“โรคไต” เป็นสาเหตุการเสียชีวิต อันดับที่ 6 ของโลก และเป็นหนึ่งในสาเหตุการเสียชีวิตก่อนวัยอันควรที่มีแนวโน้มพุ่งสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง และ“โรคไตเรื้อรัง” เป็นปัญหาสุขภาพที่พบได้บ่อยในคนไทย โดยมีรายงานว่าคนไทยประมาณ 10 คน จะพบเป็นโรคไตเรื้อรังถึง 2 คน และกว่า 17.6% กำลังเผชิญกับโรคไตเรื้อรังโดยไม่รู้ตัว และในแต่ละปีมีผู้ป่วยใหม่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง
นอกจากนั้น สถานการณ์ "โรคไต" ในประเทศไทยติดอันดับ 1 ใน 5 ของโลกที่มีอัตราผู้ป่วยโรคไตวายเรื้อรังสูงที่สุด ขณะนี้มีผู้ป่วยไตวายเรื้อรังขึ้นทะเบียนถึง 11.6 ล้านคน และเกือบ 90,000 คนต้องฟอกเลือดทุกปี
หลายคนเข้าใจว่า “โรคไตเกิดจากการกินเค็ม” ซึ่งถูกต้องบางส่วน แต่ในความเป็นจริง แค่คุมเค็มอย่างเดียวไม่พอ ต้องคุมหวานด้วย เพราะน้ำตาล คือ ทางอ้อมที่พาไตพังโดยไม่รู้ตัว
ข่าวที่เกี่ยวข้อง:
‘โรคไต’ ภัยเงียบเศรษฐกิจไทย CheCKD Now รับมือก่อนสายเกินแก้
รู้จัก 'โพรไบโอติก L34' วิจัยแพทย์ จุฬาฯ ลดสารพิษ-อักเสบ สู้โรคไต
โรคไตเรื้อรังพบได้บ่อย และมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ
พญ.ศรินยา บุญเกิด สาขาวิชาโรคไต ภาควิชาอายุรศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล อธิบายว่าโรคไตเรื้อรัง คือ ภาวะที่ไตทำงานลดลงต่อเนื่อง หรือตรวจพบความผิดปกติในปัสสาวะนานเกิน 3 เดือน ขึ้นไป โดยแบ่งความรุนแรงออกเป็น 5 ระยะ ตามค่า eGFR
- ค่า eGFR สูง: ไตยังทำงานได้ดี
- ค่า eGFR ต่ำ: ไตเริ่มเสื่อมสภาพและทำงานได้น้อยลง
โรคนี้น่ากลัวตรงไม่มีสัญญาณเตือน ซึ่งในระยะแรกผู้ป่วยส่วนใหญ่มัก ไม่มีอาการผิดปกติ ทำให้ไม่รู้ตัวว่าไตกำลังเสื่อม
- อาการมักมาเมื่อสาย: กว่าจะมีอาการบวม เหนื่อยง่าย หรือปัสสาวะผิดปกติ ไตมักจะเสื่อมไปมากแล้ว
ในประเทศไทย โรคไตเรื้อรังพบได้ค่อนข้างบ่อย และมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ โดยเฉพาะในผู้ที่เป็นเบาหวาน ความดันโลหิตสูง หรืออายุเกิน 60 ปี หากปล่อยไว้โดยไม่ควบคุมปัจจัยเสี่ยง อาจนำไปสู่ภาวะไตวายระยะสุดท้าย ซึ่งต้องฟอกไตหรือปลูกถ่ายไต
