วันเสาร์ ที่ 16 พฤษภาคม 2569

Login
Login

เมกะโปรเจกต์‘รามาธิบดี’ หมื่นล้าน Smart hospital ดันนวัตกรรมเพื่อทุกชีวิต

เมกะโปรเจกต์‘รามาธิบดี’ หมื่นล้าน Smart hospital ดันนวัตกรรมเพื่อทุกชีวิต

คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดีกำลังดำเนินโครงการก่อสร้างอาคารโรงพยาบาลแห่งใหม่เพื่อขยายพื้นที่การให้บริการและยกระดับสู่การเป็น Smart Hospital ที่ทันสมัย โครงการนี้มุ่งเน้นการแก้ไขปัญหาความแออัดและลดระยะเวลารอคอยการรักษา โดยการเพิ่มจำนวนห้องผ่าตัดและนำเทคโนโลยีทางการแพทย์ระดับสูง เช่น ปัญญาประดิษฐ์ (AI) และหุ่นยนต์ช่วยจัดยามาปรับใช้ให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด 

นอกจากนี้ยังมีการผลักดันนวัตกรรมการรักษาแนวใหม่ด้วยเซลล์และยีนบำบัด เพื่อช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายและเพิ่มโอกาสในการเข้าถึงการรักษาโรคซับซ้อนให้แก่ผู้ป่วยชาวไทย ทั้งนี้โครงการดังกล่าวต้องการการสนับสนุนด้านงบประมาณจากทั้งภาครัฐและเงินบริจาคผ่าน

มูลนิธิรามาธิบดี ในพระราชูปถัมภ์ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เพื่อจัดซื้อเครื่องมือแพทย์และพัฒนาย่านนวัตกรรมโยธีให้สมบูรณ์ โดยมุ่งเน้นการผลิตบุคลากรที่มีคุณภาพควบคู่ไปกับการยกระดับมาตรฐานการดูแลสุขภาพในระดับสากล

ข่าวที่เกี่ยวข้อง:

'รามาธิบดี'มุ่งพัฒนานวัตกรรม ATMP ลดต้นทุนการรักษาให้ผู้ป่วยไทยเข้าถึงได้จริง

รู้ทัน 'โรคไต' ป้องกันได้ต้อง 'คุมเค็ม' และ 'คุมหวาน'ร่วมด้วย

บริหาร“พื้นที่”ปลดล็อกศักยภาพการรักษา

ศ.คลินิก นพ.อาทิตย์ อังกานนท์ คณบดีคณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี ให้สัมภาษณ์ว่า  ท่ามกลางความท้าทายของระบบสาธารณสุขไทย ทั้งจำนวนผู้ป่วยที่เพิ่มสูงขึ้นและความซับซ้อนของโรคภัยไข้เจ็บ “โรงพยาบาลรามาธิบดี” ในฐานะโรงเรียนแพทย์และสถานพยาบาลระดับแนวหน้าของประเทศ กำลังก้าวเข้าสู่การเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญเพื่อยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันและการให้บริการ ด้วยการขับเคลื่อนเมกะโปรเจกต์ “รามาธิบดีโฉมใหม่” ที่ไม่ได้เป็นเพียงการสร้างอาคาร แต่คือการวางโครงสร้างพื้นฐานด้านนวัตกรรมระดับประเทศ

ปัญหาคอขวดที่สำคัญที่สุดของรามาธิบดีในปัจจุบันคือ “ข้อจำกัดด้านพื้นที่” ปัจจุบันโรงพยาบาลมีพื้นที่ทำงานประมาณ 170,000 ตารางเมตร แต่ต้องรองรับการดูแลผู้ป่วยมากถึงราว 3 ล้านคนต่อปี การลงทุนสร้างอาคารใหม่จะเข้ามาตอบโจทย์นี้โดยตรง

