วันพฤหัสบดี ที่ 23 เมษายน 2569

Login
Login

‘ยามะเร็งฝีมือคนไทย’ เป้าราคาหลักหมื่น คนไทยเข้าถึงการรักษา ความหวังที่จับต้องได้

‘ยามะเร็งฝีมือคนไทย’ เป้าราคาหลักหมื่น  คนไทยเข้าถึงการรักษา ความหวังที่จับต้องได้

“โรคมะเร็ง” ยังคงเป็นหนึ่งในสาเหตุการเสียชีวิตหลักของประเทศไทย โดยมีผู้ป่วยรายใหม่กว่า 140,000 คนต่อปี หรือเฉลี่ยวันละเกือบ 400 คน ซึ่งเป็นภาระสำคัญต่อระบบสาธารณสุข ทั้งในด้านการรักษาและคุณภาพชีวิตของผู้ป่วยและครอบครัว การรักษาด้วยยาภูมิคุ้มกันบำบัด (immunotherapy) ได้เข้ามามีบทบาทสำคัญในการเปลี่ยนแปลงแนวทางการดูแลผู้ป่วยมะเร็งหลายชนิด โดยสามารถช่วยยืดอายุและเพิ่มประสิทธิภาพของการรักษาในผู้ป่วยมะเร็ง 

แม้ว่านวัตกรรมทางการแพทย์ดังกล่าวจะสร้างความก้าวหน้าอย่างมีนัยสำคัญ ข้อจำกัดด้านต้นทุนของยานวัตกรรมยังคงเป็นปัจจัยสำคัญที่ส่งผลต่อการเข้าถึงการรักษาของผู้ป่วยมะเร็งจำนวนมาก โดยเฉพาะในบริบทของระบบสาธารณสุขไทยที่ต้องคำนึงถึงความสมดุลระหว่างประสิทธิภาพของการรักษาและความยั่งยืนด้านทรัพยากร

ข่าวที่เกี่ยวข้อง:

ผู้ป่วยมะเร็งเฮ! เข้าถึง"ยาแอนติบอดีภูมิคุ้มกันบำบัดมะเร็ง" หลักหมื่นบาท

ภูมิคุ้มกันคุณเฟิรม พร้อมบวก 'เซลล์มะเร็ง' แล้วหรือยัง?

ลดภาระค่าใช้จ่าย เพิ่มโอกาสเข้าถึงการรักษา

วานนี้ (20 เม.ย. 2569) ที่อาคารรัตนวิทยาพัฒน์ โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ร่วมกับ สภากาชาดไทย และพันธมิตรทางคลินิก เปิดความก้าวหน้าโครงการพัฒนายาชีววัตถุรักษามะเร็งเพื่อคนไทย พร้อมลงนามความร่วมมือด้านการวิจัยทางคลินิกในมนุษย์ ระหว่างคณะแพทยศาสตร์ จุฬาฯ และคณะแพทยศาสตร์วชิรพยาบาล มหาวิทยาลัยนวมินทราธิราช เพื่อมุ่งสู่การวิจัยในมนุษย์ เพิ่มโอกาสเข้าถึงการรักษาสำหรับผู้ป่วยมะเร็งไทย 

ศ.ดร.นพ.วิโรจน์ ศรีอุฬารพงศ์ อาจารย์สาขามะเร็งวิทยา ภาควิชาอายุรศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ จุฬาฯ กล่าวว่าคณะแพทยศาสตร์ จุฬาฯ ได้ร่วมกับโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย และสภากาชาดไทยในการพัฒนายาชีววัตถุรักษามะเร็งเพื่อคนไทยมาอย่างต่อเนื่อง ปีนี้เข้าสู่ปีที่ 8  ซึ่งถือเป็นครั้งแรกของไทยที่ได้มีการพัฒนายาดังกล่าว เนื่องจากปัจจุบันยาชีววัตถุรักษามะเร็งที่ใช้จะเป็นการนำเข้ามาจากต่างประเทศ และราคาค่อนข้างสูง ทำให้มีผู้ป่วยมะเร็งเพียงกลุ่มหนึ่งที่สามารถเข้ารับการรักษาจากยาต้นแบบได้ 

