วันจันทร์ ที่ 23 มีนาคม 2569

Login
Login

ถอดรหัสเตรียมตัวตายดีตามลำพัง ทุกคนควรทำ 'Living Will' จริงหรือ

ถอดรหัสเตรียมตัวตายดีตามลำพัง  ทุกคนควรทำ 'Living Will' จริงหรือ

ผู้คนในยุคปัจจุบันมีเหตุผลในการเลือกรูปแบบความสัมพันธ์ที่แตกต่างกันออกไป บางส่วนมองว่าการมีคนรักเป็นเรื่องที่ดี ขณะที่บางส่วนเลือกที่จะอยู่คนเดียวด้วยเหตุผลด้านความเป็นอิสระ ภาระทางการเงิน หรือเงื่อนไขของเวลา โดยมองว่าการใช้ชีวิตเพียงลำพังนั้นเป็นเรื่องที่ง่ายกว่า แต่คำถามสำคัญที่ตามมาคือ "ในวันที่เราเปราะบางที่สุด ใครจะอยู่เคียงข้างเรา?

ในงาน Death Fest 2026 : re-member ก่อน-แก่-เจ็บ-ตาย เมื่อเร็วๆนี้ ชวนสังคมไทยเรียนรู้เรื่องการเป็นอยู่ที่ดีและการ

เตรียมตัวตายอย่างเข้าใจ ซึ่งตั้งต้นจากความเชื่อว่า การมีคุณภาพชีวิตที่ดี แม้ในช่วงเจ็บป่วยหรือวาระสุดท้าย ไม่ใช่เรื่องของคนใดคนหนึ่ง หากเกี่ยวข้องกับทุกคนรอบตัว ตั้งแต่ครอบครัว เพื่อน ชุมชน ไปจนถึงสังคมในภาพใหญ่ 

แม้เราจะวางแผนการรักษา เตรียมเอกสาร หรือคิดถึงช่วงเวลาสุดท้ายของชีวิตไว้แล้ว แต่สิ่งเหล่านั้นจะเกิดขึ้นได้จริง ต้องอาศัยการสื่อสารเจตนารมณ์ให้คนรอบข้างรับรู้ เข้าใจ และร่วมกันทำให้เกิดขึ้น ท่ามกลางความคิด ความเชื่อ และมุมมองที่อาจแตกต่างกัน Death Fest 2026 จึงออกแบบให้เป็นพื้นที่สำหรับการเรียนรู้เรื่องอยู่ดี-ตายดีร่วมกัน

 เวที Palliative Care ฉบับอยู่ตัวคนเดียว ได้นำเสนอมุมมองและวิธีวางแผนการรักษาเพื่อให้มั่นใจว่า แม้ไม่มีใครอยู่ข้าง ๆ เราจะยังเข้าถึงการดูแลที่เคารพการตัดสินใจของเรา มีคุณภาพชีวิตที่ดีไปจนถึงวาระสุดท้ายอย่างมีศักดิ์ศรีและไม่โดดเดี่ยว  เมื่อพูดถึงการอยู่คนเดียว หลายคนมักนึกถึงคนโสด แต่ในความเป็นจริงแล้ว นิยามของการอยู่ลำพังนั้นกว้างกว่ามาก 

ข่าวที่เกี่ยวข้อง:

'เตรียมตัวตายให้ดี' คือ หน้าที่ วางแผนวันนี้ ไม่ทิ้งภาระให้คนข้างหลัง

2:1:1 รหัสลับของคนอยาก 'ลดน้ำหนัก' คุมอาหารไร้พุง พิชิตโรค

ทุกคนควรทำ“Living Will”วางแผนล่วงหน้า

รศ.นพ.ฉันชาย สิทธิพันธุ์ จากคณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ได้สะท้อนมุมมองที่น่าสนใจเกี่ยวกับการใช้ชีวิตลำพังว่า “คำว่า Alone but not lonely เป็นสิ่งสำคัญมาก การอยู่คนเดียวไม่ได้สำคัญว่าเราอยู่คนเดียวหรือเปล่า แต่สำคัญที่การมีเครือข่าย เพราะต่อให้อยู่ร่วมกันหลายคนแต่ไม่มีใครรู้จักเราดีพอ ก็ถือว่าเป็นปัญหาเช่นเดียวกัน”

