วันอาทิตย์ ที่ 22 กุมภาพันธ์ 2569

Login
Login

เช็กเลย! 'อวัยวะหมดอายุ' ไม่พร้อมกัน ดูแลอย่างไร? ให้ชะลอความเสื่อม

เช็กเลย! 'อวัยวะหมดอายุ' ไม่พร้อมกัน ดูแลอย่างไร? ให้ชะลอความเสื่อม

โดยปกติเซลล์ต่างๆ ในร่างกาย มักเริ่มเสื่อมในช่วงอายุ 30 ปี เป็นต้นไป แต่อาการเสื่อมเริ่มสะสมได้ตั้งแต่วัยเด็ก วัยรุ่นและวัยทำงาน จากพฤติกรรมในชีวิตประจำวันที่ไม่ดีต่อสุขภาพ ซึ่งภาวะอวัยวะล้มเหลว หรือหมดอายุ หมายความว่า อวัยวะหนึ่งหรือหลายอวัยวะของคุณไม่สามารถทำงานได้อย่างเพียงพอต่อความต้องการของร่างกาย ซึ่งอาจเกิดขึ้นอย่างฉับพลันหรือค่อยเป็นค่อยไป

หากอวัยวะสำคัญของคุณล้มเหลว  หมดอายุ คุณจะต้องได้รับการช่วยชีวิตหรือการปลูกถ่ายอวัยวะเพื่อทดแทน อวัยวะสำคัญของคุณได้แก่ ตับ ไต หัวใจ สมอง ปอด และลำไส้เล็ก

ข่าวที่เกี่ยวข้อง:

นอนน้อยกว่า 6 ชม. VS นอนมากกว่า 8 ชม. ส่งผลเสียต่อสุขภาพทั้งคู่

ผู้ชายกว่า 90% มีเพศสัมพันธ์ ติดเชื้อ 'HPV' ไม่รู้ตัว แนะฉีดวัคซีนป้องกัน

อวัยวะแต่ละส่วน จะหมดอายุในช่วงวัยแตกต่างกัน

สมอง → อายุเฉลี่ย 20 ปี

  • เริ่มเสื่อมตั้งแต่ยังเรียนไม่จบ! เซลล์ประสาทลดลงทุกวัน
  • ถ้าไม่ใช้สมองบ่อย เสื่อมเร็วเท่าคนแก่

ผิวหนัง → อายุเฉลี่ย 25 ปี

  • คอลลาเจนเริ่มลด ผิวแห้งง่าย แพ้แดดไว
  • อายุยังไม่มาก แต่ผิวพังได้ถ้าดูแลไม่ดี

หัวใจ → อายุเฉลี่ย 40 ปี

  • ปั๊มเลือดน้อยลง เหนื่อยง่าย
  • ผู้ชาย 45+ และผู้หญิง 55+ เสี่ยงโรคหัวใจสูง

ตับ → อายุเฉลี่ย 50 ปี

  • ถ้าดูแลดี ฟื้นตัวไวมาก แต่ถ้าใช้หนัก = พังเร็ว
  • ดื่มเหล้า นอนดึก คือศัตรู

ไต → อายุเฉลี่ย 50 ปี

  • กรองของเสียน้อยลง ปัสสาวะบ่อยตอนดึก
  • บางคนไม่รู้ว่าใช้ไตหนักจาก “กินยาเกินจำเป็น”

ปอด → อายุเฉลี่ย 50 ปี (เริ่มเสื่อมตั้งแต่ 20 ปี)

  • หายใจตื้น ออกซิเจนในเลือดน้อยลง
  • บางคนหอบง่าย แค่เดินขึ้นบันได

ลำไส้ → อายุเฉลี่ย 55 ปี

  • แบคทีเรียดีลดลง เสี่ยงระบบย่อยรวน
  • ท้องผูกบ่อย อาหารไม่ย่อย คือสัญญาณ

กระดูก → อายุเฉลี่ย 35 ปี

  • ความหนาแน่นเริ่มลด กระดูกพรุนเร็ว
  • ผู้หญิงหลังหมดประจำเดือนเสี่ยงมาก

รังไข่ → อายุเฉลี่ย 35 ปี

  • ไข่เริ่มลด คุณภาพตกตั้งแต่ยังไม่ถึงเลขสี่
  • ความสมดุลฮอร์โมนเริ่มปั่นป่วน

ดวงตา → อายุเฉลี่ย 40 ปี

  • สายตายาว ตาแห้ง ตาพร่ามาเยือน
  • เสี่ยงต้อกระจก ต้อหินมากขึ้น

ฟัน → อายุเฉลี่ย 40 ปี

  • เหงือกร่น ฟันโยก ฟันผุง่าย
  • เคี้ยวของแข็ง = พังแน่

หน้าอก (เต้านม) → อายุเฉลี่ย 35 ปี

  • เริ่มหย่อนคล้อย ต่อมน้ำนมเสื่อม
  • เสี่ยงซีสต์หรือมะเร็งได้ง่ายขึ้น

อวัยวะสำคัญที่อาจทำงานล้มเหลว

  • ตับ

ตับของคุณทำหน้าที่หลายร้อยอย่างที่จำเป็นต่อการดำรงชีวิต รวมถึงการกรองสารพิษออกจากเลือดภาวะตับวายอาจเกิดขึ้นแบบเฉียบพลันหรือเรื้อรัง

