“โรคไตเรื้อรัง (Chronic Kidney Disease: CKD)” ถือเพชฌฆาตเงียบที่คืบคลานเข้ามาอย่างช้าๆ ข้อมูลระบุว่าประชากรไทยวัยผู้ใหญ่ประมาณ 3.9% มีภาวะโรคไตตั้งแต่ระยะที่ 3 ขึ้นไป แต่ที่น่าตกใจยิ่งกว่าคือในกลุ่มผู้สูงอายุ 80 ปีขึ้นไป ตัวเลขพุ่งสูงถึง 37-38% หากไม่ได้รับการดูแลอย่างถูกต้อง พวกเขาอาจต้องเข้าสู่กระบวนการฟอกไตภายใน 4-5 ปี
เนื่องในโอกาส “วันไตโลก 2569” (World Kidney Day 2026) วันที่ 12 มี.ค. 2569 บริษัท เบอริงเกอร์ อินเกลไฮม์ (ไทย) จำกัด ร่วมกับสมาคมความดันโลหิตสูงแห่งประเทศไทย ได้เปิดเผยข้อมูลจากโครงการ “CheCKD Now” เพื่อเตือนสติคนไทยให้หยุดรอสัญญาณเตือนจากร่างกาย เพราะเมื่อถึงวันที่รู้สึก “บวม” หรือ “เหนื่อย” นั่นอาจหมายถึงความเสียหายที่เกินจะเยียวยา
ข่าวที่เกี่ยวข้อง:
รู้จัก 'โพรไบโอติก L34' วิจัยแพทย์ จุฬาฯ ลดสารพิษ-อักเสบ สู้โรคไต
SMEs ไทยจากฐานผลิต 'ชิ้นส่วนยานยนต์' สู่ 'Medical Manufacturing Hub'
สัญญาณเตือนภัยหลอดเลือด เสี่ยงโรคไต
ศ.เกียรติคุณ นพ.อภิชาต สุคนธสรรพ์ นายกสมาคมความดันโลหิตสูงแห่งประเทศไทย กล่าวว่า โรคไตเรื้อรัง ในระยะเริ่มต้นคนไข้มักไม่แสดงอาการ ทำให้หลายรายได้รับการวินิจฉัยเมื่อโรคลุกลามแล้ว โดยเฉพาะในกลุ่มคนไข้ความดันโลหิตสูง, เบาหวาน, โรคหัวใจและหลอดเลือด, โรคอ้วน และถ้าเป็นประชาชนในพื้นที่อีสานก็จะเป็นโรคนิ่วที่มีความเสี่ยงเป็นโรคไตสูงมากขึ้น ฉะนั้น การตรวจ Microalbuminuria จึงเป็นเครื่องมือสำคัญที่ช่วยตรวจพบสัญญาณความเสื่อมของไตตั้งแต่ระยะเริ่มต้น และเปิดโอกาสให้แพทย์สามารถวางแผนการรักษาและดูแลผู้ป่วยเพื่อชะลอการดำเนินโรคได้อย่างมีประสิทธิภาพ
ความเชื่อมโยงระหว่างคนไข้ แรงกระแทกจากความดันโลหิตที่สูงเกินเกณฑ์จะเข้าทำลายหลอดเลือดและหน่วยกรอง (Glomerulus) ของไตโดยตรง นอกจากปัจจัยด้านพฤติกรรม การขาดการออกกำลังกาย การกินผักผลไม้น้อย พฤติกรรมการกินเค็ม และการใช้ยาแก้ปวด รวมถึงปัญหาสิ่งแวดล้อมอย่าง PM 2.5 ล้วนเป็นปัจจัยสำคัญที่เพิ่มความชุกของโรคความดันโลหิตสูงในปัจจุบันอย่างมีนัยสำคัญ และเมื่อคนเป็นโรคความดันโลหิตสูงมากขึ้น ก็มีความเสี่ยงเป็นโรคไตมากขึ้น