ดังนั้น การรู้จักปัจจัยเสี่ยงและตรวจคัดกรองตั้งแต่เนิ่น ๆ จึงเป็นหัวใจสำคัญของการป้องกันโรคไต
คุมเค็มอย่างเดียวไม่พอ ทำไมต้องคุมหวานด้วย
หลายคนเข้าใจว่าโรคไตสัมพันธ์กับการกินเค็มเพียงอย่างเดียว ซึ่งความจริงแล้ว “โซเดียม” มีผลโดยตรงต่อการควบคุมความดันโลหิต และความดันสูงทำให้ไตทำงานหนักขึ้น แต่ “น้ำตาล” คือปัจจัยทางอ้อมที่อันตรายไม่แพ้กัน
เมื่อรับประทานหวานมากเกินไป ร่างกายจะมีความเสี่ยงต่อการเกิดโรคเบาหวาน และโรคอ้วน และเบาหวานคือสาเหตุอันดับต้น ๆ ที่ทำให้เกิดภาวะไตเสื่อมเรื้อรัง นอกจากนี้ความหวานยังก่อให้เกิดกระบวนการอักเสบทั่วร่างกาย น้ำตาลที่สูงต่อเนื่องจะทำลายหลอดเลือดเล็ก ๆ ในไต ทำให้ประสิทธิภาพการกรองลดลง
ปัจจุบันอาหารและเครื่องดื่มหวานเข้าถึงง่ายมาก เช่น ชานม น้ำอัดลม กาแฟปรุงรส ขนมหวานสำเร็จรูป หากบริโภคเป็นประจำโดยไม่ควบคุม อาจเพิ่มความเสี่ยงโรคไตจากเบาหวานในระยะยาว ดังนั้นการป้องกันโรคไตจึงต้อง “ลดทั้งเค็มและหวาน” ควบคู่กัน
โซเดียมแฝงที่หลายคนไม่รู้ตัว
แม้จะไม่เติมเกลือเพิ่ม แต่โซเดียมอาจแฝงอยู่ในอาหารประจำวัน เช่น น้ำปลา ซีอิ๊ว ซอสปรุงรส ผงชูรส และอาหารแปรรูปต่าง ๆ โดยปริมาณโซเดียมที่แนะนำไม่ควรเกิน 2,000 มิลลิกรัมต่อวัน ซึ่งเทียบเท่าเกลือประมาณ 1 ช้อนชาเท่านั้น
ปัญหาคืออาหารนอกบ้านและอาหารสำเร็จรูปมักมีโซเดียมสูงโดยที่เราไม่รู้ตัว โดยเฉพาะน้ำซุป อาหารประเภทหมาล่า ชาบู หรือก๋วยเตี๋ยวที่มีการปรุงรสเข้มข้น
วิธีง่าย ๆ คือ “ชิมก่อนปรุง” ลดการซดน้ำซุป และค่อย ๆ ลดเค็มทีละน้อย เพราะลิ้นของคนเราสามารถปรับตัวได้ หากฝึกลดความเค็ม ความหวาน อย่างสม่ำเสมอจะรู้สึกว่าอาหารรสอ่อนก็อร่อยได้
ควบคุมน้ำหนัก ลดภาระไตในระยะยาว
ภาวะน้ำหนักเกินและโรคอ้วนทำให้ร่างกายต้องทำงานหนักขึ้น รวมถึงไตด้วย เมื่อร่างกายมีไขมันสะสมมากขึ้น จะเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดเบาหวานและความดันโลหิตสูง ซึ่งทั้งสองโรคส่งผลโดยตรงต่อการเสื่อมของไต
การควบคุมน้ำหนักให้อยู่ในเกณฑ์เหมาะสม ออกกำลังกายสม่ำเสมอ และรับประทานอาหารที่สมดุล จะช่วยลดภาระการทำงานของไตในระยะยาว นอกจากนี้ควรหลีกเลี่ยงการใช้ยาแก้ปวดกลุ่ม NSAIDs ต่อเนื่องเป็นเวลานานโดยไม่จำเป็น เพราะอาจกระทบต่อการทำงานของไตได้
