พนักงานออฟฟิศ วัยทำงานหลายๆ คนที่เข้าออฟฟิศเป็นประจำแล้วรู้สึกว่าตัวเองป่วยง่ายเหลือเกิน ไม่ว่าจะเป็น โรคไข้หวัด ออฟฟิศซินโดรม ปวดเมื่อยตามร่างกายไปหมด ซึ่งโรคเหล่านี้หลายคนอาจจะไปซื้อยามาทาน หรือปล่อยไว้ เพราะมองว่าไม่นานก็หาย แต่ถ้าปล่อยไว้คงไม่ดีต่อสุขภาพในระยะยาวเป็นแน่
ในกลุ่มคนทำงานในอาคารที่มีความเกี่ยวข้องกับช่วงเวลาที่อยู่ในอาคาร แต่ไม่สามารถระบุสาเหตุที่แน่นอนชัดเจนได้ อาการป่วยดังกล่าว เป็นอาการที่ไม่มีลักษณะเฉพาะโรค มักเกิดในสำนักงาน แต่อาการจะดีขึ้นหรือหายไปเมื่อออกนอกตัวอาคาร
เพจเฟสบุ๊ค “โรครว๊ายๆ วัยทำงาน” ได้นำเสนอ “ภูมิแพ้ออฟฟิศ หรือ โรคตึกเป็นพิษ Sick Building Syndrome ที่ไม่ได้หมายถึงโรคชนิดเดียว หากแต่เป็นกลุ่มโรคที่แสดงอาการเมื่อต้องเผชิญกับปัจจัยเสี่ยงจากการใช้ชีวิตในอาคาร ไม่ว่าจะเป็นสถานที่ทำงานหรือที่อยู่อาศัย โดยกลุ่มโรคนี้จะสัมพันธ์กับมลภาวะทางอากาศ ซึ่งตั้งแต่ปี 2563 ก็มีจำนวนคนเมืองที่ป่วยโรคนี้มากขึ้น
ปัจจัยเสี่ยงต่อการเกิด Sick Building Syndrome
- ปัจจัยส่วนบุคคล เช่น เพศหญิง อายุน้อยกว่า 40 ปี โรคภูมิแพ้ สูบบุหรี่ เครียดจากการทำงาน เป็นต้น
- สภาพแวดล้อมภายในอาคาร เช่น มีคนอยู่เป็นจำนวนมาก พื้นปูด้วยพรม มีน้ำรั่วหรือน้ำซึม ขาดการทำความสะอาดสถานที่ เป็นต้น
- ลักษณะการทำงาน เช่น ใช้คอมพิวเตอร์มากกว่า 4 ชั่วโมงต่อวัน นั่งทำงานใกล้เครื่องถ่ายเอกสาร หรือเครื่องพิมพ์ (Printer) เป็นต้น
- ลักษณะอาคาร เช่น อาคารเก่า ใช้เครื่องปรับอากาศรุ่นเก่า อากาศถ่ายเทหรือหมุนเวียนน้อย เป็นต้น
ข่าวที่เกี่ยวข้อง:
คนรุ่นใหม่ 60-70% เผชิญวิกฤติ 'Sleep crisis' นอนน้อยก็ยังไม่หลับ
เปิด 4 ทางลัด ปลดล็อก IP เปลี่ยน 'งานวิจัย'เป็น 'ธุรกิจทำเงิน'
ทำไมคนทำงานถึงเสี่ยงเป็น "ภูมิแพ้ออฟฟิศ"
ศ.ดร.พญ. อรพรรณ โพชนุกูล ศูนย์รักษาโรคหอบหืดและภูมิแพ้ โรงพยาบาลบีเอ็นเอช BNH Asthma and Allergy Centre (BAAC) อธิบายว่ากลุ่มโรค Sick Building Syndrome เป็นกลุ่มโรคที่วงการแพทย์ในปัจจุบันให้ความสำคัญและเฝ้าระวังอย่างเข้มงวด เนื่องจากพบว่าประชากร 1 ใน 3 ของผู้ที่อาศัยอยู่ในเขตเมืองมีประวัติป่วยเป็นกลุ่มโรคนี้ และแนวโน้มผู้ป่วยจะเพิ่มมากขึ้นตามจำนวนประชากรที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว เนื่องจากเมืองมีประชากรหนาแน่น การจราจรติดขัด และอาคารบางแห่งยังเป็นโครงสร้างแบบเก่าที่มีความชื้น การระบายอากาศที่ดี และใช้สีทาผนังหรือสิ่งพิมพ์ที่เป็นสารระเหยง่าย (Volatile Organic Compounds)
