ประเทศไทยกำลังเผชิญกับความท้าทายด้านสุขภาพในหลายๆ ด้าน โดยเฉพาะสถานการณ์ผู้ป่วยโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCDs) ที่สร้างความสูญเสียทางเศรษฐกิจสูงถึง 1.6 ล้านล้านบาทต่อปี หรือประมาณ 10% ของ GDP ประเทศ และนั่นเป็น “ค่าเสียโอกาส” มหาศาล ทั้งที่เงินจำนวนดังกล่าวควรถูกนำไปลงทุนด้านนวัตกรรม การศึกษา หรือโครงสร้างพื้นฐานเพื่ออนาคต
เมื่อประเทศต้องเสียงบประมาณไปกับการ “ซ่อมแซม” ทรัพยากรมนุษย์ที่พังทลาย หากไทยสามารถเปลี่ยนผ่านสู่การเป็น Medical Hub ที่เน้น Wellness และการป้องกันเชิงรุก จะสามารถเปลี่ยนรายจ่ายมหาศาลจากกองทุนบัตรทองและประกันสังคม ให้กลายเป็นเงินทุนในการขับเคลื่อนประเทศอย่างยั่งยืน
ในเวทีแถลงข่าวเปิดตัว “เครือข่ายนวัตกรรมเพื่อสุขภาพระดับโลก “เอ.แคตตาลิสท์ เน็ตเวิร์ค ประเทศไทย” (A.Catalyst Network Thailand Hub)” โดยบริษัท แอสตร้าเซนเนก้า (ประเทศไทย) จำกัด ร่วมกับ ภาครัฐ ภาคเอกชน ภาควิชาการ และเครือข่าย ผู้ป่วย เพื่อผสานศักยภาพทุกภาคส่วน นำเทคโนโลยีและนวัตกรรมอัจฉริยะมาช่วยยกระดับการดูแลสุขภาพเชิงรุก และร่วมขับเคลื่อนนวัตกรรม เพื่ออนาคตระบบสุขภาพที่ยั่งยืน
ข่าวที่เกี่ยวข้อง:
เช็กเลย! 'อวัยวะหมดอายุ' ไม่พร้อมกัน ดูแลอย่างไร? ให้ชะลอความเสื่อม
ผู้ชายกว่า 90% มีเพศสัมพันธ์ ติดเชื้อ 'HPV' ไม่รู้ตัว แนะฉีดวัคซีนป้องกัน
AI ยกระดับบริการทางการแพทย์
“ศ.ดร.นพ.ประสิทธิ์ วัฒนาภา” ประธานกรรมการ สำนักงานเทคโนโลยีและนวัตกรรม ด้านชีววิทยาศาสตร์ (องค์การมหาชน) กล่าวปาฐกถาในหัวข้อ “นวัตกรรมการแพทย์ดิจิทัล : พลังขับเคลื่อน สู่สังคมสุขภาพดีของไทย ก้าวไกลสู่เวทีโลก” ว่าในอนาคตอันใกล้ การดูแลสุขภาพไม่ได้เกิดขึ้นในสถานพยาบาล แต่ทุกคนจะมีส่วนในการดูแลสุขภาพผ่านเทคโนโลยีในหลายส่วน ซึ่งวิวัฒนาการขั้นสูงสุดของเทคโนโลยีที่เรียกว่า “Agentic AI” จะมีบทบาทในทางการแพทย์มากขึ้นและก้าวข้ามไปสู่ระบบที่สามารถตัดสินใจและเรียนรู้ได้ด้วยตัวเอง
อีกทั้งความล้ำสมัยของ AT ต้องมาคู่กับ “Ethical AI Framework” หรือธรรมาภิบาลข้อมูลที่มีการตรวจสอบและถ่วงดุล เพื่อให้มั่นใจว่าปัญญาประดิษฐ์จะทำงานภายใต้กรอบจริยธรรมที่ปลอดภัยต่อมนุษย์