สัญญาณเตือนภัยหลอดเลือดทั่วร่าง การตรวจเจอโปรตีนรั่วในปัสสาวะเป็นดัชนีชี้วัดว่าหลอดเลือดทั่วร่างกายของคุณกำลังบาดเจ็บ ข้อมูลระบุชัดว่าผู้ป่วยโรคไตมักเสียชีวิตจาก ภาวะแทรกซ้อนทางหัวใจและหลอดเลือด (MACE) ก่อนจะถึงเกณฑ์ต้องฟอกไตด้วยซ้ำ โดยเฉพาะ ภาวะหัวใจหยุดเต้นกะทันหัน สาเหตุการตายสูงสุดในกลุ่มโรคไต, โรคหลอดเลือดสมอง คนไทยเสียชีวิตเฉลี่ยถึง 3 รายต่อชั่วโมง (อ้างอิงสถิติปี 2566), ภาวะหัวใจล้มเหลวจากการที่หัวใจต้องทำงานหนักภายใต้ความเสื่อมของระบบหลอดเลือดและหัวใจเต้นผิดจังหวะและโรคหลอดเลือดส่วนปลายตีบ
ไตเรื้อรังค่าใช้จ่าย1.6ล้านล้านบาทต่อปี
โรคไตเรื้อรังยังส่งผลกระทบทางเศรษฐกิจอย่างมีนัยสำคัญ โดยข้อมูลด้านเศรษฐศาสตร์สาธารณสุขระบุว่า ค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวข้องกับการรักษาโรคไตเรื้อรังในประเทศไทยมีมูลค่าสูงถึง 1.6 ล้านล้านบาทต่อปี โดยเฉพาะค่าใช้จ่ายในการฟอกไตและการรักษาในโรงพยาบาล
พ.อ.ศ.นพ.บัญชา สถิระพจน์ หัวหน้าแผนกโรคไต กองอายุรกรรม โรงพยาบาลพระมงกุฎเกล้า กล่าวว่าสาเหตุหลักกว่า 80% ของผู้ป่วยไตวายเรื้อรังในไทย มาจากโรคเบาหวาน 40% ของผู้ป่วยไตวายระยะสุดท้าย และโรคความดันโลหิตสูง อีก 40% ซึ่งผู้ป่วยกลุ่มนี้มีความเสี่ยงเป็นโรคไตสูงกว่าคนปกติถึง 3 เท่า
นอกจากนั้นยังมีปัจจัยเสี่ยงจากพฤติกรรมและพันธุกรรรม อย่าง การใช้ยาแก้ปวด โดยเฉพาะยากลุ่ม NSAIDs (เช่น ไอบูโพรเฟน, ไดโคลฟีแนค) หากรับประทานติดต่อกันเป็นเวลานานจะมีพิษต่อไต, การกินเค็ม (โซเดียมสูง) และการรับประทานผักผลไม้น้อย, ประวัติครอบครัว ผู้ที่มีพ่อแม่หรือคนในครอบครัวเป็นโรคไต มีความเสี่ยงสูงขึ้นและควรตรวจคัดกรอง และกลุ่มผู้สูงอายุที่มีอายุ 60 ปีขึ้นไป โดยเฉพาะอายุเกิน 80 ปี จะพบภาวะไตเสื่อมได้มากกว่า 30%
ตรวจคัดกรองระยะเริ่มต้น ชะลอเกิดไตวาย
“โรคไตถ้าตรวจคัดกรองและพบในระยะเริ่มต้นสามารถชะลอการเกิดภาวะไตวาย หรือไตเสื่อมได้ เพราะหากพบในระยะลุกลามแล้ว จะต้องมีการฟอกไต การบำบัดทดแทนไต ซึ่งมีภาระค่าใช้จ่ายที่สูงมากเมื่อเทียบกับการรักษาด้วยยาในระยะเริ่มต้น อย่าง ค่าฟอกไต มีค่าใช้จ่ายประมาณ 1,500 - 2,500 บาทต่อครั้ง โดยปกติผู้ป่วยต้องฟอกไต 2-3 ครั้งต่อสัปดาห์ หรือประมาณ 12 ครั้งต่อเดือน ประมาณการค่าใช้จ่ายรายเดือน เฉพาะค่าฟอกเลือดเพียงอย่างเดียว (ไม่รวมค่าใช้จ่ายอื่นๆ) จะอยู่ที่ประมาณ 24,000 บาทต่อเดือน”
