วันเสาร์ ที่ 2 พฤษภาคม 2569

Login
Login

'แก้โรคอ้วนสไตล์ไทย'ปรับสมดุลธาตุ คุมน้ำหนัก รีเซตระบบร่างกาย

'แก้โรคอ้วนสไตล์ไทย'ปรับสมดุลธาตุ คุมน้ำหนัก รีเซตระบบร่างกาย

สถานการณ์โรคอ้วนในไทยน่าเป็นห่วงและมีแนวโน้มสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว โดยผลสำรวจล่าสุดพบว่าคนไทยกว่า 45% มีภาวะน้ำหนักเกินและเป็นโรคอ้วน (เทียบเท่าเกือบครึ่งประเทศ) ซึ่งเป็นอันดับต้นๆ ของอาเซียน สาเหตุหลักเกิดจากพฤติกรรมการกินอาหารไขมัน-โซเดียมสูงและพฤติกรรมเนือยนิ่ง ทำให้เสี่ยงโรค NCDs เช่น เบาหวาน ความดัน และหัวใจ

ขณะที่ในกลุ่มเด็ก พบว่า เด็กไทยมีภาวะอ้วนรุนแรงมากขึ้น โดยเด็กเล็ก (1-5 ปี) มีภาวะอ้วนกว่า 10.6% และเด็กวัยเรียน (6-14 ปี) มีภาวะอ้วนถึง 15.4% ซึ่งสูงเป็นอันดับ 3 ในกลุ่มประเทศอาเซียน

องค์การอนามัยโลก (WHO) จัดให้โรคอ้วนเป็นโรคเรื้อรังที่เกิดขึ้นซ้ำๆ ซึ่งเกิดจากปฏิสัมพันธ์ที่ซับซ้อนระหว่างพันธุกรรม ระบบประสาท พฤติกรรมการกิน การเข้าถึงอาหารเพื่อสุขภาพ กลไกตลาด และสภาพแวดล้อมโดยรวม ในช่วงหลายทศวรรษที่ผ่านมา โรคอ้วนได้ขยายตัวไปทั่วโลก

เนื่องจากประเทศต่างๆ มีความมั่นคงทางอาหารมากขึ้น การพัฒนาทางเศรษฐกิจและสังคม และการเปลี่ยนแปลงด้านอาหาร กิจกรรมทางกาย และพฤติกรรมทางสังคมและส่วนบุคคลที่ขับเคลื่อนโดยโลกาภิวัตน์และระบบอาหารอุตสาหกรรม ปัจจัยเหล่านี้ได้สร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการเกิดโรคอ้วนมากขึ้น ซึ่งส่งผลให้เกิดวิกฤตสาธารณสุขระดับโลกในปัจจุบัน โดยมีผู้คนมากกว่า 1 พันล้านคนที่เป็นโรคอ้วน และอัตราการแพร่ระบาดเพิ่มขึ้นในเกือบทุกประเทศ

ข่าวที่เกี่ยวข้อง:

รับมือฝุ่นพิษ PM 2.5 ใช้ภูมิปัญญาไทย ช่วยลดผลกระทบสุขภาพ 

‘Medical AI Platform’ ดันนวัตกรรมสุขภาพ ขับเคลื่อน Wellness Thailand

โรคอ้วน กับสมดุลธาตุดูแล ด้วยศาสตร์การแพทย์แผนไทย

“โรคอ้วน”เป็นภาวะที่ไขมันสะสมมากเกินไป นำไปสู่โรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCDs) ที่อันตราย ได้แก่ โรคเบาหวานประเภทที่ 2, โรคหลอดเลือดหัวใจและสมอง, โรคความดันโลหิตสูง, โรคไขมันในเลือดสูง นอกจากนี้ยังเสี่ยงต่อโรคข้อเข่าเสื่อม, ภาวะหยุดหายใจขณะหลับ (OSA), มะเร็งบางชนิด, และโรคไขมันพอกตับ

พท.ป.อุษาวิตรี วงศ์เจริญวิวัฒน์ แพทย์แผนไทยประยุกต์ คลินิกแพทย์แผนไทยประยุกต์ ศูนย์การแพทย์กาญจนาภิเษก คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล อธิบายผ่านวารสาร ว่า ตามหลักทฤษฎีธาตุ 4 (ดิน น้ำ ลม ไฟ) ทางการแพทย์แผนไทยสามารถอธิบาย "โรคอ้วน" ได้ว่าเป็นโรคที่สัมพันธ์กับภาวะความไม่สมดุลของธาตุ โดยเฉพาะ ธาตุดินและธาตุน้ำ (เสมหะ) กำเริบหรือมากเกินไป ร่วมกับธาตุไฟหย่อนและธาตุลมพิการ ความไม่สมดุลจนทำให้เกิดโรคอ้วนทางการแพทย์แผนไทย สามารถเกิดขึ้นได้จากมูลเหตุดังต่อไปนี้ 