อนาคตแพทย์จะเปลี่ยนบทบาทจากผู้สั่งยา มาเป็นหุ้นส่วนทางสุขภาพ โดยมี AI และนวัตกรรมเป็นตัวกลางในการบริหารจัดการข้อมูลเฉพาะบุคคล ทั้งเรื่องของ Continuous Bio-monitoring ซึ่งนาฬิกาบนข้อมือจะเปลี่ยนเป็นห้องแล็บเคลื่อนที่ (Diagnostic Lab) ที่ติดตามข้อมูลชีวภาพ กว่า 50 รายการ เช่น ระดับน้ำตาล และความดัน แจ้งเตือนก่อนเกิดภาวะหัวใจวายได้ล่วงหน้า
นอกจากนั้น จะเป็นความแม่นยำเฉพาะด้วยการใช้ AI ประมวลผลรหัสพันธุกรรม (Genetic Testing) ร่วมกับข้อมูลส่วนบุคคลเพื่อคำนวณโดสยาหรือสารอาหารที่แม่นยำระดับนาโน ขณะที่ อาหารไทย จะเป็นการยกระดับนวัตกรรมผ่านไมโครไบโอม(Microbiome) และ โพสไบโอติกส์ (Postbiotic) ซึ่งพบมากในอาหารไทย เทคโนโลยีจะเปลี่ยนเมนูพื้นบ้านให้กลายเป็นแนวหน้าของนวัตกรรมสุขภาพ ที่จัดการสมดุลจุลชีพในลำไส้เพื่อป้องกันโรคจากภายใน
ไทยมีข้อจำกัดค่าใช้จ่ายทางการแพทย์
ศ.ดร.นพ.ประสิทธิ กล่าวต่อไปว่าการนำการแพทย์และดิจิทัลไปสู่สังคมสุขภาพดี ไทยมีระดับหนึ่ง และกระทรวงต่างๆ พยายามผลักดันเรื่องเหล่านี้ แต่ยอมรับว่ามีข้อจำกัดเรื่องค่าใช้จ่ายที่จำนวนมาก ซึ่งระบบการดูแลสุขภาพจะมีทั้งหมด 6 ขั้นตอน โดยครอบคลุมตั้งแต่ก่อนเกิดโรคไปจนถึงการดูแลในระยะสุดท้าย ได้แก่
1. การส่งเสริมสุขภาพ 2. การป้องกันโรค 3. การวินิจฉัยโรค 4. การรักษาโรค 5. การฟื้นฟูสมรรถภาพ และ6. การดูแลแบบประคับประคอง ซึ่งทั้ง 6 ขั้นตอน เทคโนโลยี AI จะเข้ามามีบทบาทในการช่วยเหลือและเพิ่มประสิทธิภาพมากขึ้น
“แม้เราจะเผชิญกับปัญหาการบาดเจ็บจากสงครามหรือเหตุการณ์รุนแรง และอาจไม่มีศัลยแพทย์ที่เก่งที่สุดประจำอยู่ในพื้นที่นั้น แต่ด้วยเทคโนโลยีปัจจุบัน แพทย์หรือทหารที่อยู่หน้างานจะสามารถทำการรักษาหรือศัลยกรรมแก่ผู้บาดเจ็บได้ โดยได้รับคำแนะนำหรือการสนับสนุนจากศัลยแพทย์ที่เก่งที่สุดของประเทศผ่านระบบเครือข่ายและการจัดการรักษาที่มีประสิทธิภาพ ฉะนั้น การใช้ AI มาช่วยในการวินิจฉัยโรค ทั้งจากพันธุกรรม และการอ่านผลทางรังสี ไทยถือว่าอยู่ในระดับต้นๆ ของอาเซียน เทคโนโลยีเหล่านี้ช่วยลดภาระของแพทย์เฉพาะทางที่ขาดแคลนได้”
