วันอาทิตย์ ที่ 19 เมษายน 2569

Login
Login

ร้อนจัด-ฝนตกหนัก อากาศแปรปรวน เช็กวิธีดูแลสุขภาพให้ปลอดโรค

ร้อนจัด-ฝนตกหนัก อากาศแปรปรวน เช็กวิธีดูแลสุขภาพให้ปลอดโรค

จากกรณีที่ กรมอุตุนิยมวิทยา แจ้งเตือน ประเทศไทยจะมีอากาศร้อนถึงร้อนจัด โดยเฉพาะไทยตอนบนอุณหภูมิอาจสูงถึง 42 องศาเซลเซียส และในบางพื้นที่ยังคงมี ฝนฟ้าคะนอง เกิดขึ้นได้ ซึ่งสภาพอากาศแปรปรวนและเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วเช่นนี้ อาจส่งผลกระทบต่อสุขภาพของประชาชนได้

อากาศที่เปลี่ยนไปมาอย่างรวดเร็ว ฝนตก แดดออก ลมแรง อาจเปลี่ยนสุขภาพคุณได้แบบไม่รู้ตัว มาดูกันว่า สภาพอากาศที่มีผลต่อระบบร่างกายและจิตใจ เราจะรับมือได้ยังไง?

ผศ.นพ.บริบูรณ์ เชนธนากิจ หัวหน้าภาควิชาเวชศาสตร์ฉุกเฉิน คณะแพทยศาสตร์ มช.เปิดเผยว่า อุณหภูมิที่สูงมากระดับ 42 องศาเซลเซียส ทำให้ร่างกายต้องทำงานหนักขึ้นในการระบายความร้อน โดยร่างกายจะขับเหงื่อออกมากและสูญเสียน้ำ หากดื่มน้ำไม่เพียงพอ อาจทำให้เกิดภาวะขาดน้ำ อ่อนเพลีย หน้ามืด หรือเป็นลมได้ และในบางกรณีอาจรุนแรงถึงขั้น โรคลมแดด (Heat stroke) ซึ่งถือเป็นภาวะฉุกเฉินทางการแพทย์ที่ต้องได้รับการรักษาอย่างเร่งด่วน

ข่าวที่เกี่ยวข้อง:

สิ่งที่สูงวัยควรรู้ 'กินคาร์ไบโฮเดรต'อย่างไร? ให้ไม่อ้วน ไม่เสี่ยงโรค

ผู้ป่วยเบาหวาน เสี่ยงขาดน้ำ-น้ำตาลแปรปรวน ฮีทสโตรกอันตรายถึงชีวิต

หลีกเลี่ยงการทำงานแดดจัด ฝนตกหนัก

นอกจากนี้ สภาพอากาศร้อนจัดสลับกับฝนฟ้าคะนอง อาจทำให้ร่างกายปรับตัวไม่ทัน ส่งผลให้บางคนเจ็บป่วยได้ง่าย เช่น ไข้หวัด โรคระบบทางเดินหายใจ รวมถึงอาการอ่อนเพลียจากสภาพอากาศที่แปรปรวน โดยในช่วงที่มีอากาศร้อนจัด โรงพยาบาลมักพบผู้ป่วยที่มีอาการเกี่ยวกับความร้อนเพิ่มขึ้น เช่น ภาวะเพลียแดด (Heat exhaustion) ภาวะขาดน้ำ หน้ามืดเป็นลม หรืออาการอ่อนเพลียจากการอยู่กลางแดดเป็นเวลานาน

สำหรับกลุ่มที่ต้องระมัดระวังเป็นพิเศษ ได้แก่ เด็กเล็ก ผู้สูงอายุ ผู้ป่วยโรคเรื้อรัง เช่น โรคหัวใจ โรคความดันโลหิตสูง หรือโรคเบาหวาน รวมถึงผู้ที่ต้องทำงานกลางแจ้ง เช่น เกษตรกร คนงานก่อสร้าง หรือผู้ที่ต้องทำกิจกรรมกลางแดดเป็นเวลานาน

