป็นข้อต่อสำคัญในการคัดกรอง ป้องกัน และดูแลสุขภาวะทางจิตระดับปฐมภูมิของคนไทยให้สามารถประคับประคองชีวิตและก้าวผ่านช่วงเวลาวิกฤติไปได้ด้วยความปลอดภัย