การมีชีวิตอยู่ลำพังให้มีคุณภาพชีวิตที่ดีนั้น อาจารย์ฉันชาย ได้นำเสนอแนวคิดเรื่อง “Longevity” ซึ่งหมายถึงการดูแลสุขภาพให้แข็งแรง มีคุณภาพชีวิตที่ดีให้นานที่สุด และเมื่อถึงจุดที่คุณภาพชีวิตแย่ลง ก็ขอให้อยู่ในภาวะนั้นให้สั้นที่สุด เพื่อที่จะได้จากไปอย่างมีศักดิ์ศรี

อย่างไรก็ตาม ไม่มีใครสามารถพึ่งพาตัวเองได้ตลอด เมื่อถึงจุดที่ล้มป่วย ย่อมต้องอาศัยผู้ดูแล การรู้จักวางแผนล่วงหน้าจึงเป็นสิ่งสำคัญ รศ.นพ.ฉันชาย แนะนำว่า ทุกคนควรทำ“Living Will”หรือหนังสือแสดงเจตจำนงล่วงหน้า (ตามมาตรา 12 พ.ร.บ.สุขภาพแห่งชาติ) เพื่อระบุความต้องการในการดูแลรักษาในช่วงวาระสุดท้ายของชีวิต เช่น หากอยู่ในภาวะสมองเสื่อมรุนแรงและไม่สามารถสื่อสารได้ จะขอปฏิเสธการสอดท่อให้อาหาร เป็นต้น สิ่งนี้ควรทำตั้งแต่วันที่ยังมีสติสัมปชัญญะครบถ้วนและร่างกายแข็งแรง

ทั้งนี้ แม้เราจะวางแผนเตรียมตัวมาอย่างดี แต่ระบบสาธารณสุขและสวัสดิการของรัฐยังคงมีช่องโหว่ อาจารย์ฉันชาย เผยว่า ปัจจุบันในกรุงเทพฯ มีผู้ดูแล (Caregiver) เข้าถึงคนไข้ในชุมชนได้ไม่ถึง 10 % ผู้สูงอายุชายมีแนวโน้มต้องการการพึ่งพิงแบบติดบ้านเฉลี่ย 2.5 ปี และผู้หญิง 3.7 ปี ซึ่งเป็นโจทย์ใหญ่ว่า ใครจะมาเป็นผู้ดูแลในช่วงเวลานี้

ตัดใจให้เป็น ปล่อยวางให้ได้

ท้ายที่สุดแล้ว การจะอยู่ลำพังและตายดีได้นั้น นอกจากการจัดการเรื่องเอกสาร สุขภาพ และเครือข่ายความสัมพันธ์แล้ว “การจัดการกับจิตใจ” ก็สำคัญไม่แพ้กัน  รศ.นพ.ฉันชาย ฝากข้อคิดไว้ว่า “อย่าห่วงเยอะ” ไม่ว่าจะเป็นเรื่องทรัพย์สิน หรือแม้แต่สัตว์เลี้ยงแสนรัก ควรจัดการหาคนดูแล หรือทำพินัยกรรมเตรียมไว้ให้เรียบร้อย เพื่อที่ในวาระสุดท้าย เราจะสามารถจากไปได้อย่างสงบและไม่ต้องมีสิ่งใดติดค้างอยู่ในใจ

ก้าวข้ามกำแพงความกลัวด้วยการสื่อสาร

ด้าน พญ.ชญานิศ ยอดเพชร แพทย์ชำนาญการ โรงพยาบาลพุทธชินราช พิษณุโลก (หมอฟ้า) ชี้ให้เห็นว่า คำว่าอยู่ตัวคนเดียวไม่ได้นับแค่จำนวนสมาชิกในครอบครัว แต่หมายถึงในวันที่คนไข้อ่อนแอหรือเปราะบางที่สุด มีใครพร้อมที่จะอยู่เคียงข้างและช่วยตัดสินใจในช่วงสุดท้ายของชีวิตหรือไม่ บางคนอยู่ในครอบครัวใหญ่ แต่กลับไม่มีคนที่ไว้วางใจได้ ในขณะที่บางคนมีลูกหลาน แต่ลูกหลานไปเติบโตและสร้างครอบครัวอยู่ต่างประเทศ ทำให้ผู้สูงอายุต้องใช้ชีวิตเพียงลำพัง

ในบริบทต่างจังหวัดว่า ชุมชนมักมีความผูกพันที่แน่นแฟ้นกว่าในเมือง บางครั้งผู้ที่ตัดสินใจแทนในวาระสุดท้าย (Surrogate) อาจไม่ใช่ญาติทางสายเลือด แต่เป็น “เพื่อนข้างบ้าน” ที่คอยพาไปหาหมอและรู้ใจผู้ป่วยมากที่สุด