ทั้งนี้ ผู้ที่ต้องทำงานกลางแจ้งควรหลีกเลี่ยงการทำงานในช่วงแดดจัด โดยเฉพาะช่วงเวลา 11.00–15.00 น. หากจำเป็นต้องทำงาน ควรพักเป็นระยะ ดื่มน้ำบ่อย ๆ สวมหมวกและเสื้อผ้าที่ระบายอากาศได้ดี รวมถึงหาที่ร่มพักเป็นช่วง ๆ เพื่อลดความเสี่ยงจากความร้อน

เช็กวิธีดูแลร่างกายให้ปลอดภัยจากโรค 

ผศ.นพ.บริบูรณ์ อธิบายเพิ่มเติมว่า โรคลมแดด หรือ Heat stroke เป็นภาวะที่ร่างกายไม่สามารถควบคุมอุณหภูมิได้ ทำให้อุณหภูมิร่างกายสูงผิดปกติ ผู้ป่วยอาจมีอาการตัวร้อนจัด ผิวหนังแดง ไม่มีเหงื่อ วิงเวียนศีรษะ คลื่นไส้ สับสน หรือหมดสติ ซึ่งแตกต่างจาก ภาวะเพลียแดด (Heat exhaustion) ที่มักมีอาการอ่อนเพลีย เหงื่อออกมาก หน้ามืด และวิงเวียนศีรษะ

หากพบว่ามีอาการผิดปกติจากความร้อน เช่น หน้ามืด วิงเวียน ใจสั่น อ่อนเพลียผิดปกติ หรือเป็นลม ควรรีบพาผู้ป่วยไปอยู่ในที่ร่มที่มีอากาศถ่ายเทสะดวก คลายเสื้อผ้า เช็ดตัวด้วยน้ำเย็น และให้จิบน้ำ หากอาการไม่ดีขึ้นหรือมีอาการหมดสติ ควรรีบนำส่งโรงพยาบาลทันที

สำหรับการดูแลสุขภาพในช่วงอากาศร้อนจัด แนะนำให้ประชาชน ดื่มน้ำสะอาดให้เพียงพอ แม้จะไม่รู้สึกกระหาย หลีกเลี่ยงกิจกรรมกลางแจ้งในช่วงแดดจัด สวมเสื้อผ้าที่ระบายอากาศได้ดี และพักผ่อนให้เพียงพอ หากต้องออกกลางแจ้งควรสวมหมวกหรือกางร่มเพื่อป้องกันแสงแดด โดยทั่วไปควรดื่มน้ำอย่างน้อยประมาณ 6–8 แก้วต่อวัน หรือมากกว่านั้นหากมีการเสียเหงื่อมาก

นอกจากนี้ควรหลีกเลี่ยงเครื่องดื่มบางประเภท เช่น เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ เครื่องดื่มที่มีคาเฟอีนสูง และเครื่องดื่มที่มีน้ำตาลมาก เนื่องจากอาจทำให้ร่างกายสูญเสียน้ำมากขึ้น”

ผศ.นพ.บริบูรณ์ ยังย้ำเตือนว่าการอยู่ในห้องปรับอากาศแล้วออกไปเจออากาศร้อนด้านนอก อาจทำให้ร่างกายต้องปรับอุณหภูมิอย่างรวดเร็ว ซึ่งบางคนอาจเกิดอาการไม่สบายตัวหรือเป็นหวัดได้ง่าย โดยเฉพาะในช่วงที่มี ฝนฟ้าคะนองสลับกับอากาศร้อน ซึ่งอาจทำให้โรคระบบทางเดินหายใจพบได้บ่อยขึ้น

ทั้งนี้ เด็กและผู้สูงอายุควรได้รับการดูแลอย่างใกล้ชิด ควรให้ดื่มน้ำอย่างเพียงพอ หลีกเลี่ยงการออกแดดจัด และอยู่ในสถานที่ที่มีอากาศถ่ายเทสะดวก