การดูแลสุขภาพพื้นฐานอย่างสม่ำเสมอคือการลงทุนระยะยาวที่คุ้มค่าที่สุดสำหรับไตของเรา
ปัจจัยเสี่ยงโรคไตในชีวิตประจำวัน
กินเค็มจัดเป็นประจำ โซเดียมสูงทำให้ความดันโลหิตเพิ่มขึ้น และความดันสูงเป็นสาเหตุสำคัญของไตเสื่อม อาหารที่มีโซเดียมแฝงได้แก่ น้ำปลา ซีอิ๊ว ซอสปรุงรส ผงชูรส อาหารสำเร็จรูป บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป อาหารแปรรูป และน้ำซุปต่าง ๆ แม้ไม่ได้เติมเกลือเอง แต่ถ้ารับประทานอาหารนอกบ้านบ่อย โอกาสได้รับโซเดียมเกินก็สูงมาก
- กินหวานมาก เสี่ยงเบาหวาน น้ำตาลไม่ได้ทำลายไตโดยตรงในทันที แต่การบริโภคหวานจัดเพิ่มความเสี่ยงโรคอ้วนและเบาหวาน เมื่อเป็นเบาหวาน ระดับน้ำตาลในเลือดที่สูงต่อเนื่องจะทำลายหลอดเลือดฝอยในไต ทำให้เกิด “เบาหวานลงไต” ซึ่งเป็นสาเหตุอันดับต้น ๆ ของโรคไตเรื้อรัง เครื่องดื่มหวาน ชานม น้ำอัดลม กาแฟใส่น้ำเชื่อม คือความเสี่ยงที่หลายคนมองข้าม
- น้ำหนักเกินหรือโรคอ้วน ภาวะน้ำหนักเกินทำให้ร่างกายเกิดการอักเสบเรื้อรัง เพิ่มความเสี่ยงเบาหวานและความดันโลหิตสูง ซึ่งล้วนส่งผลต่อไตโดยตรง นอกจากนี้ไตต้องทำงานหนักขึ้นเพื่อกรองของเสียจากร่างกายที่มีมวลมากขึ้น การควบคุมน้ำหนักจึงเป็นหนึ่งในวิธีป้องกันโรคไตที่สำคัญ
- ใช้ยาแก้ปวดต่อเนื่องโดยไม่จำเป็น ยาแก้ปวดบางกลุ่ม เช่น NSAIDs หากใช้ต่อเนื่องเป็นเวลานานหรือใช้ขนาดสูง อาจทำให้ไตทำงานลดลง โดยเฉพาะในผู้ที่มีโรคประจำตัวอยู่แล้ว หลายคนซื้อยารับประทานเองเมื่อปวดเข่า ปวดหลัง โดยไม่ได้ปรึกษาแพทย์ ซึ่งอาจเพิ่มความเสี่ยงไตเสื่อมในระยะยาว
- ควบคุมเบาหวานและความดันได้ไม่ดี แม้จะเป็นโรคประจำตัวอยู่แล้ว แต่หากควบคุมระดับน้ำตาลหรือความดันไม่ได้ตามเป้าหมาย ความเสียหายต่อไตจะค่อย ๆ สะสมโดยไม่มีอาการเตือนชัดเจน ผู้ป่วยกลุ่มนี้ควรตรวจค่าไตและตรวจปัสสาวะเป็นประจำ
- ไม่ตรวจสุขภาพประจำปี โรคไตระยะแรกมักไม่มีอาการ การไม่ตรวจเลือดหรือปัสสาวะประจำปี ทำให้พลาดโอกาสพบโรคตั้งแต่ระยะต้น ๆ ซึ่งเป็นช่วงที่สามารถชะลอการเสื่อมได้ดีที่สุด โดยเฉพาะผู้ที่อายุเกิน 60 ปี หรือมีประวัติครอบครัวเป็นโรคไต ควรให้ความสำคัญมากขึ้น
