อุตสาหกรรมเครื่องมือแพทย์ไทยถือเป็นหนึ่งในอุตสาหกรรมที่ภาครัฐมุ่งหวังผลักดันให้เกิดการเติบโต ทว่าในความเป็นจริง โครงสร้างของตลาดกลับสะท้อนภาพความเหลื่อมล้ำที่น่าตกใจ แม้ปัจจุบันจะมีผู้ผลิตเครื่องมือแพทย์ที่ขึ้นทะเบียนในประเทศกว่า 700 ราย แต่กลับพบว่าแม้ว่าผู้ประกอบการที่เป็นกลุ่มทุนต่างชาติและบริษัทร่วมทุนจะมีจำนวนไม่มาก แต่กลับเป็นกลุ่มที่ครองรายได้ส่วนใหญ่ของตลาด เนื่องจากเป็นบริษัทขนาดใหญ่ที่เข้ามาลงทุนผลิตสินค้าที่มีปริมาณการขายสูง เช่น เลนส์แก้วตาเทียม ไซริงค์ และถุงมือ ในขณะที่ผู้ประกอบการไทยส่วนใหญ่ยังคงอยู่ในสถานะธุรกิจขนาดเล็ก และเป็นเพียงผู้รับจ้างผลิต (OEM)
“กรุงเทพธุรกิจ” มีโอกาสสัมภาษณ์พิเศษ “วินิจ ฤทธิ์ฉิ้ม” ประธานกิตติมศักดิ์และอดีตประธานกลุ่มอุตสาหกรรมผู้ผลิตเครื่องมือแพทย์และสุขภาพ สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) ผู้ก่อตั้ง และกรรมการผู้จัดการ บริษัท ออโธพีเซีย จำกัด สะท้อนมุมมองจากคนทำงานตัวจริง ถึงก้าวย่างสำคัญที่อุตสาหกรรมเครื่องมือแพทย์ไทยต้องเร่งพลิกเกมจาก “ผู้รับจ้างผลิต” สู่การเป็น “เจ้าของแบรนด์” (OBM)
ข่าวที่เกี่ยวข้อง:
ผ่าทางรอดอุตสาหกรรมชิ้นส่วน จาก'ฐานยานยนต์' สู่ 'เครื่องมือแพทย์'
เครื่องมือแพทย์ส่อขาดตลาด ก.ค.นี้ ฝากรัฐเลิกแช่แข็งราคา-เปิด Fast Track
เทคโนโลยีเปลี่ยน OEM ต้องปรับตัวสู่แบรนด์
วินิจ ฉายภาพให้เห็นว่า แม้ในอดีตการเป็น OEM จะเป็นรากฐานสำคัญของอุตสาหกรรม แต่ในโลกยุคปัจจุบันที่เทคโนโลยีหมุนเร็ว การรอคอยเพียงคำสั่งซื้อ (PO) ถือเป็นความเสี่ยงอย่างยิ่งต่อความอยู่รอดของธุรกิจ ทว่าการเปลี่ยนผ่านจาก OEM สู่ OBM นั้น ไม่ใช่เรื่องง่าย ผู้ประกอบการต้องเผชิญกับอุปสรรคทั้งการลงทุนในระดับ 10 ล้านบาทขึ้นไป ในการสร้างห้องปฏิบัติการภายใน (In-house Lab) ของตนเองเพื่อร่นระยะเวลาพัฒนาสินค้า และเมื่อผู้ประกอบการประเมินว่าโอกาสประสบความสำเร็จมีเพียง 20-30% จึงยากที่จะสร้างแรงจูงใจให้ผู้รับจ้างผลิตรายเล็กกล้าพลิกโฉมธุรกิจของตนเอง
“การเป็น OEM รับจ้างผลิตตามแบบที่เขาดีไซน์มาให้ เมื่อธุรกิจและเทคโนโลยีเปลี่ยน การเป็นเพียง OEM ถือว่าค่อนข้างอันตราย เพราะต้องพึ่งพาเจ้าของแบรนด์ พอเทคโนโลยีเขาเปลี่ยน เครื่องจักรต่างๆ ก็ต้องเปลี่ยนตามไปหมด ดังนั้น การสร้างเจ้าของแบรนด์ (OBM) ในประเทศ จึงเป็นสิ่งจำเป็นเพื่อให้ธุรกิจยั่งยืน ได้ใกล้ชิด เข้าใจความต้องการของลูกค้า แต่แลกมากับการที่จะต้องพัฒนา Innovation อยู่ตลอดเวลา ไม่อย่างนั้นก็อาจกระทบจากสินค้าทดแทนราคาต่ำในตลาด”