 "แนะนำว่า ในช่วงที่ประเทศไทยมี อากาศร้อนจัดต่อเนื่อง ประชาชนควรดูแลสุขภาพตนเองอย่างเหมาะสม ดื่มน้ำให้เพียงพอ หลีกเลี่ยงการอยู่กลางแดดเป็นเวลานาน และหมั่นสังเกตอาการผิดปกติของร่างกาย หากมีอาการที่สงสัยว่าได้รับผลกระทบจากความร้อน ควรรีบพักในที่ร่มหรือปรึกษาแพทย์ เพื่อให้ผ่านช่วงอากาศร้อนนี้ไปได้อย่างปลอดภัย"

7 วิธีดูแลตัวเองกัน รับมืออากาศเปลี่ยนแปลงบ่อย

1.นอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ อย่างน้อยวันละ 6 – 8 ชั่วโมง การนอนหลับเป็นช่วงเวลาสำคัญที่ร่างกายจะได้พักผ่อน เพื่อให้ร่างกายได้ซ่อมแซมส่วนที่สึกหรอ และพักการทำงานบ้าง

2.พยายามทำให้ตัวแห้งตลอดเวลา โดยเฉพาะฤดูฝนแบบนี้ ควรพกร่มและเสื้อกันฝนติดตัวไว้ เช็ดตัวให้แห้ง ให้ร่างกายเกิดความอบอุ่น มีภูมิต้านทานที่ดี ลดความเสี่ยงต่อการเกิดโรคต่างๆ เช่น ปอดบวม ไข้หวัด หรือโรคผิวหนังต่างๆ หากตัวเปียกฝน ควรรีบเปลี่ยนเสื้อผ้าทันที

3.จุด หรือทายากันยุง รวมถึงนอนกางมุ้ง ป้องกันยุงกัด เนื่องจากในช่วงฤดูฝนเป็นช่วงที่ไข้เลือดออกระบาดหนัก จึงควรป้องกันไว้ไม่ให้ยุงแพร่เชื้อได้

4.ดื่มน้ำให้เพียงพอต่อความต้องการของร่างกาย อย่างน้อยวันละ 1.5 ลิตร การดื่มน้ำเป็นการเติมน้ำเข้าสู่กระแสเลือด ช่วยรักษาสมดุลของร่างกาย ไม่เป็นหวัดง่าย ทั้งยังช่วยลดโอกาสในการติดเชื้อโรคต่างๆ เข้าสู่ร่างกายได้อีกด้วย

5.ล้างจมูกด้วยน้ำเกลือ ในกรณีที่เกิดอาการคัดจมูก หายใจไม่สะดวก การสวนล้างจมูกด้วยน้ำเกลือ เป็นอีกหนึ่งวิธีที่จะช่วยขับน้ำมูกและเสมหะออกได้ง่ายยิ่งขึ้น ทำให้หายใจสะดวกมากยิ่งขึ้น

6.ออกกำลังกายสม่ำเสมอ การออกกำลังกายเป็นประจำนอกจากจะช่วยให้ร่างกายมีระบบเผาผลาญที่ดีขึ้นแล้ว ยังช่วยทำให้อารมณ์ดีขึ้น เสริมการทำงานของระบบภูมิคุ้มกันให้ทำงานได้เป็นปกติอีกด้วย

7.เสริมระบบภูมิคุ้มกันให้แข็งแรงด้วยวิตามินรวม เช่นในกลุ่มวิตามินซี ช่วยป้องกันโรคหวัด ทำให้โรคหวัดหายเร็วขึ้น, กลุ่มวิตามินอี ช่วยลดและป้องกันการอักเสบ บรรเทาอาการหอบหืด, กลุ่มวิตามินบีรวม ช่วยดูแลระบบประสาท เสริมความแข็งแรงของระบบภูมิคุ้มกัน ฯลฯ

 

อ้างอิง: คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ , Interpharma Group