"การป้องกันโรคไตไม่ใช่แค่ “งดเค็ม” แต่ต้องมองให้ครบทั้งระบบอาหารและพฤติกรรมสุขภาพ เค็มจัดทำให้ความดันสูง หวานจัดเพิ่มความเสี่ยงเบาหวาน และทั้งสองโรคคือสาเหตุหลักของไตเสื่อมเรื้อรัง การควบคุมโซเดียม ลดน้ำตาล ควบคุมน้ำหนัก ออกกำลังกาย และตรวจสุขภาพสม่ำเสมอ คือแนวทางที่ยั่งยืนที่สุด"
โรคไตระยะแรกอาจไม่มีสัญญาณเตือน แต่เมื่อไตเสื่อมมากแล้ว มักไม่สามารถฟื้นกลับมาเหมือนเดิมได้ การเริ่มดูแลตั้งแต่วันนี้จึงสำคัญที่สุด เพราะไตคืออวัยวะที่ทำงานเงียบ ๆ แต่มีผลต่อชีวิตทั้งระบบ
ดูแลไตตั้งแต่วันนี้ ช่วยชะลอการเสื่อมของไตในอนาคต และลดโอกาสต้องฟอกไตหรือปลูกถ่ายไตในระยะยาว
ทำความเข้าใจ 'เบาหวานลงไต'
เบาหวานลงไต เกิดจากการควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดไม่ดี การมีน้ำตาลในเลือดสูงเป็นเวลานาน ทำให้หลอดเลือดฝอยในไตเสื่อมสภาพ ซึ่งลดประสิทธิภาพในการกรองของเสีย เกิดการอักเสบในระดับโมเลกุล ทำให้สารพิษสะสมในร่างกาย ดังนั้นผู้ป่วยเบาหวานที่มีระดับน้ำตาลในเลือดสูงเป็นเวลานาน จึงเกิดความเสียหายแก่ไตและทำให้ไตไม่สามารถทำงานได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ
นอกจากนี้ ยังมีปัจจัยเสี่ยงอื่น ๆ ในผู้ป่วยเบาหวานที่เร่งให้ไตเสียหาย เช่น
- ความดันโลหิตสูง
- พันธุกรรม ผู้ป่วยที่มีญาติเป็นโรคเบาหวานหรือโรคไต จะมีโอกาสเป็นเบาหวานลงไตสูงกว่าคนทั่วไป
- โรคอ้วน
- ภาวะคอเลสเตอรอลสูง
- การสูบบุหรี่
เบาหวานลงไตมีกี่ระยะ?
โรคไตเรื้อรังจากเบาหวาน สามารถแบ่งได้เป็น 5 ระยะ โดยประเมินจากอัตราการกรองของไต (eGFR) และปริมาณของโปรตีนอัลบูมินที่รั่วในปัสสาวะ ดังนี้
- ระยะที่ 1 : ผู้ป่วยเบาหวานลงไตในระยะนี้จะพบค่า eGFR ประมาณ 90% ขึ้นไป และอาจยังตรวจไม่พบโปรตีนรั่วในปัสสาวะ หรือพบได้น้อยมาก แต่จะตรวจพบน้ำตาลในปัสสาวะ
- ระยะที่ 2 : ผู้ป่วยเบาหวานลงไตในระยะนี้ จะพบค่า eGFR ประมาณ 60-89% หรือการทำงานลดลงเล็กน้อย
- ระยะที่ 3 : ผู้ป่วยเบาหวานลงไตในระยะนี้จะพบค่า eGFR ประมาณ 30-59%
- ระยะที่ 4 : ผู้ป่วยเบาหวานลงไตในระยะนี้จะพบค่า eGFR ประมาณ 15-29%
- ระยะที่ 5 : ผู้ป่วยเบาหวานลงไตในระยะสุดท้ายนี้จะพบค่า eGFR ต่ำกว่า 15% เมื่อสูญเสียความสามารถในการทำงานของไต ผู้ป่วยจึงจำเป็นจะต้องได้รับการฟอกไตเพื่อกำจัดของเสียในเลือด