“การรักษาด้วยยาต้นแบบ (Original Drug) จากต่างประเทศมีราคาสูงถึง 80,000 - 100,000 บาท ต่อหนึ่งรอบการรักษา (3 สัปดาห์จะต้องมารับยา) ซึ่งหมายความว่าผู้ป่วยต้องแบกรับค่าใช้จ่ายตลอดระยะเวลาการรักษาจนกว่าโรคจะสงบ ทำให้โอกาสเข้าถึงยานี้แทบจะเป็นศูนย์สำหรับคนทั่วไปที่ไม่มีสิทธิสวัสดิการข้าราชการ"

ยาที่พัฒนาขึ้นโดยนักวิจัยไทย และความร่วมมือครั้งนี้จะเป็นการเพิ่มโอกาสการเข้าถึงยาที่มีประสิทธิภาพสูง ในราคาที่อยู่ระดับหลักหมื่นต้นๆ เท่านั้น และหากสปสช.นำเข้าบัญชียาหลักแห่งชาติก็จะทำให้ผู้ป่วยมะเร็งเข้าถึงการรักษาด้วยยาดังกล่าวได้ 

‘ยามะเร็งฝีมือคนไทย’ เป้าราคาหลักหมื่น  คนไทยเข้าถึงการรักษา ความหวังที่จับต้องได้

ยาภูมิคุ้มกันบำบัด เพิ่มเวลาชีวิตให้นานขึ้น

การลดราคาลงหลายเท่าตัว ถือเป็นหัวใจสำคัญที่จะช่วยให้ผู้ป่วยไม่ต้องเผชิญกับทางเลือกที่เจ็บปวดระหว่าง “การรักษา” หรือ “ทรัพย์สินทั้งชีวิตของครอบครัว”

ศ.ดร.นพ.วิโรจน์ กล่าวต่อว่านวัตกรรมดังกล่าวไม่ใช่เคมีบำบัดแบบเดิม แต่เป็นยาในกลุ่มแอนติบอดี(Antibody) หรือที่รู้จักกันในนาม ภูมิคุ้มกันบำบัด (Immunotherapy) ซึ่งมีกลไกการทำงานที่ชาญฉลาด โดยการเข้าไปปลดล็อก เม็ดเลือดขาวในร่างกายที่ถูกเซลล์มะเร็งอำพรางไว้ ให้กลับมาตรวจจับและทำลายเนื้อร้ายได้

“การใช้เคมีบำบัดแบบเดิม โดยเฉลี่ยควบคุมโรคได้ประมาณ 8 เดือน แต่ยาภูมิคุ้มกันบำบัดแนวใหม่ที่พัฒนาขึ้นนี้ สามารถควบคุมโรคได้เฉลี่ย มากกว่า 2 ปี และในกลุ่มผู้ป่วยที่ตอบสนองดี  ประมาณ 15-20% ของผู้ป่วย อาจมีชีวิตอยู่ได้ยาวนาน มากกว่า 5 ปี ที่สำคัญ ยาชนิดนี้ ไม่ได้ถูกพัฒนามาเพื่อทดแทนเคมีบำบัดทั้งหมด แต่ถูกออกแบบมาเพื่อใช้ร่วมกันหรือใช้เสริมกัน เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการรักษา เป็นการสร้างโอกาสครั้งที่สองให้คนไข้มีเวลา กับคนรักได้นาน” ศ.ดร.นพ.วิโรจน์ กล่าว

‘ยามะเร็งฝีมือคนไทย’ เป้าราคาหลักหมื่น  คนไทยเข้าถึงการรักษา ความหวังที่จับต้องได้

รับสมัครผู้ป่วยมะเร็งปอดโปรตีน PD-L1 อย่างน้อย 50%

ในอีก 3 เดือนข้างหน้าจะเปิดรับอาสาสมัครมาเข้าร่วมการทดลองคลินิกในมนุษย์ ซึ่งระยะแรกจะเปิดรับ 20 ราย โดยต้องเป็นกลุ่มผู้ป่วยมะเร็งปอดที่มีการตรวจพบโปรตีน PD-L1 อย่างน้อย 50%