การที่คนไข้ต้องฟอกไต 2-3 ครั้งต่อสัปดาห์ เป็นการสูญเสียกำลังแรงงานอีกด้วย คนไข้จะขาดโอกาสในการประกอบอาชีพและสูญเสียคุณภาพชีวิต ไปอย่างน่าเสียดาย ดังนั้น การส่งเสริมการตรวจคัดกรองตั้งแต่ระยะเริ่มต้นจึงเป็นการเสื่อมของไตและลดภาระค่าใช้จ่ายมหาศาลที่จะเกิดขึ้นในระยะสุดท้าย
ความดันสูง+เบาหวานภาวะโปรตีนรั่ว 60%
รศ.พญ.วีรนุช รอบสันติสุข กรรมการบริหารสมาคมความดันโลหิตสูงแห่งประเทศไทย กล่าวถึงผลการดำเนินงานจากโครงการ CheCKD Now เกี่ยวกับการตรวจคัดกรองโรคไตในผู้ป่วยกลุ่มเสี่ยง จากกลุ่มตัวอย่าง 2,500 คน จากโรงพยาบาล 9 แห่ง พบว่ากว่า 45% ของกลุ่มตัวอย่างมีค่าโปรตีนอัลบูมินรั่วออกมาในปัสสาวะ (microalbuminuria) ซึ่งเป็นสัญญาณเตือนเริ่มต้นของโรคไต โดยภาวะนี้พบได้มากในกลุ่มคนที่มีอายุเกิน 60 ปี และมีประวัติโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง อย่างโรคอ้วน โรคเบาหวาน หรือโรคหัวใจร่วมด้วย
ข้อมูลระบุว่าแม้ผู้ป่วยจะควบคุมความดันโลหิตได้ดีในเกณฑ์เฉลี่ย 130/72 mmHg แต่กลับตรวจพบภาวะโปรตีนอัลบูมินรั่วในปัสสาวะในสัดส่วนที่สูงอย่างน่าตกใจ โดยกลุ่มผู้ป่วยความดันโลหิตสูงทั่วไป อัตราการพบภาวะโปรตีนรั่ว 45% ความเสื่อมระดับโครงสร้างเริ่มเกิดขึ้นแม้ค่าความดันภายนอกจะดูปกติ ขณะที่ผู้ป่วยที่เป็นโรคความดันโลหิตสูงคู่กับโรคเบาหวาน จะมีอัตราการพบภาวะโปรตีนรั่ว 60% ความเสี่ยงพุ่งสูงเกือบเท่าตัว ดังนั้น การรอตรวจค่าของเสียในเลือด (GFR) เพียงอย่างเดียวอาจสายเกินไป เนื่องจากการตรวจพบโปรตีนรั่วคือการพบ “ความผิดปกติในระดับหน่วยกรอง” ก่อนที่ค่าเลือดจะเริ่มฟ้อง
“Microalbuminuria”เตือนโรคไตล่วงหน้า
ปกติการตรวจสุขภาพมักดูค่าของเสียในเลือด (Creatinine หรือ eGFR) โดยค่าการกรองปกติควรอยู่ที่ 90 cc/min ขึ้นไป หากลดต่ำลงกว่านั้นแสดงว่าเริ่มเข้าสู่ระยะที่ 1-2 แต่ปัญหาคือกว่าค่าในเลือดจะขยับ เนื้อไตมักถูกทำลายไปมากแล้ว