ปัจจุบันระบบสาธารณสุขไทยกำลังพยายามผลักดันการดูแลสุขภาพจาก “เชิงรับ” (รอให้ป่วยแล้วค่อยรักษา) ไปสู่ “เชิงรุก” (เน้นการส่งเสริมและป้องกัน) มากขึ้น โดยมีการนำนวัตกรรมดิจิทัลและ AI มาช่วยบริหารจัดการเพื่อให้เกิดระบบสุขภาพที่ยั่งยืนและเท่าเทียม
แรงงานสุขภาพดี เพิ่มผลิตภาพแห่งชาติ
“ยุทธศักดิ์ สุภสร” ประธานกรรมการ การนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (กนอ.) กล่าวปาฐกถาในหัวข้อ “Health is Wealth: พลังนวัตกรรมเพื่อสุขภาพยั่งยืน เศรษฐกิจเติบโต”ว่า กนอ.ในฐานะฟันเฟืองหลักที่ขับเคลื่อนเศรษฐกิจ เล็งเห็นว่าหากหนึ่งคนสามารถบริหารจัดการสุขภาพได้ ผลผลิตย่อมเพิ่มขึ้น แต่หากแรงงาน 1 ล้านคนทำได้พร้อมกัน นั่นคือการก้าวกระโดดของ “ผลิตภาพแห่งชาติ” (National Productivity) จึงเกิดเป็นโครงการนำร่องความร่วมมือระหว่าง กนอ., กรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน, สำนักงานประกันสังคม และแอสตร้าเซนเนก้า
“กนอ.มีโรงงานที่อยู่ในการดูแล 5,000 โรง มีแรงงานประมาณ 1,000,000 คน และส่วนใหญ่เป็นแรงงานผู้ชาย ที่ผ่านมาได้มีการนำ AI X-ray มาช่วยคัดกรองความเสี่ยงมะเร็งปอดและโรคปอดในกลุ่มแรงงาน และการดำเนินการดูแลสุขภาพแรงงาน ไม่ใช่เพียงสวัสดิการ แต่คือการป้องกันความสูญเสียทางเศรษฐกิจ เพราะความมั่นคงของครอบครัวแรงงานคือรากฐานของเสถียรภาพอุตสาหกรรม”
“สุขภาพ”ความมั่งคั่งใหม่ ที่ซื้อไม่ได้
ในเชิงเศรษฐศาสตร์ สุขภาพเป็นความมั่งคั่งใหม่ ซึ่งนัยสำคัญไม่ใช่การไม่ป่วย แต่เป็นขีดความสามารถในการใช้ชีวิต เพราะต่อให้มีเงินเป็นล้าน แต่ไม่มีแรง ไม่มีสุขภาพที่ดีไปใช้เงินเหล่านั้น ก็เท่ากับสูญเปล่า และสุขภาพเป็นเรื่องที่ซื้อไม่ได้ ฉะนั้น ในโลกที่มีความผันผวน คนที่มีต้นทุนทางสุขภาพสูง จะรับมือกับแรงกดดัน ฟื้นกับวิกฤติต่างๆ ได้ดีกว่า เพราะค่าเสียโอกาสในการเจ็บป่วยสูงกว่าที่ใครจะจ่ายไหว
ยุทธศักดิ์ กล่าวอีกว่า AI ไม่ได้ช่วยเพียงการรักษาโรค แต่เป็นการรักษาเวลา และสุขภาพไม่ใช่เรื่องส่วนตัว แต่เป็นฟันเฟืองหลักของเศรษฐกิจ ของประเทศ ถ้าประชากรมีสุขภาพที่ดี แรงงานแข็งแรงมีความสุข สร้างนวัตกรรมได้ จะลดภาระงบประมาณที่จะเอามาใช้จ่ายรักษาพยาบาล และสามารถนำไปใช้ลงทุนด้านนวัตกรรมและโครงสร้างพื้นฐานต่างๆ นอกจากนั้น การมีสุขภาพที่ดีต้องทำให้เห็นว่าสังคมผู้สูงอายุไม่ใช่ภาระ ต้องเห็นผู้สูงอายุแข็งแรง เป็นกำลังหลักในการขับเคลื่อนสังคมให้ก้าวหน้าต่อไป