ศ.ดร.นพ.วิโรจน์  กล่าวด้วยว่าจากข้อมูลเชิงลึกพบว่า ในผู้ป่วยมะเร็งปอด 100 คน จะมีประมาณ 20-25 คน ที่มีระดับโปรตีนสูงตามเกณฑ์นี้ และเป็นกลุ่มที่คาดหวังผลการตอบสนองต่อยาได้ดีที่สุด โดยโครงการวิจัยระยะแรกจะเปิดรับอาสาสมัคร สถาบันละ 10 คน รวมเป็น 20 คน เพื่อทดสอบความปลอดภัยและประสิทธิภาพเบื้องต้น

“เป้าหมายที่ยิ่งใหญ่กว่าการวิจัยคือความยั่งยืน ซึ่งทีมนักวิจัยมีแผนงานที่ชัดเจนในการผลักดันยาตัวนี้เข้าสู่บัญชียาหลักแห่งชาติ และระบบ สปสช. (สิทธิบัตรทอง) เพื่อให้รัฐบาลสามารถสนับสนุนค่าใช้จ่ายได้ทั้งหมด และให้คนไทยเข้าถึงการรักษาที่มีประสิทธิภาพเปลี่ยนจากยาที่เข้าไม่ถึงเป็นสวัสดิการพื้นฐานของทุกคน รวมถึงแสดงให้เห็นถึงความร่วมมือระหว่างสถาบันวิจัยและหน่วยงานรัฐที่จะช่วยประหยัดงบประมาณของประเทศ และสร้างระบบสาธารณสุขที่เท่าเทียม”ศ.ดร.นพ.วิโรจน์ กล่าว

‘ยามะเร็งฝีมือคนไทย’ เป้าราคาหลักหมื่น  คนไทยเข้าถึงการรักษา ความหวังที่จับต้องได้

ภารกิจของคนไทย พัฒนายารักษามะเร็ง

นพ.ไตรรักษ์ พิสิษฐ์กุล ผู้ช่วยคณบดีด้านยุทธศาสตร์องค์กร คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และรองผู้อำนวยการสถานเสาวภา สภากาชาดไทย กล่าวว่าตลอดระยะเวลา 8 ปีที่ผ่านมา ทีมวิจัยได้ดำเนินการอย่างต่อเนื่อง ตั้งแต่การพัฒนาเซลล์ตั้งต้นในการผลิตยา การออกแบบกระบวนการผลิต ไปจนถึงการขยายขนาดการผลิตในระดับอุตสาหกรรม ภายใต้ข้อจำกัดด้านทรัพยากร แต่ด้วยความร่วมมือจากหลายภาคส่วน โดยเฉพาะการสนับสนุนจากประชาชนไทย ทำให้โครงการสามารถเดินหน้ามาได้

“การพัฒนา Immunotherapy (การรักษาด้วยภูมิคุ้มกันบำบัด) แตกต่างจากยาเคมีบำบัดหรือยาพุ่งเป้าแบบเดิม เป็นเสมือนการเข้าไปปลุกระบบภูมิคุ้มกันในร่างกายให้ตื่นขึ้นมาจัดการกับเซลล์มะเร็งด้วยตัวเอง ทำให้ยามีโอกาสรักษาได้ครอบคลุมมะเร็งหลายชนิด เช่น มะเร็งปอดหรือมะเร็งเต้านม เพราะหัวใจสำคัญคือการเสริมพลังให้ร่างกายสู้ด้วยตัวเองอย่างยั่งยืน  ซึ่งความสำเร็จในห้องแล็บที่เห็นผลชัดเจน 100% ในการลดขนาดมะเร็ง จนนำมาสู่การทดลองคลินิกในมนุษย์ จะช่วยให้คนไทยสามารถเข้าถึงยาที่มีประสิทธิภาพสูงในราคาที่จับต้องได้” นพ.ไตรรักษ์ กล่าว

ภารกิจนี้ไม่ใช่เพียงงานวิจัยในห้องแล็บ แต่คือ “ภารกิจของคนไทยทุกคน” ในเร็วๆ นี้ คณะแพทยศาสตร์ จุฬาฯจะมีการจัดกิจกรรมระดมทุนและคอนเสิร์ตการกุศล เพื่อเปลี่ยนพลังสมทบทุนให้กลายเป็นงบประมาณวิจัยที่จะขยายผลไปสู่การรักษามะเร็งชนิดอื่นๆ ต่อไป

‘ยามะเร็งฝีมือคนไทย’ เป้าราคาหลักหมื่น  คนไทยเข้าถึงการรักษา ความหวังที่จับต้องได้

