วันศุกร์ ที่ 22 พฤษภาคม 2569

Login
Login

‘ชีวาศรม’ พลิกโฉมเวลเนสไทยสู่ ‘Sanctuary for Wellbeing’ ของโลก

‘ชีวาศรม’ พลิกโฉมเวลเนสไทยสู่ ‘Sanctuary for Wellbeing’ ของโลก

วิกฤตการณ์โลกที่หมุนไปอย่างรวดเร็วจนสร้างภาวะหมดไฟ ความโดดเดี่ยวจากการใช้เทคโนโลยี และความวิตกกังวลจากการกลัวตกกระแส (FOMO) ให้กับผู้ค

บริษัท ชีวาศรม อินเตอร์เนชั่นแนล เฮลท์ รีสอร์ท จำกัด แบรนด์รีสอร์ทเวลเนสของคนไทย ได้ประกาศถึงยุทธศาสตร์ครั้งสำคัญในการพลิกโฉมประเทศไทย จากการเป็นเพียงจุดหมายปลายทางของการพักผ่อนแบบเน้นปริมาณ สู่การเป็น "ที่พักพิงแห่งใหม่ของโลก" (Sanctuary for Wellbeing) ที่ขับเคลื่อนด้วยคุณค่า

นายกรด โรจนเสถียร ที่ปรึกษาประธานบริหาร ชีวาศรม อินเตอร์เนชั่นแนล เฮลท์ รีสอร์ท จำกัด เปิดเผยว่า แนวคิดเรื่องสุขภาวะ ได้เปลี่ยนจากเรื่องทางเลือกมาเป็นกระแสหลักของโลก นี่คือโอกาสสำคัญของประเทศไทยในฐานะที่จะก้าวไปเป็นศูนย์กลางของเศรษฐกิจสุขภาพที่มีมูลค่าในปัจจุบันสูงถึง 42.7 พันล้านเหรียญสหรัฐ ทว่าตัวเลขนี้กลับคิดเป็นเพียงร้อยละ 0.63 ของส่วนแบ่งตลาดโลกเท่านั้น

ด้วยเหตุนี้ทำให้ชีวาศรมร่วมกันกับภาครัฐ ตั้งเป้าหมายที่จะส่งเสริมศักยภาพบริการเวลเนส เปลี่ยนจากความผ่อนคลายสู่บริการมูลค่าสูง เพื่อดึงกลุ่มนักท่องเที่ยวคุณภาพ ที่พร้อมจ่ายเพื่อผลลัพธ์ด้านสุขภาพที่จับต้องได้ สร้างตัวเลขทางเศรษฐกิจที่ยั่งยืนให้แก่คนไทย

ข่าวที่เกี่ยวข้อง:

'ชีวาศรม' รุกปรับแผนระยะสั้น ดันฟู้ดดิลิเวอรี่-ให้คำปรึกษาสุขภาพออนไลน์

ชงรัฐตั้ง 'บอร์ด Wellness แห่งชาติ’ ให้ทุนงานวิจัยพัฒนาเป็นนวัตกรรม

‘นักท่องเที่ยวกำลังซื้อสูง’ ดัน‘Mental Health’ 

เมื่อเจาะลึกถึงพฤติกรรมของนักท่องเที่ยวกลุ่มเป้าหมาย นายกรดชี้ว่านักท่องเที่ยวสุขภาพระดับบน มีความยืดหยุ่นต่อวิกฤตเศรษฐกิจหรือสงครามสูงมาก ต่างจากกลุ่มท่องเที่ยวทั่วไป หากไม่มีอุปสรรคร้ายแรงเรื่องการเดินทางหรือสายการบิน การมาดูแลสุขภาพสำหรับพวกเขาคือ กิจวัตรประจำวัน (Routine) หรือเสมือนเป็นบ้านหลังที่สองที่ต้องกลับมาเป็นประจำ เพราะเป็นกลุ่มที่มีกำลังซื้อและมองว่านี่คือการลงทุนระยะยาวกับชีวิต

โดยกลุ่มลูกค้าหลักของตลาดเวลเนสไทยในปัจจุบันยังคงนำโดยตลาด ยุโรป นำเด่นโดยอังกฤษและเยอรมนี ซึ่งประชากรในกลุ่มนี้มีความคุ้นเคยและเข้าใจศาสตร์แห่งการดูแลสุขภาพแบบเวลเนสเชิงป้องกันมาอย่างยาวนานกว่า 30 ปีแล้ว