นอกจากนี้ อาคารใหม่ยังถูกออกแบบด้วยแนวคิดโรงพยาบาลสมัยใหม่ ที่ให้ความสำคัญกับระบบโลจิสติกส์ ทั้งโฟลว์ของผู้ป่วย บุคลากร และอุปกรณ์ทางการแพทย์ เพื่อลดความซับซ้อนและเพิ่มประสิทธิภาพในการให้บริการ โปรเจกต์นี้ได้รับการสนับสนุนงบประมาณจากภาครัฐราว 7,000 ล้านบาท รามาธิบดีได้ตั้งเป้าระดมทุนและจัดหาเงินด้วยตนเองอีกประมาณ 10,000 ล้านบาท

เมกะโปรเจกต์‘รามาธิบดี’ หมื่นล้าน Smart hospital ดันนวัตกรรมเพื่อทุกชีวิต

โดยแหล่งเงินทุนเหล่านี้จะมาจาก 3 ส่วนหลัก ได้แก่ งบประมาณรัฐบาล, รายได้จากการดำเนินงานของคณะฯ และที่สำคัญคือเงินบริจาคผ่านมูลนิธิรามาธิบดี ในพระราชูปถัมภ์ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ซึ่งเป็นกำลังสำคัญในการเติมเต็มจิ๊กซอว์ตัวนี้เพื่อนำไปใช้เป็นค่าตกแต่งภายใน ระบบทางการแพทย์ เครื่องมือแพทย์ชั้นสูง และการดูแลรักษาอาคารในระยะยาว

 

เพิ่มพื้นที่ให้บริการผู้ป่วย กว่า 400,000 ตร.ม.

ขณะนี้โครงการกำลังเข้าสู่ขั้นตอนเริ่มก่อสร้าง โดยได้ส่งมอบพื้นที่ให้ผู้รับเหมาก่อสร้างแล้ว หลังจากนั้นจะทยอยก่อสร้าง โดยคาดว่าจะใช้เวลาประมาณ 6 ปี จึงจะแล้วเสร็จสมบูรณ์

หลังเริ่มก่อสร้าง คาดว่าช่วงปลายปี 2570 ถึงต้นปี 2571 งานชั้นใต้ดินจะแล้วเสร็จ จากนั้นจะเริ่มเห็นตัวอาคารค่อย ๆ เติบโตขึ้น และคาดว่าในช่วงปี 2572–2573 อาคารจะเริ่มเห็นเป็นรูปเป็นร่างและแล้วเสร็จในเชิงโครงสร้าง จากนั้นจะเข้าสู่งานระบบ งานตกแต่งภายใน และการติดตั้งเครื่องมือแพทย์ โดยตั้งเป้าเปิดดำเนินการตามแผนในปี 2575

“เมื่ออาคารใหม่ก่อสร้างแล้วเสร็จ จะมีการเพิ่มพื้นที่อีกเกือบ 300,000 ตารางเมตร ทำให้เรามีพื้นที่รวมเพิ่มขึ้นเป็นกว่า 400,000 ตารางเมตร ส่งผลให้โรงพยาบาลมีพื้นที่ห้องผู้ป่วย ห้องผ่าตัด ICU และพื้นที่บริการต่าง ๆ มากขึ้น ปัจจุบันอาจารย์แพทย์และแพทย์ผู้เชี่ยวชาญบางท่านมีเวลาผ่าตัดเพียงไม่ถึง 5 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ทั้งที่ศักยภาพของบุคลากรสามารถรองรับเคสได้มากกว่านั้น หากมีห้องผ่าตัดเพิ่มขึ้น แพทย์อาจเพิ่มเวลาผ่าตัดเป็นหนึ่งวันเต็มหรือหนึ่งวันครึ่งต่อสัปดาห์ สิ่งนี้จะช่วยให้ผู้ป่วยที่รอคิวผ่าตัดมีโอกาสได้รับการรักษาเร็วขึ้น จากเดิมที่อาจต้องรอ 1–2 เดือน อาจลดลงเหลือประมาณ 1–2 สัปดาห์”