คนไทยจำนวนมากยังมองว่าการพูดถึงความตายเป็นลางร้ายหรือเป็นการแช่ง แต่ปัจจุบันสังคมเริ่มเปิดกว้างมากขึ้น หมอฟ้า ได้แนะนำเครื่องมือที่เรียกว่า“สมุดเบาใจ”ซึ่งไม่ได้เป็นเพียงกระดาษสั่งเสีย แต่เป็นเครื่องมือที่ช่วยให้เราได้ “ทบทวนตัวเอง” ว่าแท้จริงแล้วคุณภาพชีวิตที่ดีในมุมมองของเราคืออะไร หากการพูดคุยกับครอบครัวเป็นเรื่องยาก เราอาจเริ่มต้นโดยการให้บุคลากรทางการแพทย์ หรือจิตอาสา เข้ามาเป็นสะพานเชื่อมช่วยเปิดบทสนทนา

“การตายดี” เป็นสิทธิพื้นฐานในรัฐธรรมนูญ

ขณะที่ ผศ.พญ.เรือนขวัญ กัณหสิงห์ ภาควิชาเวชศาสตร์ครอบครัว คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี (หมอเอ๋) กล่าวว่าการวางแผนไม่ได้มีแค่เรื่องเอกสารทางการแพทย์ แต่รวมถึงการสร้างความสัมพันธ์ การอยู่คนเดียวกับการอยู่โดดเดี่ยวนั้นต่างกัน การมีเครือข่ายความสัมพันธ์ที่ดีกับเพื่อน ป้าข้างบ้าน หรือคนในชุมชน จะเปรียบเสมือน “เบาะรองรับ” ในวันที่เราไม่สามารถช่วยเหลือตัวเองได้ แต่สิ่งสำคัญนั้นต้องเริ่มต้นจากตัวเองให้ดีก่อน

สำรวจตัวเอง ก่อนจะสร้างความสัมพันธ์กับใคร ต้องรู้จักตัวเองก่อนว่าให้คุณค่ากับเรื่องอะไร ชอบสภาพแวดล้อมแบบไหนสร้างความสัมพันธ์อย่างไม่เป็นทางการ ไม่ใช่การทำดีเพื่อหวังผล แต่คือความใส่ใจเล็กๆ น้อยๆ เช่น การตื่นมาใส่บาตรพร้อมเพื่อนบ้านทุกเช้า เมื่อวันไหนเราหายไป เพื่อนบ้านก็จะโทรมาถามไถ่ด้วยความเป็นห่วง

ทั้งนี้ กลุ่มคนที่ตกอยู่ในสภาวะจำยอมต้องอยู่ลำพังยังมีอีกมาก เช่น กลุ่ม LGBTQ+ ที่ครอบครัวไม่ยอมรับจนต้องเดินออกมาใช้ชีวิตเอง หรือแม้แต่ผู้ที่เคยรับโทษในเรือนจำยาวนานจนตัดขาดจากโลกภายนอก รวมไปถึงผู้สูงวัยที่ประสบปัญหาเศรษฐกิจจนกลายเป็นคนไร้บ้าน

เรื่องนี้ต้องถูกผลักดันในเชิงโครงสร้างและกฎหมาย เพื่อให้ “การตายดี” เป็นสิทธิพื้นฐานในรัฐธรรมนูญ เพื่อป้องกันไม่ให้คนไร้บ้านหรือผู้ที่อยู่ลำพังต้องหลุดออกจากระบบการดูแล ในขณะที่รอโครงสร้างระดับชาติ ภาคส่วนต่างๆ ก็พยายามพัฒนาระบบขึ้นมารองรับ ตัวอย่างที่น่าประทับใจคือ ทีมประคับประคองของโรงพยาบาลพุทธชินราช ที่สร้าง Line Official เพื่อเปิดโอกาสให้คนไข้และญาติปรึกษาได้ตลอด 24 ชั่วโมง

“เราต้องบ่มเพาะความเป็นชุมชนกรุณา ไม่ใช่เป็นเฉพาะพื้นที่ แต่สุดท้ายมันควรจะต้องแผ่ออกไปให้เป็นทั้งสังคมจริงๆ เพราะว่าสังคมที่ดีเนี่ยไม่ควรจะทำให้มีใครถูกทอดทิ้งแล้วกลายเป็นจากไปอย่างโดดเดี่ยว ไม่ว่าจะเป็นขณะที่ยังมีชีวิตอยู่ด้วยสถานะทางสุขภาพใดๆ ก็ตาม ไปจนถึงตอนที่เขาตายจาก”