ทว่าห้องทดสอบเป็นสิ่งที่สำคัญต่อการพัฒนานวัตกรรมเครื่องมือแพทย์อย่างมาก “วินิจ” เสนอว่า อยากให้ภาครัฐช่วยเข้ามาสนับสนุนห้องปฏิบัติการ (Lab) เพื่อลดภาระของผู้ประกอบการที่ต้องแบกรับต้นทุนในการสร้างห้องแล็บส่วนตัว (In-house lab) นอกจากนี้ ควรมีเงินทุนสนับสนุน (Funding) ให้ผู้ประกอบการสามารถส่งผลิตภัณฑ์ไปทดสอบคุณภาพที่ต่างประเทศได้ ซึ่งถือเป็นสิ่งที่ช่วยแบ่งเบาภาระได้อีกทางหนึ่ง
“มาตรฐานสากล”สิ่งที่รัฐต้องช่วยเหลือ OBM
นอกจากนี้เรื่อง “มาตรฐานระดับสากล” เป็นอีกปัจจัยที่ต้องให้ความสำคัญ เมื่อมาตรฐาน CE Mark มีการเปลี่ยนข้อกำหนดจาก MDD เป็น MDR ต้องพึ่งพาผู้ตรวจสอบ (Auditor) จากต่างประเทศ มีค่าใช้จ่ายสูง อยากเสนอให้ทางหน่วยงานรัฐสนับสนุนค่าใช้จ่ายในด้านนี้
"จริงๆ แล้วเครื่องหมาย CE มีผลกับยอดขายค่อนข้างสูง เพราะเป็น Gateway สู่ตลาดยุโรป แต่เมื่อต้นทุนสูงเกินไป ผู้ประกอบการต้องเปลี่ยนแผนไปทำใบอนุญาต 510(k) ของ US FDA แทน หากหน่วยงานภาครัฐมีการสนับสนุนค่าใช้จ่ายในการขยายตลาดไปยุโรป ซึ่งมีค่าใช้จ่ายรายปีต่อเนื่อง จะช่วยกระตุ้นให้ผู้รับจ้างผลิต (OEM) กล้าที่จะพัฒนาไปสู่การเป็นเจ้าของแบรนด์ (OBM) และผลิตได้ Economy of Scale แข่งขันกับผู้ผลิตจากประเทศอื่นๆ ได้”
“รู้เขา รู้เรา”ออกนวัตกรรมใหม่ปีละ 2 ตัว
สำหรับกลยุทธ์ของออโธพีเซีย คือ การสร้าง DNA ของความเป็นนวัตกร พร้อมตั้งเป้าหมายบังคับตัวเองเพื่อไม่ให้ถูกคู่แข่งทิ้งห่าง
“วินิจ” ตั้งเป้าว่า ต้องออกสินค้าใหม่ไม่ต่ำกว่า 2 ตัวต่อปีให้ได้ โดยจัดทีมงานไปดูงานแสดงสินค้าต่างประเทศทุกปี เช่น งาน Medica หรืองาน WHX, Dubai เพื่อดูว่าเทรนด์โลกไปถึงไหน แบรนด์ระดับโลกเขากำลังทำอะไร การทำธุรกิจต้อง ‘รู้เขา รู้เรา’ เราต้องเดินคู่ไปกับเขา และเมื่อเห็นเทรนด์แล้ว ก็นำกลับมาพัฒนาสินค้าที่อยู่ในกระแสเหล่านั้นให้ออกมาเป็นแบรนด์ไทย และให้ความสำคัญกับการนำ AI และ Digital Transformation มาพัฒนาใช้ภายในองค์กร เพื่อสร้างฐานข้อมูลของตนเองประกอบการตัดสินใจทางธุรกิจให้แม่นยำยิ่งขึ้น
แนะภาครัฐวัดผล KPI กระตุ้นใช้งานจริง
