วันจันทร์ ที่ 13 เมษายน 2569

Login
Login

'ธนาคารเวลา' นวัตกรรมทางสังคม รับมือสังคมสูงวัยอย่างยั่งยืน

'ธนาคารเวลา' นวัตกรรมทางสังคม  รับมือสังคมสูงวัยอย่างยั่งยืน

ปัจจุบันสังคมไทยเข้าสู่ยุคของสังคมผู้สูงอายุอย่างเต็มรูปแบบ ภาพรวมของประชากรได้เปลี่ยนไปสู่การมีผู้สูงวัยเพิ่มขึ้นอย่างเห็นได้ชัดในทุกพื้นที่ การเปลี่ยนแปลงโครงสร้างทางสังคมนี้ ทำให้เราต้องหันมาให้ความสำคัญกับการวางแผนชีวิตในวัยเกษียณมากขึ้น ประกอบกับความก้าวหน้าทางการแพทย์ที่ทำให้มนุษย์มีอายุขัยเฉลี่ยยาวนานกว่าในอดีต 

การเตรียมตัวเพื่อเข้าสู่วัยเกษียณอย่างมีคุณภาพ จึงจำเป็นต้องอาศัยการเตรียมความพร้อมในหลายมิติ ทั้งการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมเพื่อดูแลสุขภาพเชิงป้องกัน การเปิดรับเทคโนโลยีและเครื่องมือใหม่ๆ เพื่อให้สามารถดูแลตนเองได้ในยุคดิจิทัล ตลอดจนการสร้างระบบความช่วยเหลือเกื้อกูลกันในระดับชุมชน เพื่อเป็นรากฐานในการรองรับความเปลี่ยนแปลง แนวทางเหล่านี้กำลังเป็นประเด็นที่สังคมให้ความสนใจ เพื่อร่วมกันค้นหาแนวทางปฏิบัติในการสร้างมาตรฐานคุณภาพชีวิตที่ดีให้กับผู้คนในสังคมสูงวัยต่อไป

ข่าวที่เกี่ยวข้อง:

'ธนาคารเวลา' ออมความดี สะสมเวลา เพื่ออนาคต

สูงวัยบริหารกล้ามเนื้อช่วงขา 'เคล็ดลับ 72 ปี สุขภาพดี'

'อายุยืน'เรื่องเร่งด่วนที่ต้องเตรียมพร้อม-ลงมือทำทันที

ผศ.ดร.เนตร หงษ์ไกรเลิศ ประธานมูลนิธิวิจัยเพื่อพัฒนามนุษย์และชุมชน กล่าวว่าปัจจุบันไทยเข้าสู่สังคม “ผู้สูงอายุ” เราจะเตรียมรับมือกับสังคมสูงวัยและวางแผนชีวิตหลังเกษียณอย่างไร แม้อายุ 60 ปีจะเป็นวัยเกษียณมาตรฐาน แต่ความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีในปัจจุบันสามารถยืดอายุขัยของมนุษย์ให้ยาวนานขึ้นได้

หลายภาคส่วนร่วมกันขับเคลื่อนสังคมไทยสู่ Silver Generation อย่างมีคุณภาพ โดยย้ำว่า “เรื่องอายุยืนยาว (Longevity) ไม่ใช่เพียงกระแส แต่เป็นความจำเป็นเร่งด่วนที่ทุกคนต้องเตรียมพร้อมและลงมือทำทันที” ภายใต้ความเชื่อมั่นใน “ความใส่ใจ” ที่ต้องเริ่มต้นจากการดูแลตนเองให้มีคุณภาพชีวิตที่แข็งแรง เพื่อส่งต่อความสุขให้คนรอบข้าง และเป็นรากฐานสำคัญในการผลักดันสังคมไทยให้ก้าวเข้าสู่สังคมผู้สูงวัยได้อย่างมั่นคงและยั่งยืน  

"ปัจจุบันโครงสร้างประชากรของประเทศไทยและทั่วโลกกำลังเปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว เราไม่ได้เพียงแค่ “ก้าวเข้าสู่” สังคมสูงวัย แต่ประเทศไทยในปี 2567 มีประชากรผู้สูงอายุถึง 20% ซึ่งมีแนวโน้มที่จะเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ และอีกไม่ช้าประเทศเราจะเข้าสู่ “สังคมสูงวัยระดับสมบูรณ์” (Aged Society)จากอดีตที่คนวัยทำงาน 6 คนดูแลผู้สูงอายุ 1 คน ปัจจุบันสัดส่วนลดลงเหลือเพียง 2 คนต่อ 1 คน และในอนาคต ปี 2583 จะต้องแบกรับภาระที่หนักขึ้น คำถามสำคัญคือ “เราจะอยู่อย่างไรให้มีคุณภาพ แก่อย่างไร และตายอย่างไร?”