"สิ่งที่น่าจับตามองที่สุดในเวลานี้คือ เทรนด์บริการที่ได้รับความนิยมสูงสุดอย่าง “สุขภาพจิต” ซึ่งกลายมาเป็นประเด็นสำคัญที่ผู้คนทั่วโลกหันมาใส่ใจอย่างมาก เนื่องจากสภาวะจิตใจมีความเชื่อมโยงโดยตรงกับความอ่อนแอของร่างกายในหลายมิติ ซึ่งนี่ถือเป็นจุดแข็งและตัวตนของคนไทย ที่สอดรับได้อย่างสมบูรณ์แบบ ผ่านความเงียบสงบตามวิถีวัฒนธรรม ความโอบอ้อมอารี และหัวใจแห่งการต้อนรับที่เป็นมิตรไมตรีของผู้ให้บริการไทย ซึ่งเป็นสินทรัพย์ที่ล้ำค่าและหาไม่ได้จากที่อื่น"

‘ชีวาศรม’ พลิกโฉมเวลเนสไทยสู่ ‘Sanctuary for Wellbeing’ ของโลก

ดีไซน์แพ็กเกจสุขภาพเฉพาะบุคคลเพิ่มยอดใช้จ่าย

กลยุทธ์สำคัญในการตอบโจทย์บริการมูลค่าสูงของชีวาศรม คือการออกแบบบริการแบบเฉพาะบุคคล ซึ่งนายกรดเปรียบเทียบว่า "เราไม่ได้ตัดเสื้อโหลที่ทุกคนใส่ได้เหมือนกันหมด" แต่ต้องเริ่มจากการให้คำปรึกษาเชิงลึก เพื่อค้นหาตัวตนและปัญหาที่แท้จริงของแขกแต่ละราย แล้วจึงออกแบบ "Spending per guest" หรือการใช้จ่ายต่อหัวผ่านแพ็กเกจที่เจาะลึกเฉพาะทาง หากสามารถตอบโจทย์การแก้ไขอาการหรือความต้องการส่วนบุคคลได้ชัดเจน มูลค่าการใช้จ่ายจะสูงขึ้นกว่าโรงแรมทั่วไปหลายเท่าตัว เนื่องจากเป็นการรวมบริการจากผู้เชี่ยวชาญหลายศาสตร์เข้าไว้ด้วยกันในที่เดียว

เพื่อทำให้ภาพของการแพทย์แผนไทยสามารถจับต้องได้ ชีวาศรมได้นำวิทยาศาสตร์มาทำงานร่วมกับภูมิปัญญา โดยใช้ "การแพทย์แม่นยำ" (Precision Medicine) เป็นตัวตั้งต้นผสานเข้ากับข้อมูลของผู้เข้าพัก ส่งผลให้ปัจจุบันเทคโนโลยีสามารถพิสูจน์ได้ถึงระดับยีนและปัจจัยเหนือยีน (Epigenetics) เช่น การพิสูจน์ว่าความสุขจากการพำนักและรับบริการอย่างเป็นระบบเพียง 9-10 วัน สามารถส่งผลให้ยีนในร่างกายเข้มแข็งขึ้นและลดอายุทางชีวภาพได้จริงได้ขนาดไหน การใช้ข้อมูลเหล่านี้คือตัวพิสูจน์ที่ปลายทาง เพื่อสร้างความเชื่อมั่นระดับสากล ในขณะที่กระบวนการระหว่างทางยังคงใช้ดีเอ็นเอความเป็นไทยเป็นแกนกลางในการดูแล

อัปเกรดกายวิภาคศาสตร์แก่แรงงานนวดไทย

ในมิติของการพัฒนาบุคลากร นายกรดสะท้อนภาพปัญหาแรงงานนวดไทยในปัจจุบันว่ามีทั้งในระบบและนอกระบบ โดยกลุ่มนอกระบบส่วนใหญ่มักใช้วิธีครูพักลักจำ เรียนเพียง 3-4 วันก็ออกมาให้บริการ ทำให้ไม่สามารถขยับเพดานราคาได้

สิ่งที่ชีวาศรมกำลังเร่งทำร่วมกับมหาวิทยาลัยชั้นนำ เช่น ม.แม่ฟ้าหลวง ม.ธรรมศาสตร์ ม.ธุรกิจบัณฑิตย์ และ ม.หอการค้าไทย คือการสร้างมาตรฐานใหม่ผ่านหลักสูตรที่เน้นความรู้ด้าน "กายวิภาคศาสตร์และสรีรวิทยา" (Anatomy & Physiology) อย่างถ่องแท้ไม่ต่ำกว่า 100 ชั่วโมง เพื่อให้ผู้ให้บริการเข้าใจระบบร่างกาย สามารถแยกแยะความตึงตัวและกล้ามเนื้อได้ ซึ่งนอกจากจะเป็นการดึงแรงงานที่อยู่นอกระบบกลับเข้าสู่ตลาด ยังเป็นการยกระดับวิชาชีพให้ทัดเทียมกับการฝังเข็มจีนหรืออายุรเวทของอินเดีย