มลพิษภายในอาคารเกิดขึ้นได้จากทั้งที่เล็ดลอดเข้ามา และเกิดจากภายในอาคารเอง ไม่ว่าจะเป็นสถานที่ที่ระบบระบายอากาศไม่ถ่ายเท พรมทางเดินมีไรฝุ่น มีการตกแต่งใหม่ มีการใช้สีทาผนังซึ่งเต็มไปด้วยสารเคมีต่างๆ มีความชื้น รอยรั่วซึมซึ่งทำให้เกิดเป็นเชื้อราตามฝาผนัง ซึ่งทั้งหมดส่งผลให้ผู้ป่วยมีอาการ อ่อนเพลียง่าย ปวดหัว ไอ จาม คลื่นไส้ หายใจไม่สะดวก ฯลฯ
สรุปปัจจัยที่ทำให้เกิดภูมิแพ้ออฟฟิศ (Sick Building Syndrome) มีดังนี้
1.อยู่ในอาคารที่มีมลภาวะ ฝุ่นขนาดเล็กสะสมอย่างต่อเนื่อง
2.เครื่องปรับอากาศสกปรก ไม่ได้ทำความสะอาดเป็นเวลานาน
3.มีละอองฝุ่นฟุ้งกระจายไปทั่วบริเวณที่ทำงาน
4.อยู่ในพื้นที่ที่มีแสงน้อย มีการระบายอากาศที่ไม่ดี
อาการของภูมิแพ้ออฟฟิศ ที่สามารถสังเกตได้
- ปวดหัว เวียนศีรษะ หน้ามืด คลื่นไส้ อ่อนเพลีย ไม่มีสมาธิ
- ตา/จมูกแห้ง แสบตา คัดจมูก น้ำมูกไหล ผิวแห้ง ทีผื่นคัน
- ไอ จาม แน่นหน้าอก หายใจมีเสียงหวีดคล้ายหอบหืด
- ปวดเมื่อยตามร่างกาย มีไข้ รู้สึกหนาวสั่นไม่สบายตัว
“เราต้องสังเกตอาการตัวเองให้ดี เช่น ทำไมเดินเข้าอาคารนี้แล้วรู้สึกไม่ค่อยดี อยู่นานๆ แล้วรู้สึกเวียนหัว เพลีย แสบคอ คันตา คันจมูก คันผิวหนัง อาการผิดปกติเช่นนี้เกิดจากการที่เราไปใช้ชีวิตอยู่ในอาคารที่มีมลพิษทางอากาศ ซึ่งเป็นปัจจัยเสี่ยงทำให้เกิดโรค”
การเอาตัวเองออกมาข้างนอกจะทำให้รู้สึกดีขึ้น แต่สำหรับผู้ที่มีประวัติป่วยเป็นโรคภูมิแพ้ โรคทางเดินหายใจ จะได้รับผลกระทบมากกว่าผู้อื่น อาจมีอาการรุนแรงมากยิ่งขึ้น เช่น ผู้ป่วยโรคหอบก็จะเสี่ยงอาการกำเริบมากขึ้น แต่ถึงคนๆ นั้นจะไม่ได้เป็นโรค ครอบครัวไม่ได้มีประวัติเป็นโรคภูมิแพ้ แต่ถ้าใช้ชีวิตอยู่ในสถานที่ที่มีความเสี่ยงทุกวันก็จะกลายเป็นผู้ป่วยได้ในที่สุด
นอกจากนี้ คนเมืองยังสุ่มเสี่ยงต่อการเกิดโรคประเภทออฟฟิศซินโดรม ซึ่งมาจากการทำงานที่ใช้กล้ามเนื้อมัดเดิมซ้ำๆ ขาดการออกกำลังกาย เพราะพื้นที่ในแนวดิ่งไม่เอื้ออำนวย เช่นเดียวกับการเกิดกลุ่มโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง NCDs (Non-Communicable Diseases) ซึ่งส่วนใหญ่เป็นผลจากวิธีการใช้ชีวิต ที่มีพฤติกรรมเสี่ยง เช่น การบริโภคอาหาร การขาดการออกกำลังกาย
ดูแลตัวเอง ปรับปรุงสถานที่ลดภาวะ"ภูมิแพ้ออฟฟิศ"
การปรับปรุงสถานที่ในเป็นมิตรกับสุขภาวะให้มากขึ้น อาทิ
- จัดการสภาพแวดล้อมให้สดใส
ทำความสะอาดโต๊ะทำงานทั้งก่อนและหล้งใช้งานทุกครั้ง เพิ่มต้นไม้ช่วยฟอกอากาศในพื้นที่ออฟฟิศ และจัดพื้นที่ทำงานให้มีแสงสว่างเพียงพอ
- ดูแลอากาศภายในออฟฟิศ
ล้างและทำความสะอาดเครื่องปรับอากาศอย่างสม่ำเสมอ เปิดหน้าต่างระบายอากาศ และหลีกเลี่ยงการใช้สารเคมีในที่ทำงาน เช่น ปากกาเคมี หรือผลิตภัณฑ์ที่มีกลิ่นแรง
- ใส่ใจชีวิตและสุขภาพตัวเอง
นอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ ดื่มน้ำเยอะๆ ลดอาการผิวแห้ง และทำให้ร่างกายสดชื่น สำคัญที่สุด ควรลุกออกไปสูดอากาศภายนอก เพื่อผ่อนคลายอิริยาบถขณะทำงาน
ป้องกันการเกิด Sick Building Syndrome
แม้ระบบอาคารจะถูกออกแบบใหม่เพื่อให้อากาศถ่ายเท
- ถ้าอยู่ในสถานที่ตั้งที่มีดัชนีคุณภาพอากาศ (Air Quality Index : AQI) อยู่ในกลุ่มเสี่ยง ก็ต้องมีเครื่องฟอกอากาศช่วย และต้องถูกวางในห้องที่สมาชิกครอบครัวใช้เวลามากที่สุด โดยเปิดทิ้งไว้ล่วงหน้า 30 นาทีเป็นอย่างน้อย
จัดห้องต้องโล่งที่สุด
- ไม่ควรมีพรมซึ่งเสี่ยงต่อการเก็บไรฝุ่น ผ้าม่านต้องทำความสะอาดอยู่เสมอ เพราะเสี่ยงต่อการเก็บกักเชื้อโรคและสารก่อภูมิแพ้ไรฝุ่น
กำจัดแหล่งสารปนเปื้อนภายในอาคาร
- เช่น บำรุงรักษาเครื่องปรับอากาศและ ระบบระบายอากาศอย่างสม่ำเสมอ ทำความสะอาดพื้น พรมหรือเพดาน อุปกรณ์ เฟอร์นิเจอร์ ไม่ทิ้งขยะค้างคืนในสำนักงานเพราะอาจเป็นอาหารของแมลงสาบได้ เก็บสารระเหยอย่างมิดชิดในที่ที่มีอากาศถ่ายเท
ลดปริมาณมลภาวะทางอากาศ
- ด้วยการใช้ผลิตภัณฑ์ที่เป็นต้นกำเนิดของไอระเหยที่เป็นพิษให้น้อยที่สุด (ค่า VOCs ต่ำ) หรือเลือกวัสดุอื่นทดแทน เช่น ใช้สีทาผนังแบบที่ไม่มีโลหะหนักผสม เลือกใช้เฟอร์นิเจอร์ที่ทำจากไม้จริง หรือใช้เฟอร์นิเจอร์ไม้อัดแบบที่ปล่อยไอระเหยน้อยกว่าปกติ เป็นต้น
ควบคุมสิ่งแวดล้อมในอาคาร
- เช่น เปิดหน้าต่างหลังจากปิดเครื่องปรับอากาศเพื่อระบายอากาศที่ตกค้างในอาคาร เพิ่มระบบถ่ายเทอากาศในบริเวณที่มีสารเคมีระเหยออกมาได้
- หาพืชที่ช่วยลดมลพิษในอากาศมาปลูกในห้อง อาทิ ต้นว่านหางจระเข้ จะช่วยลดกลิ่นของสารระเหยฟอร์มัลดีไฮด์และเบนซิน ,ต้นพลูด่าง จะช่วยลดก๊าซคาร์บอนมอนอกไซด์และแอมโมเนียได้ดี ,ต้นวาสนา จะช่วยขจัดกลิ่นจากน้ำมันกับแลคเกอร์ และต้นฟิโลใบหัวใจ จะช่วยดูดซับสารพิษชนิดสารอินทรีย์ระเหยง่าย (VOCs)
“ที่สำคัญคนเมืองยุคนี้ต้องปรับตัวพฤติกรรมตามหลัก 4Es ตั้งแต่ Eating (การกิน), Exercise (การออกกำลังกาย), Environment (ปรับสภาพแวดล้อมรอบตัว), Emotion (ปรับอารมณ์) ให้ถูกสุขลักษณะ และติดตามข่าวสารอยู่เสมอ หากไปยังสถานที่ใดที่ค่าดัชนีเตือนว่าต้องระวัง ไม่ควรลืมพกพาหน้ากากอนามัยให้เป็นนิสัยและยิ่งเมื่อต้องเข้าไปอยู่ในที่ที่มีฝุ่นมากต้องใส่หน้ากากแบบ N95 ซึ่งป้องกันฝุ่น PM 2.5 และเชื้อไวรัสได้ ส่วนในกรณีผู้มีประวัติป่วยเป็นภูมิแพ้ ต้องพกยาติดตัวไว้ตลอด เพราะเราไม่อาจรู้ได้เลยว่าจะต้องไปเผชิญกับปัจจัยเสี่ยงเมื่อใด”
อ้างอิง: สภากาชาดไทย ,โรงพยาบาลบีเอ็นเอช BNH Asthma and Allergy Centre (BAAC) ,เพจ ‘โรครว้ายๆ วัยทำงาน’