เมกะโปรเจกต์‘รามาธิบดี’ หมื่นล้าน Smart hospital ดันนวัตกรรมเพื่อทุกชีวิต

ลดต้นทุนใช้“นวัตกรรมทางการแพทย์”ไทย

ศ.คลินิก นพ.อาทิตย์  กล่าวว่าเป้าหมายสำคัญอีกประการของรามาธิบดี คือการลดการพึ่งพาเทคโนโลยีจากต่างประเทศ และก้าวขึ้นเป็นผู้สร้างนวัตกรรม (Medical Innovation) โดยเฉพาะเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) และการรักษาขั้นสูง ขณะนี้รามาธิบดีมีความก้าวหน้าอย่างมากในการ พัฒนาโมเดล AI สำหรับอ่านภาพเอกซเรย์จากฟิล์ม X-ray ซึ่งคาดว่าจะสามารถขึ้นทะเบียนกับสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) ได้ภายในปีนี้ เพื่อเตรียมขยายการใช้งานไปยังโรงพยาบาลต่าง ๆ

รวมทั้ง การพัฒนา ATMP (Advanced Therapy Medicinal Products) หรือการรักษาแนวใหม่ด้วยเซลล์และยีนบำบัด ปัจจุบันหากต้องนำเข้าการรักษาประเภทนี้จากต่างประเทศ อาจมีค่าใช้จ่ายพุ่งสูงถึงประมาณ 15–20 ล้านบาทต่อราย แต่ด้วยศักยภาพของอาจารย์แพทย์และนักวิจัยรามาธิบดี ที่กำลังพัฒนาการผลิตเซลล์เหล่านี้ขึ้นเองในประเทศ คาดว่าจะช่วยลดค่าใช้จ่ายลงได้มหาศาลถึง 5–10 เท่า เปิดโอกาสให้ผู้ป่วยไทยเข้าถึงการรักษาที่ก้าวหน้าได้มากขึ้น

เทคโนโลยีเซลล์และยีนบำบัดนี้ จะเป็นความหวังใหม่ในการนำไปประยุกต์ใช้กับหลายโรค ไม่ว่าจะเป็น โรคมะเร็ง โรคแพ้ภูมิตัวเอง โรคพาร์กินสัน และโรคธาลัสซีเมีย โดยเฉพาะโรคพาร์กินสันที่ผู้ป่วยบางรายอาจไม่ต้องพึ่งยาตลอดชีวิต และโรคธาลัสซีเมียที่พบมากในไทย ซึ่งเดิมต้องอาศัยการปลูกถ่ายไขกระดูกที่มีข้อจำกัดสูง การรักษาทางพันธุกรรมจึงเป็นทางเลือกใหม่ที่ช่วยให้ผู้ป่วยมีโอกาสหายขาดมากขึ้น

“การรักษาโรคธาลัสซีเมียด้วยยีนบำบัด ซึ่งในต่างประเทศมีค่าใช้จ่ายประมาณ 2 ล้านดอลลาร์ หรือราว 70 ล้านบาทต่อผู้ป่วยหนึ่งราย หากรามาธิบดีสามารถวิจัยและพัฒนาการรักษานี้ได้เองในประเทศ คาดว่าจะลดค่าใช้จ่ายลงได้ประมาณ 10–15 เท่า ทำให้ผู้ป่วยไทยมีโอกาสเข้าถึงการรักษาที่มีประสิทธิภาพสูงได้มากขึ้น”

เมกะโปรเจกต์‘รามาธิบดี’ หมื่นล้าน Smart hospital ดันนวัตกรรมเพื่อทุกชีวิต

Smart Hospital ดึงหุ่นยนต์-IoTเสริมบริการ

ศ.คลินิก นพ.อาทิตย์ กล่าวด้วยว่านอกจากนี้ “รามาธิบดีโฉมใหม่” ได้ยกระดับสู่การเป็น Smart Hospital อย่างเต็มรูปแบบ โดยผสานเทคโนโลยี IT, AI, Robot, IoT และอุปกรณ์การแพทย์สมัยใหม่เข้าด้วยกัน เพื่อให้การติดตามอาการแม่นยำขึ้น และลดภาระงานของบุคลากร