แม้ปัจจุบันภาครัฐจะสนับสนุนอุตสาหกรรมนี้ผ่านบัญชีนวัตกรรม นโยบาย Made in Thailand ทว่า สิ่งที่ต้องทำควบคู่คือการส่งเสริมให้เกิดความร่วมมือระหว่างบุคลากรทางการแพทย์และผู้วิจัย ส่งต่อให้มีการใช้ผลิตภัณฑ์แบรนด์ไทยที่ผลิตในประเทศให้มากขึ้นกว่าเดิม เพื่อสร้างภาพความสำเร็จ (Success Story) ให้เห็น
ถ้า OEM มองเห็นว่า OBM ในไทยแม้มีน้อยรายแต่ประสบความสำเร็จได้จริง จะมีแรงจูงใจกล้าที่จะก้าวขึ้นมาสร้างแบรนด์ของตนเองที่สำคัญการยกระดับธุรกิจหรือการสร้างแบรนด์ใหม่นั้น ไม่สามารถเห็นผลสำเร็จได้ภายในเวลาเพียง 1-2 ปี รัฐบาลจำเป็นต้องติดตามผลเพื่อรับฟังอุปสรรค และค่อยๆ แก้ปัญหาให้ผู้ประกอบการไปทีละประเด็นอย่างต่อเนื่องและจริงจัง
“ที่ผ่านมาภาครัฐสนับสนุนค่อนข้างเต็มที่ หากเพิ่ม ‘การติดตามผล’ หรือ KPI เมื่อรัฐออกนโยบายสนับสนุนไปแล้ว มีการใช้งานสินค้านวัตกรรมไทยเพิ่มขึ้นหรือไม่ มีปัญหาช่วยแก้อย่างต่อเนื่อง เพราะการเปลี่ยนธุรกิจหรือทำนวัตกรรมใหม่ใช้เวลา 3-5 ปี ปัญหาระหว่างทางเยอะมาก อยากให้รัฐเข้ามาช่วยตามแก้ไปทีละประเด็น จะช่วยให้ มีแรงจูงใจกล้าที่สร้างแบรนด์ของตนเอง”
ตั้งเป้าเติบโต (Growth) ไว้ที่ 10%
วินิจ ยอมรับว่าสถานการณ์ปัจจุบันเต็มไปด้วยความท้าทาย ทั้งต้นทุนวัตถุดิบที่ปรับตัวสูงขึ้น และความท้าทายด้านนโยบายการจัดซื้อของภาครัฐ รวมทั้งการสร้างความเชื่อมั่นในเครื่องมือแพทย์คลาส 3 (Class 3) กลุ่มผลิตภัณฑ์ที่มีระดับความเสี่ยงปานกลางค่อนข้างสูง ผู้ประกอบการต้องใช้ระยะเวลานานในการพิสูจน์ให้เห็นถึงคุณภาพและระบบการจัดการมาตรฐานที่เทียบเท่าระดับสากล (Global) เพื่อให้แพทย์เกิดความเชื่อมั่นและกล้าใช้งานจริง หากผู้ผลิตไทยสามารถพิสูจน์คุณภาพจนแพทย์ยอมรับการใช้เครื่องมือแพทย์คลาส 3 ได้แล้ว การที่แพทย์จะตัดสินใจเลือกใช้สินค้าคลาส 1 และคลาส 2 ของแบรนด์นั้นๆ ก็จะตามมา
"เราที่เป็นผู้ผลิตแบรนด์ไทยตัวเล็กๆ ก็ต้อง ‘อึด’ และดิ้นรนสู้ต่อไป โดยในปีนี้เรายังคงตั้งเป้าหมายการเติบโต (Growth) ไว้ที่ประมาณ 10% แม้จะมีปัญหาให้ต้องคอยแก้ไปเรื่อยๆ ก็ตาม” วินิจ กล่าวทิ้งท้าย
บริษัท ออโธพีเซีย จำกัด (Orthopeasia) ผลิตวัสดุดามกระดูกและเครื่องมือแพทย์ทางออโธปิดิกส์ โดยทำครบวงจรขั้นตอนตั้งแต่การออกแบบ การทดสอบทางคลินิก ไปจนถึงการจัดจำหน่าย ผลิตภัณฑ์หลัก ประกอบด้วยชุดอุปกรณ์ยึดตรึงกระดูกสันหลังทั้งแบบเปิดแผลใหญ่และแผลเล็ก (MIS) ประเภทต่างๆ ที่ได้รับรองมาตรฐานสากล ISO 13485 และใบอนุญาตจากอย. ทั้งในไทยและสหรัฐ โดยสามารถปรับแต่งอุปกรณ์ตามความต้องการของศัลยแพทย์เฉพาะทางได้