'ธนาคารเวลา' นวัตกรรมทางสังคม  รับมือสังคมสูงวัยอย่างยั่งยืน

'ธนาคารเวลา' ให้ความช่วยเหลือซึ่งกันและกัน

แนวคิด “ธนาคารเวลา” (Time Bank) นวัตกรรมทางสังคมด้วยแนวคิดหลักว่า จุดตั้งต้นของ “ธนาคารเวลา” แนวคิดธนาคารเวลามีการใช้ในกว่า 40 ประเทศทั่วโลก สำหรับประเทศไทยได้เริ่มนำแนวคิดนี้มาบ่มเพาะและพัฒนาเมื่อประมาณ 6 ปีที่แล้ว ธนาคารเวลา คือ การให้ความช่วยเหลือซึ่งกันและกันโดยใช้ “เครดิตเวลา” (Time Credit) แทนการใช้ “เงิน” ของธนาคารเวลา 1 ชั่วโมงของการให้/รับความช่วยเหลือ = 1 เครดิตเวลาของการออม/ถอน

โดยมีกลไกการทำงาน คือ 1. ช่วยคนอื่น: นำทักษะหรือความสามารถที่ตนเองมีไปช่วยเหลือสมาชิกในเครือข่าย 2. สะสมเครดิตเวลา: บันทึกเวลาที่เสียไปลงในสมุดบันทึก (เสมือนการฝากหรือออมเงิน) และ 3. เบิกมาใช้ยามจำเป็น: เมื่อเราต้องการความช่วยเหลือก็สามารถ “ถอน” เวลาเหล่านั้นออกมา เพื่อให้คนอื่นมาช่วยเราได้

ผศ.ดร.เนตร ย้ำว่าการช่วยเหลือกันนั้นไม่จำเป็นต้องมีทักษะที่สูง แค่ตอบโจทย์ชีวิตประจำวันได้ก็พอ “บางคนอาจใช้เวลา 3 ชั่วโมงไปช่วยตัดต้นไม้” แต่ทักษะที่พบว่ามีการร้องขอมากที่สุดในกลุ่มผู้สูงอายุคือ การช่วยย้อมผม และ การตัดเล็บเท้า (เนื่องจากผู้สูงอายุก้มไม่ถึง) สิ่งเหล่านี้สะท้อนให้เห็นว่าทุกคนมีความสามารถที่จะช่วยเหลือเกื้อกูลกันได้ตามบริบทของตนเอง

แนวคิดสำคัญของธนาคารเวลา ตั้งอยู่บนหลักการ สร้างความเท่าเทียมและลดความเหลื่อมล้ำ: ไม่ว่าคุณจะรวยหรือจน เวลา 1 ชั่วโมงมีค่าเท่ากัน ลดความเกรงใจ: เพราะเป็นการแลกเปลี่ยนด้วยเครดิตที่มีระบบรองรับ ไม่ใช่การขอร้องเปล่าๆ สร้างเครือข่ายชุมชนเข้มแข็ง: สร้างปฏิสัมพันธ์ระหว่างคนทุกช่วงวัย ลดความเหงา และสร้างสัมพันธภาพที่ดี 

เข้าร่วมเป็นสมาชิกระบุ “ทักษะ” ที่ชัดเจน

สำหรับเกณฑ์การเข้าร่วมเป็นสมาชิก ผู้สมัครต้องกรอกใบสมัครและระบุทักษะหรือความสามารถที่ตนเองถนัด เช่น ทำความสะอาดบ้าน, ทำอาหาร, ร้องเพลง, สวดมนต์นำ, นวดเพื่อสุขภาพ หรือสอนหนังสือ เพื่อให้ธนาคารจัดหมวดหมู่ได้  เนื่องจากต้องมีการเข้าไปช่วยเหลือถึงในบ้าน งานวิจัยและคู่มือระบุว่า บางพื้นที่อาจกำหนดให้ “ต้องมีผู้รับรอง” (Guarantor) หรือต้องผ่าน “การตรวจสอบประวัติอาชญากรรม” เพื่อป้องกันมิจฉาชีพและสร้างความมั่นใจให้ผู้ใช้บริการ สมาชิกทุกคนที่ผ่านเกณฑ์เบื้องต้น จะต้องเข้าปฐมนิเทศเพื่อทำความเข้าใจ “กฎเหล็ก” เช่น ห้ามรับเงินหรือสิ่งของบริจาคเด็ดขาด, ห้ามพาบุคคลภายนอกที่ไม่ใช่สมาชิกเข้าบ้านผู้รับบริการ และต้องรักษาความลับของเพื่อนสมาชิก    

ทั้งนี้“ธนาคารเวลา” ต้องมีผู้จัดการธนาคารเวลา ซึ่งไม่ได้เป็นเพียงหัวหน้าโปรเจกต์ทั่วไป แต่เปรียบเสมือน “คนกลาง” (Middleman) ที่ขับเคลื่อนระบบนิเวศนี้ให้รอด โดยมีหลักการทำงานหลักๆ ดังนี้ เป็น “นักจับคู่” (Matchmaker): ผู้จัดการมีหน้าที่นำ “ความต้องการของผู้รับ” มาจับคู่กับ “ทักษะของผู้ให้” ให้ตรงกันที่สุด ผู้ดูแลระบบบัญชีเวลา (Administrator): ทำหน้าที่เป็นผู้ควบคุมระบบฝาก-ถอนเครดิตเวลา บันทึกข้อมูลว่าใครทำกิจกรรมไปกี่ชั่วโมง (1 ชั่วโมง = 1 เครดิต) และคอยดูแลให้การเบิกถอนเวลาเป็นไปตามมาตรฐานที่คณะกรรมการกำหนด

