วันศุกร์ ที่ 17 เมษายน 2569

Login
Login

'เมดพาร์ค' สร้าง Safety Net สุขภาพ แก้ปัญหาคนไทย-ต่างชาติชะลอการรักษา

'เมดพาร์ค' สร้าง Safety Net สุขภาพ แก้ปัญหาคนไทย-ต่างชาติชะลอการรักษา

วิกฤตพลังงาน สงคราม และความผันผวนทางเศรษฐกิจโลกล้วนส่งผลต่อระบบสาธารณสุข และโรงพยาบาลในประเทศไทย เพราะระบบสาธารณสุข และรพ.ไทยต้องพึ่งพาปัจจัยภายนอกเกือบ 100% โดยเฉพาะในเรื่องของยาและเวชภัณฑ์ มีเพียงบุคลากรทางการแพทย์เท่านั้นที่ไม่ได้พึ่งพา

นพ.พงษ์พัฒน์ ปธานวนิช กรรมการผู้จัดการ โรงพยาบาลเมดพาร์ค กล่าวว่าจากเหตุการณ์วิกฤตตลอดหลายปีที่ผ่านมา ไม่ว่าจะเป็นน้ำท่วมปี 2554 ,ช่วงโควิด-19 หรือความขัดแย้งระหว่างไทย-กัมพูชา และสงคราม เศรษฐกิจต่างๆ ทำให้เราต้องนำเข้าจากต่างประเทศทั้งสิ้น เพราะไทยทำหน้าที่เพียงผู้ใช้ไม่ใช่ผู้ผลิตต้นน้ำ พอเกิดการปิดกั้นเส้นทางขนส่ง ธุรกิจเฮลท์แคร์ ระบบสาธารณสุขจึงอัมพาตทันที

 “วิกฤติที่ผ่านมาทำให้เมดพาร์คต้องมี Strategic Imperative (ความจำเป็นเชิงกลยุทธ์)ในการสร้างระบบสำรองทรัพยากรด้วยตนเอง ทำให้เกิดเหตุการณ์ครั้งนี้ เราได้มีการสำรองยาและเวชภัณฑ์ต่างๆ เพื่อไม่ให้กระทบต่อผู้ป่วย ขณะเดียวกัน ต้องนำเข้าเคมีภัณฑ์ต้นทางจากยุโรป จีน และอินเดียเกือบทั้งหมด อีกทั้งตอนนี้เมดพาร์ค ไม่ได้มองตลาดเพียงคนไทย 60 ล้านคน แต่มองทั่งเอเชียทั้ง  600 ล้านคน เพื่อสร้างความคุ้มค่าในการลงทุนการผลิตยาและเวชภัณฑ์ในประเทศ  ไม่เช่นนั้นจะไม่สามารถสร้างมาตรการ Safety Net ได้”

ข่าวที่เกี่ยวข้อง:

‘เมดพาร์ค’ ชูออกแบบอาคารเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม สร้างความยั่งยืนกับธุรกิจ

เมดพาร์คเปิดคลินิก Longevity รับสูงวัย 'สตรอง-พึ่งตนเอง-ชีวิตมีคุณค่า'

คนไข้กลุ่มตะวันออกกลาง รัดเข็มขัดมาไทย

นพ.พงษ์พัฒน์  กล่าวต่อว่าด้วยภาวะดังกล่าว ส่งผลให้ผู้บริโภคเริ่มเข้าสู่โหมดเก็บเงินสด ชะลอการใช้จ่าย ซึ่งเมดพาร์คเลือกวางตำแหน่งทางธุรกิจ เป็นโรงพยาบาลสำหรับโรคยากและซับซ้อน โดยมุ่งเน้นกลุ่มลูกค้าระดับ B ถึง A ซึ่งมีความแข็งแกร่งทางการเงิน ดังนั้น ต่อให้ราคาน้ำมันจะพุ่งสูง แต่ปริมาณรถยนต์บนท้องถนนในย่านเศรษฐกิจไม่ได้ลดลง กลุ่มเป้าหมายยังมีกำลังจ่าย ที่สำคัญการรักษาโรคยากและซับซ้อน คือความจำเป็นที่ไม่สามารถประวิงเวลาได้ ต่างจากโรคทั่วไปที่ผู้ป่วยอาจเลือกซื้อยาทานเองเพื่อประหยัดค่าใช้จ่าย