“ปัจจุบันเราเริ่มนำระบบหุ่นยนต์มาช่วยจัดยาในห้องยาหลักแล้ว เนื่องจากผู้ป่วยจำนวนมากมีโรคซับซ้อน บางรายต้องรับยาถึง 15–20 ชนิด ทำให้กระบวนการจัดยาแบบเดิมใช้เวลานาน หลังจากการใช้หุ่นยนต์จัดยา เวลารอรับยาของผู้ป่วยลดลงจากกว่า 1 ชั่วโมง เหลือเพียง 20 กว่านาที โดยในอนาคตมีแผนจะขยายการใช้หุ่นยนต์ไปยังห้องผสมยาและห้องยาเคมีบำบัดที่มีความซับซ้อนและต้องการความแม่นยำสูง"

นอกจากนี้ยังมีการนำนวัตกรรมมาใช้ดูแลผู้ป่วย เช่น อุปกรณ์ติดตามระดับน้ำตาลแบบต่อเนื่อง (CGM) ที่วัดและส่งข้อมูลเข้ามือถือแบบเรียลไทม์ ลดการเจาะเลือดปลายนิ้ว และ อุปกรณ์ติดตามการเต้นของหัวใจขนาดเล็ก ที่ช่วยให้ผู้ป่วยใช้ชีวิตประจำวันได้คล่องตัวขึ้น พร้อมส่งข้อมูลสุขภาพให้แพทย์ติดตามได้ต่อเนื่อง

เมกะโปรเจกต์‘รามาธิบดี’ หมื่นล้าน Smart hospital ดันนวัตกรรมเพื่อทุกชีวิต

“คน”และ“ทุน”ขับเคลื่อนการเติบโต

แม้โครงสร้างพื้นฐานและเทคโนโลยีจะล้ำสมัยเพียงใด แต่ “บุคลากร” ยังคงเป็นหัวใจสำคัญ ในด้านการศึกษา รามาธิบดียังคงนโยบายรับนักศึกษาแพทย์ที่ประมาณปีละ 200 คนเช่นเดิม โดยไม่ได้มุ่งเน้นการเพิ่มปริมาณ แต่ให้ความสำคัญกับการผลิตแพทย์ที่มีคุณภาพและตอบโจทย์สังคม

อย่างไรก็ตาม เพื่อรองรับการขยายตัวของอาคารใหม่ ศ.คลินิก นพ.อาทิตย์ ยอมรับว่า จำเป็นต้องเพิ่มบุคลากรกลุ่มสำคัญ โดยเฉพาะพยาบาลและเภสัชกร อย่างน้อยประมาณ 10–20% (ในหลักร้อยคน) ซึ่งเป็นโจทย์ใหญ่ท่ามกลางภาวะขาดแคลนบุคลากรทั่วประเทศ โดยต้องสร้างแรงจูงใจให้อยากทำงานในระยะยาวร่วมด้วย

ในอนาคต“รามาธิบดีโฉมใหม่”จะกลายเป็นศูนย์การแพทย์ขนาดใหญ่กว่า 15 ไร่ มีพื้นที่ใช้สอยกว่า 278,000 ตารางเมตร เพื่อรองรับกับจำนวนผู้ป่วยและบุคลากรทางการแพทย์ที่เพิ่มขึ้น โดยสามารถรองรับผู้ป่วยนอกได้เพิ่มขึ้น 2.5 ล้านคน และ ผู้ป่วยในเพิ่มขึ้น 55,000 คน รวมถึงสามารถบูรณาการระบบ “โรงพยาบาลอัจฉริยะ” หรือ Smart Hospital เข้ามาช่วยส่งเสริมความสามารถในการนำเสนอบริการและคำปรึกษาด้านการแพทย์ได้อย่างตรงจุด

“รามาธิบดีโฉมใหม่ไม่ใช่แค่การขยายโรงพยาบาลเพื่อรองรับคนให้มากขึ้น แต่คือการสร้างระบบนิเวศทางสาธารณสุขใหม่ ที่ขับเคลื่อนด้วยนวัตกรรมและเทคโนโลยี เพื่อส่งมอบโอกาสในการเข้าถึงการรักษาที่ดีที่สุด ให้กับทุกชีวิตอย่างยั่งยืน” ศ.คลินิก นพ.อาทิตย์ กล่าวทิ้งท้าย

เมกะโปรเจกต์‘รามาธิบดี’ หมื่นล้าน Smart hospital ดันนวัตกรรมเพื่อทุกชีวิต