นอกจากค่าอัตราการกรองของไต eGFR แล้ว ปริมาณของโปรตีนอัลบูมินที่รั่วในปัสสาวะ สามารถบ่งบอกความรุนแรง และโอกาสเกิดความเสื่อมของไตในอนาคตได้ โดย
- โปรตีนอัลบูมิน น้อยกว่า 30 มิลลิกรัม/กรัม (A1 หรือ UACR < 30 mg/g) ถือว่าปกติ ยังไม่มีการรั่วของอัลบูมินในปัสสาวะ ถือว่าพยากรณ์โรคที่ดีกว่าผู้ที่มีโปรตีนรั่วในปัสสาวะ
- โปรตีนอัลบูมิน อยู่ระหว่าง 30-300 มิลลิกรัม/กรัม (A2 หรือ UACR 30-300 mg/g) ผู้ป่วยที่ความเสี่ยงของการเกิดไตเสื่อมสูงมากขึ้น
- โปรตีนอัลบูมิน มากกว่า 300 มิลลิกรัม/กรัม (A3 หรือ UACR > 300 mg/g) ผู้ป่วยที่ความเสี่ยงของการเกิดไตเสื่อมสูงที่สุดในกลุ่มทั้งหมด
ป้องกันเบาหวานลงไตทำได้ง่ายๆ
แม้ว่าจะเป็นโรคเบาหวาน แต่หากมีการควบคุมโรคให้ดีก็สามารถลดโอกาสเกิดภาวะแทรกซ้อนอันตรายอย่างเบาหวานลงไตได้ ซึ่งจะมีวิธีป้องกันดังต่อไปนี้
- ควบคุมน้ำตาลให้อยู่ในเกณฑ์ปกติ สามารถทำได้โดยการควบคุมอาหาร หลีกเลี่ยงการทานอาหารรสหวาน หรือมีแป้งมาก กินยาหรือฉีดยาตามแพทย์สั่ง
- ควบคุมความดันไม่ให้สูงเกินเกณฑ์ เช่น ลดการทานของเค็มหรือมีโซเดียมสูง พักผ่อนให้เพียงพอ ไม่เครียด กินยาลดความดันโลหิตสม่ำเสมอ ควบคุมให้ความดันโลหิตไม่เกิด 130-140 มิลลิเมตรปรอท
- ระวังการทานโปรตีนสูง เนื่องจากโปรตีนที่สูงมากอาจเร่งให้ไตเสื่อมเร็วขึ้นในผู้ป่วยโรคเบาหวาน
- ลดการทานไขมันชนิดไม่ดี (LDL) ป้องกันไขมันสะสมตามหลอดเลือด ซึ่งเป็นปัจจัยเสี่ยงที่ทำให้หลอดเลือดเสื่อมสภาพเร็วขึ้น
- เลิกสูบบุหรี่ เพราะบุหรี่อาจเร่งให้ไตเสื่อม รวมไปถึงการก่อโรคหัวใจและหลอดเลือด
- ระมัดระวังการใช้ยาโดยไม่จำเป็น เพราะยาบางชนิดอาจทำให้ไตทำงานได้ลดลง เช่น ยากลุ่ม NSAIDs
เบาหวานลงไต เป็นภาวะแทรกซ้อนที่อันตรายสำหรับผู้ป่วยโรคเบาหวาน ซึ่งถ้าหากไม่สามารถควบคุมโรคได้อาจทำให้ไตเสื่อมสภาพ และนำไปสู่ภาวะไตวายที่เป็นอันตรายต่อชีวิตได้ในที่สุด ดังนั้น การดูแลสุขภาพให้แข็งแรง ควบคุมระดับน้ำตาลและความดันให้ดี หลีกเลี่ยงปัจจัยเสี่ยงต่าง ๆ จึงเป็นวิธีป้องกันและลดความเสี่ยงในการเกิดภาวะเบาหวานลงไตได้อย่างมีประสิทธิภาพ
อ้างอิง:RAMA Channel ,โรงพยาบาลพระรามเก้า