นอกจากนี้ยังมีผู้จัดการความขัดแย้งและสภาพจิตใจ (Conflict & Mindset Manager): หลักการสำคัญคือผู้จัดการต้อง “เตรียมใจ” เพราะระบบนี้เป็นเรื่องใหม่ในไทย บ่อยครั้งต้องปะทะกับคนหลากหลายช่วงวัย ผู้จัดการต้องรับฟังปัญหา หากสมาชิกไม่มีความสุขกับการทำงาน ก็ต้องเข้าไปไกล่เกลี่ยหรือปรับเปลี่ยนงานให้เหมาะสม ผู้เสริมพลังและกระตุ้นชุมชน (Motivator): คอยจัดกิจกรรมอบรมเพื่อเพิ่มทักษะใหม่ๆ ให้กับจิตอาสา และลงพื้นที่รณรงค์เพื่อกระตุ้นให้เกิดการแลกเปลี่ยนอย่างต่อเนื่อง ไม่ปล่อยให้ระบบอยู่นิ่ง

รากฐานสำคัญเริ่มจากชุมชน

ประธานมูลนิธิวิจัยเพื่อพัฒนามนุษย์และชุมชน กล่าวว่าหลังจากดำเนินการและบ่มเพาะมาเป็นเวลา 6 ปี ปัจจุบันธนาคารเวลาได้เติบโตและขยายผลอย่างเป็นรูปธรรม โดยเริ่มต้นจากชุมชนที่เป็นรากฐานสำคัญ ปัจจุบันขยายผลไปสู่ 5 ชุมชนต้นแบบ 1 โรงเรียน (นำร่องในเขตภาษีเจริญ) 1 บริษัทเอกชนอาทิ 1. ชุมชนพูนบำเพ็ญ: ชุมชนนี้มีความเข้มแข็งมากและได้รับการยกย่องให้เป็นชุมชนนำร่องต้นแบบอย่างเป็นทางการ โดยมีกิจกรรมหลากหลาย เช่น การเกษตร ทำปุ๋ย และรวมกลุ่มพูดคุยกันทุกเสาร์-อาทิตย์ 2. ชุมชนเลิศสุขสม 3. ชุมชนศิรินทร์และเพื่อน4. ชุมชนจันทรังษี และ 5. ชุมชนคลองลัดภาชี 

นอกจากนี้ยังมี โรงเรียนบางจาก (โกมลประเสริฐอุทิศ) เขตภาษีเจริญ มีการบรรจุโครงการธนาคารเวลาเข้าไปในกิจกรรมของโรงเรียน เพื่อให้นักเรียนมีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับสังคมสูงวัย และรู้จักการใช้เวลาแลกเปลี่ยนเพื่อช่วยเหลือซึ่งกันและกัน (เช่น การช่วยงานเพื่อน ช่วยงานครู หรือทำความสะอาด) เป็นการปลูกฝังจิตอาสาตั้งแต่เด็ก รวมทั้งบริษัท แกมม่า อินดัสตรี้ จำกัด: เป็นบริษัทนำร่องที่จัดตั้ง “ธนาคารเวลาสาขา บ.แกมม่า อินดัสตรี้ จำกัด” เพื่อนำระบบแลกเปลี่ยนเวลาไปประยุกต์ใช้ในการสร้างความสัมพันธ์และเป็นสวัสดิการรูปแบบใหม่ในการเกื้อกูลกันระหว่างพนักงานในองค์กร

ขยายผลสู่ 90 สาขาทั่วประเทศ 

ภายใต้การสนับสนุนของสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ - สสส.) ผลลัพธ์ที่เห็นได้ชัดที่สุดคือ การเป็นพื้นที่ที่ทำให้คนที่ไม่เคยรู้จักกันได้มาพบปะกัน ลดภาวะความเหงาและซึมเศร้าในผู้สูงวัย และกระจายความสัมพันธ์อันดีให้เกิดขึ้นทั่วพื้นที่ ปัจจุบันโมเดล ธนาคารเวลา ถูกบ่มเพาะจนตอนนี้ มีความพร้อมที่จะส่งต่อให้กับหน่วยงานต่างๆ ในสังคมแล้ว 

“เป้าหมายต่อไปคือการผลักดันให้นวัตกรรมนี้เข้าไปอยู่ในองค์กรขนาดใหญ่ ไม่ว่าจะเป็น ปตท.สถาบันการเงิน, องค์กรเอกชน, หรือหน่วยงานราชการใดก็ตามที่สนใจ เพื่อบูรณาการระบบนี้เข้ากับการดูแลสวัสดิการพนักงาน หรือเป็นส่วนหนึ่งของนโยบายความรับผิดชอบต่อสังคม (CSR) เพื่อเตรียมความพร้อมให้ทุกคนรับมือกับสังคมสูงวัยได้อย่างมั่นคงและยั่งยืน”