การตรวจไมโครอัลบูมิน(Microalbuminuria) ในปัสสาวะ จึงเป็นระบบเตือนภัยล่วงหน้าที่มีประสิทธิภาพสูงกว่า เพราะตรวจพบโปรตีนโมเลกุลเล็กที่รั่วออกมาได้ตั้งแต่ระยะเริ่มต้น ก่อนที่ค่าเลือดจะแสดงความผิดปกติ อีกทั้งค่าเลือดและค่าปัสสาวะทำงานแยกกัน บางคนค่าเลือดปกติแต่โปรตีนรั่วแล้ว นั่นคือความเสี่ยงที่ซ่อนอยู่ มีความรวดเร็วและแม่นยำ เนื่องจากทราบผลได้ทันทีเหมือนการตรวจ ATK ช่วยให้แพทย์ปรับยาเพื่อดึง ให้ไตกลับมาเป็นปกติได้ทันเวลา หากตรวจพบในระยะแรก
การตรวจเลือดอย่างเดียวบอกความเสียหายหลังเกิดเหตุแต่การตรวจปัสสาวะหาไมโครอัลบูมินบอกความเสียหาย ขณะที่กำลังเกิดเหตุ หากเป็นไปได้ผู้ที่มีภาวะความเสี่ยง โดยเฉพาะในกลุ่มคนอายุน้อย ที่ในปัจจุบันพบว่า มีความเสี่ยงเป็นโรคความดันโลหิตสูง โรคอ้วนมากขึ้น การตรวจจะช่วยชะลอการเกิดโรคไตได้
“CheCKD Now” ตระหนักรู้ป้องกันไต
โครงการ CheCKD Now ภายใต้ความร่วมมือระหว่างสมาคมความดันโลหิตสูงฯ และเบอริงเกอร์ อินเกลไฮม์ สะท้อนให้เห็นว่าการคัดกรองเชิงรุกสามารถชี้เป้าความเสี่ยงที่มองไม่เห็นได้ และเป้าต่อไปจะผลักดันให้การตรวจ Microalbuminuria กลายเป็นวาระแห่งชาติเพื่อให้คนไทยรู้ทันสุขภาพไต
พญ. ลัคนา กาญจนกูล ผู้อำนวยการฝ่ายการแพทย์ บริษัท เบอริงเกอร์ อินเกลไฮม์ (ไทย) จำกัด กล่าวว่า โครงการ ‘CheCKD Now’ เป็นการทำงานร่วมกัน เพื่อสนับสนุนการตรวจคัดกรองโรคไตในกลุ่มผู้ป่วยที่มีความเสี่ยง และเสริมสร้างแนวทางการดูแลสุขภาพเชิงรุก ซึ่งจะช่วยให้ผู้ป่วยได้รับการดูแลอย่างเหมาะสมตั้งแต่ระยะเริ่มต้น และช่วยลดภาระของโรคต่อระบบสาธารณสุข มอบชุดตรวจ Microalbuminuria ให้แก่โรงพยาบาล 50 แห่งทั่วประเทศ ช่วยให้สถานพยาบาลระดับท้องถิ่นสามารถคัดกรองความเสี่ยงได้โดยไม่ต้องพึ่งพานักเทคนิคการแพทย์ระดับสูงในเบื้องต้น
รวมถึงมีการบูรณาการเข้ากับ NCD Service Plan เชื่อมโยงการตรวจไตเข้ากับแผนการดูแลผู้ป่วยโรคไม่ติดต่อเรื้อรังของภาครัฐ ทำให้การตรวจ “โปรตีนรั่ว” กลายเป็นมาตรฐานใหม่ในการดูแลผู้ป่วย และการขับเคลื่อนความตระหนักรู้ มุ่งเน้นการให้ข้อมูลว่า “ความดันที่ปกติจากการกินยา ไม่ได้ยืนยันว่าไตของคุณปลอดภัย”