นอกจากการเร่งผลิตคน ยังมีการเชื่อมโยงงานวิจัยในระดับชาติ ร่วมกับจุฬาฯ ศึกษาวิจัยด้านการแพทย์แผนไทย นำภูมิปัญญา "ฤๅษีดัดตน" มาผสานกับ "กายภาพบำบัด" (Physiotherapy) เพื่อสร้างภาษาสากลทางวิทยาศาสตร์ ควบคู่กับการประสานงานกับเครือข่ายโรงพยาบาลในพื้นที่ในการเตรียมพร้อมด้านความปลอดภัยเพื่อรองรับเหตุฉุกเฉินอย่างเป็นระบบ

Pain Point กับการสร้าง ‘กระทรวง Wellness’

อย่างไรก็ตาม อุปสรรคใหญ่ที่สุดที่นายกรดสะท้อนคือ "นโยบายรัฐที่ไม่ต่อเนื่อง" ที่ผ่านมาภาคเอกชนต้องนับหนึ่งใหม่ทุกครั้งที่มีการเปลี่ยนขั้วการเมือง แม้ทิศทางจากกระทรวง อว. จะชัดเจนขึ้น แต่สิ่งที่อุตสาหกรรมต้องการคือยุทธศาสตร์ประเทศที่เป็นเอกภาพ นายกรดจึงเสนอแนวคิดเชิงรุกให้จัดตั้ง "กระทรวง Wellness" หรือ "กระทรวงสุขภาพและกีฬา" เพื่อรวบรวมอำนาจการบริหารจากกระทรวงต่างๆ ให้กลายเป็นหน่วยงานเดียวที่มุ่งขับเคลื่อนเศรษฐกิจสุขภาพโดยตรง

ประเทศไทยมีจุดแข็งที่ AI ก็มาแทนไม่ได้ นั่นคือการดูแลมนุษย์ (Human Touch) เราเก่งที่สุดในโลกเรื่องความเข้าใจเพื่อนมนุษย์และจิตวิญญาณของการต้อนรับ การจะทำให้ไทยเป็นศูนย์กลางเวลเนสโลก ต้องอาศัยการบูรณาการระหว่างจิ๊กซอว์วิทยาศาสตร์ที่ภาครัฐกำลังปูทาง และภูมิปัญญาการให้บริการระดับโลกจากภาคเอกชน หากทั้งสองส่วนนี้ขับเคลื่อนไปพร้อมกันภายใต้นโยบายที่มั่นคง เวลเนสจะไม่ใช่แค่ธุรกิจ แต่คือหัวใจหลักในการพาประเทศไทยพ้นจากกับดักรายได้ปานกลาง และกลายเป็นบ้านหลังที่สองที่ปลอดภัยและดีต่อสุขภาพที่สุดสำหรับชาวโลก

รัฐหนุนเวลเนสสู่ ‘Growth Engine’ 

วิสัยทัศน์ของชีวาศรมสอดรับอย่างลงตัวกับทิศทางนโยบายระดับชาติ โดย ศ.ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) ได้ตอกย้ำภาพดังกล่าวให้ชัดเจนขึ้น ผ่านการร่วมมือกันภายในงาน “Beyond Relaxation” ที่เป็นงานสัมมนาเพื่อสร้างเครือข่ายระดับชาติ พร้อมทั้งกล่าวว่า ประเทศไทยต้องก้าวข้ามการมองธุรกิจสปาเป็นเพียง "ความผ่อนคลาย" สู่ "บริการมูลค่าสูง" (High Value Service) แต่เวลเนสคือ "Growth Engine" หรือเครื่องยนต์เศรษฐกิจใหม่ที่จะพาไทยหลุดพ้นจากกับดักรายได้ปานกลาง

ศ.ดร.ยศชนัน ย้ำว่า หัวใจสำคัญคือการเปลี่ยนจากความรู้สึก "สบาย" มาสู่ "Scientific Base Wellness" หรือการมีหลักฐานเชิงประจักษ์ (Clinical Data) รับรองผลลัพธ์ทางสุขภาพ เช่น การใช้นวัตกรรมคลื่นเสียง ควบคุมการนอนหลับ หรือการวิเคราะห์คลื่นสมอง ภาครัฐจึงเตรียมระบบนิเวศผ่าน สกสว. และ NIA สนับสนุนโครงสร้างพื้นฐาน ทั้งห้องแล็บและมาตรฐานโรงงาน เพื่อให้คนตัวเล็กหรือ SME สามารถพัฒนานวัตกรรมแล้วนำไปเสียบปลั๊กเติบโตคู่กับทุนใหญ่ได้ พร้อมท้าทายเป้าหมายการสร้างมูลค่าเพิ่มให้สูงกว่า 2,500 ล้านบาท เพื่อให้สมกับศักยภาพของเวลเนสไทย