ความไม่สมดุลของธาตุที่ทำให้เกิดโรคอ้วน

  • พฤติกรรมหรือมูลเหตุก่อโรค ได้แก่ การกินอาหารรสหวาน มัน เค็ม มากเกินไปและ นอนมาก เคลื่อนไหวน้อย ทำให้เสมหะใน ร่างกายเพิ่มมากขึ้น
  • ธาตุไฟหย่อนหรือ ธาตุไฟที่ช่วยในการย่อยอาหาร(ปริณามัคคี) ทำงานไม่สมดุล ทำให้ระบบการเผาผลาญอาหารไม่สมบูรณ์เกิดการสะสมสารอาหารส่วนเกินเป็นไขมัน(ธาตุน้ำ)ตามร่างกาย
  • ธาตุลมพิการ :การสะสมของไขมันที่เพิ่มขึ้นทำให้ระบบการไหลเวียนการเคลื่อนไหวของร่างกายติดขัดไหลเวียนไม่สะดวกทำให้รู้สึกบวมตึงและอึดอัดตามร่างกาย

ซึ่งจะเห็นได้ว่ามีความสอดคล้องกับการแพทย์แผนปัจจุบัน ในด้านของพฤติกรรมการบริโภคอาหาร อาหารไขมันสูง ปริมาณการบริโภค และกิจกรรมทางกายน้อยหรือไม่ได้ออกกำลังกาย ที่เป็นสาเหตุปัจจัยที่ทำให้เกิดโรคอ้วน

แนวทางการรักษาโรคอ้วนทางการแพทย์แผนไทย

สามารถช่วยส่งเสริมบูรณาการทางการแพทย์ร่วมในการรักษาเพื่อผลลัพธ์ที่ยั่งยืนและปลอดภัย โดยมุ่งเน้นการปรับสมดุลธาตุ ปรับสมดุลร่างกายด้วยหลักการ

  • ลดธาตุดินและธาตุน้ำ
  • กระตุ้นหรือเสริมไฟธาตุ
  • ปรับธาตุลมให้ไหลเวียนสะดวก

โดยการใช้สมุนไพรที่มีการศึกษาว่ามีส่วนช่วยในการลดน้ำหนัก หรือการใช้ตำรับยาสมุนไพรที่มีอยู่ในบัญชียาหลักแห่งชาติ ด้านสมุนไพร พ.ศ. 2568 ได้แก่

  • สมุนไพร รสร้อน

เพื่อช่วยกระตุ้นธาตุไฟ เพิ่มการเผาผลาญ ลดูไขมันและช่วยขับลม เช่น ขิง ดอกคำฝอย และ พริกไทย ทีมีสาร PIPERINE ช่วยกระตุ้นการเผาผลาญ

  • สมุนไพร รสเปรี้ยว

เพื่อช่วยกัดฟอกเสมหะ ช่วยการขับถ่าย และลดไขมันในเลือด เช่น กระเจี๊ยบแดง

  • ตำรับยาตรีผลา

ประกอบด้วยสมุนไพร รสเปรี้ยว ได้แก่ สมอไทยสมอพิเภก มะขามป้อม ช่วยปรับสมดุลธาตุ ขับเมือก มันในลำไส้ ช่วยระบายขับถ่าย

  • ตำรับเบญจกูล

ประกอบด้วยสมุนไพร รสร้อน ได้แก่ ดอกดีปลี รากช้าพลู เถาสะค้าน รากเจตมูลเพลิงแดง เหง้าขิง ช่วยบำรุงไฟธาตุ ไฟย่อยอาหาร กระจายลม

และนอกจากการใช้สมุนไพรเป็นตัวช่วย การทำหัตถการ เช่น การอบไอน้ำสมุนไพร ก็ยังสามารถช่วยกระตุ้นการเผาผลาญและการขับน้ำในร่างกายได้ รวมกับการปรับพฤติกรรมการบริโภค ควบคุมปริมาณอาหาร ลดการบริโภคอาหารรสหวาน มัน เค็มหรือเพิ่มการบริโภคผักพื้นบ้านรสขม ฝาด เผ็ดร้อนเล็กน้อย

การเพิ่มกิจกรรมทางกาย ด้วยการออกกำลังกายที่เหมาะสม เช่น เดินเร็ว โยคะ หรือฤาษีดัดตน และการดูแลสภาพจิตใจ อารมณ์ การพักผ่อนนอนให้เพียงพออย่างน้อย 6-8 ชม. กิจกรรมเพื่อผ่อนคลายหรือลดความเครียด ก็มีส่วนช่วยในการทำให้ธาตุสมดุลเช่นกัน

อ้างอิง: GJ E-Magazine เล่มที่ 35  คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล ศูนย์การแพทย์กาญจนาภิเษก  มหาวิทยาลัยมหิดล