“ตอนนี้ประเทศไทยถูกกล่าวหาว่าเป็นคนป่วยแห่งอาเซียน อยากเรียกร้องให้ช่วยกัน และหากเราต้องการให้ประเทศไทยไม่เป็นคนป่วยแห่งอาเซียน อย่าถามว่าประเทศไทยทำอะไรให้คุณ แต่ต้องถามว่าทุกคนทำอะไรให้ประเทศ และจะขับเคลื่อนประเทศในมิติต่างๆ ให้ยั่งยืนต่อไปอย่างไร”
การรักษาเวลาและชีวิต เทคโนโลยีเหล่านี้ไม่ได้ถูกนำมาใช้เพื่อรักษาโรคเพียงอย่างเดียว แต่ยังช่วย “รักษาเวลา” และ “รักษาคุณภาพชีวิต” เพื่อให้ผู้ป่วยกลับมาแข็งแรงและเป็นกำลังสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจได้
‘เครือข่ายสุขภาพ’ พัฒนานวัตกรรม
ที่ผ่านมา ระบบสาธารณสุขไทยวนเวียนอยู่กับ “Sick Care” หรือการตั้งรับเพื่อซ่อมแซมร่างกายเมื่อป่วยแล้ว แต่เทคโนโลยี AI กำลังจะเปลี่ยนเกมให้กลายเป็น “Health Care” อย่างแท้จริง โดยการเปลี่ยน “ผู้ป่วย” ให้กลายเป็น “ผู้จัดการสุขภาพ” (Health Manager)
“โรมัน รามอส” ประธานบริษัทประจำประเทศไทย บริษัท แอสตร้าเซนเนก้า (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่าแอสตร้าเซนเนก้า ในฐานะพันธมิตรสุขภาพของประเทศไทยกว่า 40 ปี เล็งเห็นถึงความพร้อมทั้งในด้านนโยบายโครงสร้างพื้นฐานและบุคลากรคุณภาพ จึงนำเครือข่าย เอ.แคตตาลิสท์ เน็ตเวิร์ค มาเปิดตัวในประเทศไทยในฐานะ Innovation Hub ด้านสุขภาพ ที่เชื่อมโยงภาครัฐ ภาคเอกชน สถาบันการศึกษา ผู้เชี่ยวชาญเครือข่ายผู้ป่วย และสตาร์ตอัปไทย เพื่อเร่งการนำนวัตกรรม Al มาสร้างผลลัพธ์ด้านสุขภาพให้กับ ผู้ป่วย
“เครือข่าย A.Catalyst Network Thailand จะมีพันธกิจในการพัฒนานวัตกรรม AI เพื่อยกระดับการดูแลสุขภาพ ทั้ง การป้องกัน วินิจฉัย และรักษาโรคโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง อาทิ โรคไต โรคมะเร็ง โรคเกี่ยวกับระบบทางเดินหายใจและปอด รวมถึงโรคหายาก เพื่อยกระบบการดูแลสุขภาพ โดยใช้เทคโนโลยี ดิจิทัล Al ที่เชื่อถือได้ และได้มาตรฐานสากล จะช่วย ค้นหาแนวทางใหม่ เพื่อลดภาระโรค ลดภาระงบประมาณภาครัฐ และลดภาระของผู้ป่วยและครอบครัว รวมถึงบ่มเพาะความเข้มแข็งของสตาร์ตอัปไทยด้านเทคโนโลยีสุขภาพ..สู่เวทีระดับโลก”