2 คณะแพทย์ ทดลองคลินิกในมนุษย์ 20 ราย

รศ.ดร.นพ.จิรุตม์ ศรีรัตนบัลล์ คณบดี คณะแพทยศาสตร์ จุฬาฯ และ ผู้อำนวยการโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย กล่าว่า จุฬาฯมีความมุ่งมั่นในการแก้ปัญหาระบบสาธารณสุขของประเทศ โดยเฉพาะโรคมะเร็ง ซึ่งที่ผ่านมาจุฬาฯ ได้สนับสนุนให้มีงานวิจัยเกี่ยวกับยาภูมิคุ้มกันบำบัด เพื่อให้เป็นทางเลือกใหม่ในการรักษามะเร็ง ช่วยให้ผู้ป่วยสามารถเข้าถึงการรักษาได้ เพราะยาชีววัตถุมีราคาค่อนข้างสูง เนื่องจากต้องนำเข้าจากต่างประเทศ 

“การพัฒนายาชีววัตถุ และความร่วมมือในครั้งนี้ จะเป็นนวัตกรรมที่มีการวิจัยในประเทศไทย ทำให้ผู้ป่วยมะเร็งเข้าถึงการรักษาที่มีประสิทธิภาพและเหมาะสม รวมถึงสะท้อนบทบาทของมหาวิทยาลัยในการสร้างองค์ความรู้ และผลักดันให้งานวิจัยสามารถนำมาใช้ได้จริง”รศ.ดร.นพ.จิรุตม์ กล่าว

‘ยามะเร็งฝีมือคนไทย’ เป้าราคาหลักหมื่น  คนไทยเข้าถึงการรักษา ความหวังที่จับต้องได้

ผศ.นพ.จักราวุธ มณีฤทธิ์ คณบดีคณะแพทยศาสตร์วชิรพยาบาล มหาวิทยาลัยนวมินทราธิราช กล่าวว่า บทบาทของเราจะเป็นสถาบันการแพทย์ที่มุ่งเน้นการศึกษา วิจัย และการบริการดูแลรักษาผู้ป่วย เราเป็นส่วนหนึ่งในการนำยาดังกล่าวมาใช้ในกลุ่มผู้ป่วยมะเร็งปอด ซึ่งขณะนี้ผู้ป่วยมะเร็งปอดที่จะใช้ยาชีววัตถุนั้นมีเพียงจำนวนหนึ่ง เพราะราคาค่อนข้างสูง จึงมีความจำเป็นที่ต้องพัฒนายาในกลุ่มนี้ 

“เป้าหมายการทดลองคลินิกในมนุษย์จะดำเนินการในผู้ป่วย 75 ราย เป็นการดำเนินการตามมาตรฐานการใช้ยาและทดลองยา ดังนั้น หวังว่าความร่วมมือครั้งนี้จะเกิดประโยชน์ต่อคนไทย และเสริมสร้างศักยภาพให้ทั่วโลกรู้ว่านักวิจัยไทย การแพทย์ไทยมีความพร้อมในการพัฒนายาชีววัตถุรักษามะเร็ง “ผศ.นพ.จักราวุธ กล่าว

‘ยามะเร็งฝีมือคนไทย’ เป้าราคาหลักหมื่น  คนไทยเข้าถึงการรักษา ความหวังที่จับต้องได้

‘ยามะเร็งฝีมือคนไทย’ เป้าราคาหลักหมื่น  คนไทยเข้าถึงการรักษา ความหวังที่จับต้องได้

‘ยามะเร็งฝีมือคนไทย’ เป้าราคาหลักหมื่น  คนไทยเข้าถึงการรักษา ความหวังที่จับต้องได้

‘ยามะเร็งฝีมือคนไทย’ เป้าราคาหลักหมื่น  คนไทยเข้าถึงการรักษา ความหวังที่จับต้องได้

‘ยามะเร็งฝีมือคนไทย’ เป้าราคาหลักหมื่น  คนไทยเข้าถึงการรักษา ความหวังที่จับต้องได้

‘ยามะเร็งฝีมือคนไทย’ เป้าราคาหลักหมื่น  คนไทยเข้าถึงการรักษา ความหวังที่จับต้องได้