“ปัจจุบันสัดส่วนผู้ป่วยไทยประมาณ 70% และผู้ป่วยต่างชาติของเมดพาร์คอยู่ที่ 30% ซึ่งตอนนี้รายได้จากกลุ่มตะวันออกกลางที่เคยเป็นรายได้หลักกำลังลดลงอย่างต่อเนื่อง ยิ่งตอนนี้กลุ่มประเทศอาทิ กาตาร์ เริ่มรัดเข็มขัดและตรวจระบบสวัสดิการอย่างเข้มงวด ทำให้มีปัญหาในการเบิกจ่าย เพราะประเทศเหล่านี้เวลามารักษาที่ไทย ประเทศของพวกเขาออกค่ารักษาพยาบาลให้ หากมีปัญหาในประเทศของเขาก็จะทำให้ล่าช้า และไม่สามารถเบิกจ่ายได้ ทำให้หลายๆ คนไม่ได้มาประเทศไทยเหมือนในอดีต ยิ่งเกิดสงครามยิ่งชะลอการมารักษาในไทย” นพ.พงษ์พัฒน์  กล่าว

ผู้ป่วยต่างชาติของเมดพาร์ค จะเป็นกลุ่ม Expat ที่พำนักในไทยผ่านกลยุทธ์ Relationship Management เช่น กิจกรรม ดนตรีในโรงพยาบาล ที่จัดต่อเนื่องมา 4 ปีเพื่อสร้างความคุ้นเคยและความไว้วางใจ รวมถึงการขยายฐานไปยังตลาด CLMV, บังกลาเทศ และจีน ที่มี Supply Chain เชื่อมโยงกับไทยได้ดีกว่าในภาวะสงคราม

ฝากรัฐเลิกทัศนคติมองรพ.เอกชนฉวยโอกาส

ขณะนี้ เมดพาร์คได้ดำเนินกลยุทธ์บริหารจัดการต้นทุนและทรัพยากร โดยมีการยกระดับการสำรองยาและเวชภัณฑ์ล่วงหน้า 3 เดือน โดยกระจายแหล่งจัดซื้อไปยังเอเชียใต้ เช่น อินเดีย, บังกลาเทศ, ปากีสถาน เพื่อลดการพึ่งพายุโรป นอกจากนั้น เร่งติดตั้ง Solar Cell ในเครือโรงพยาบาล (เจ้าพระยาและมหาชัย) เพื่อลดค่าใช้จ่ายไฟฟ้าที่ผันผวนตามค่า FT โดยบางแห่งสามารถลดต้นทุนได้หลักแสนบาทต่อเดือน

“เมดพาร์คยึดถือนโยบายการแบกรับต้นทุนส่วนเกินจากราคาน้ำมันและการขนส่งไว้เอง โดยไม่ปรับขึ้นค่าบริการในทันที เพื่อรักษาฐานความเชื่อมั่นของผู้ป่วยตามจรรยาบรรณวิชาชีพ”นพ.พงษ์พัฒน์   กล่าว

อย่างไรก็ตาม จากสถานการณ์ที่เกิดขึ้น อยากให้ทางภาครัฐสร้างมาตรฐานเดียวกันที่ใช้ได้ทั้งระบบ ไม่ว่าจะเรื่องการที่โรงพยาบาลรัฐสามารถเก็บค่าบริการนอกเวลา ได้ 500-1,000 บาท แต่โรงพยาบาลเอกชนกลับถูกควบคุมหรือถูกมองว่าแสวงกำไรเกินควรหากทำในสิ่งเดียวกัน  หรือการผลักดันสมุนไพรไทยให้มีมาตรฐานทางวิทยาศาสตร์ที่ยอมรับได้ในระดับสากล และต้องอนุญาตให้เบิกจ่ายได้เท่าเทียมกันทั้งในโรงพยาบาลรัฐและเอกชน เพื่อลดการนำเข้ายาเคมีจากต่างประเทศอย่างยั่งยืน

“รัฐต้องเลิกทัศนคติที่มองว่าโรงพยาบาลเอกชนฉวยโอกาส และหันมาสร้างความร่วมมือบนฐานของความไว้ใจ เพราะในยามวิกฤต โรงพยาบาลเอกชนคือด่านหน้าสำคัญในการช่วยชีวิตประชาชน”นพ.พงษ์พัฒน์ กล่าว