  • ไต

ทำหน้าที่กำจัดของเสียออกจากเลือดผ่านทางปัสสาวะ และรักษาสมดุลของของเหลวและอิเล็กโทรไลต์ในร่างกายภาวะไตวายอาจเกิดขึ้นแบบเรื้อรังหรือเฉียบพลัน

  • หัวใจ

หัวใจของคุณทำหน้าที่ส่งเลือดที่มีออกซิเจนไปเลี้ยงอวัยวะอื่นๆ ทุกส่วน เมื่อหัวใจของคุณทำงานผิดปกติ มันจะส่งผลกระทบต่อร่างกายของคุณทั้งหมดภาวะหัวใจล้มเหลวเฉียบพลันคือการทำงานของหัวใจที่ลดลงอย่างรวดเร็ว ส่วนภาวะหัวใจล้มเหลวเรื้อรังเป็นภาวะเรื้อรังที่ค่อยๆ รุนแรงขึ้นตามเวลา

  • ปอด

ปอดเป็นส่วนหนึ่งของระบบทางเดินหายใจ ซึ่งทำหน้าที่ส่งออกซิเจนไปยังเนื้อเยื่อทุกส่วนของร่างกายภาวะหายใจล้มเหลวอาจเกิดขึ้นแบบเฉียบพลันหรือเรื้อรัง

  • ลำไส้เล็ก

ลำไส้เล็กทำหน้าที่ดูดซึมสารอาหารส่วนใหญ่จากอาหารที่คุณรับประทาน ซึ่งร่างกายต้องการเพื่อการทำงาน เมื่อลำไส้เล็กทำงานผิดปกติ ผลที่ตามมาคือภาวะขาดสารอาหารหรืออดอาหาร

  • สมอง

สมองของคุณสั่งการให้ทุกอวัยวะทำงาน โรคความเสื่อมของสมองอาจทำให้สมองล้มเหลวเรื้อรังและค่อยเป็นค่อยไป ภาวะสมองล้มเหลวเฉียบพลันคือกระบวนการที่สมองตายเมื่อสมองหรือก้านสมอง ของคุณ ตาย อวัยวะที่เหลือก็จะตายตามไปด้วย

วิธีสังเกตความเสื่อมของร่างกาย

สำรวจ 10 อาการ สัญญาณร่างกายเริ่มทรุดโทรม และควรรีบเข้ารับการตรวจสุขภาพมีอะไรบ้าง

1.อ่อนเพลียเรื้อรัง

อาการอ่อนล้า รู้สึกไม่สบายตัว หมดเรี่ยวแรง หรือหลับไม่สนิท อาจเป็นสัญญาณเตือนว่าร่างกายของภาวะอ่อนเพลียเรื้อรัง ซึ่งร่างกายต้องการการพักผ่อนที่เพียงพอ โดยสาเหตุอาจเกิดจากการทำกิจกรรมบางประเภทอย่างหักโหม หรือเกิดจากการติดเชื้อ ระบบภูมิคุ้มกันผิดปกติ ฮอร์โมนในร่างกายขาดความสมดุล รวมถึงปัญหาเกี่ยวกับสุขภาพจิต

2.นอนไม่หลับ

อาการนอนไม่หลับ การนอนหลับไม่สนิท การหลับ ๆ ตื่น ๆ ตลอดคืน การตื่นมาแล้วรู้สึกไม่สดชื่น การง่วงซึมหรือความเหนื่อยล้าระหว่างวันสามารถส่งผลกระทบต่อสุขภาพทั้งด้านร่างกายและจิตใจ อาการนอนไม่หลับเกิดจากปัจจัยที่หลากหลายและเกิดขึ้นได้กับทุกช่วงอายุ โดยเฉพาะเมื่อมีอาการนอนไม่หลับมากกว่า 2 สัปดาห์ อาจเป็นสัญญาณเบื้องต้นของการทำงานที่ปกติของไทรอยด์ ควรเข้ารับการตรวจสุขภาพ เพื่อประเมินอาการเพิ่มเติม

3.เบื่ออาหาร น้ำหนักลด

ความไม่รู้สึกอยากอาหารหรือความต้องการรับประทานอาหารลดลง อาจเกิดได้จากสาเหตุทั้งทางร่างกายและจิตใจ รวมถึงภาวะเบื่ออาหารจากการใช้ยาบางประเภท โดยผู้ที่เบื่ออาหารมักมีอาการอื่น ๆ ร่วมด้วย เช่น น้ำหนักลด ภาวะขาดสารอาหาร ในบางรายอาจพบว่าลิ้นเริ่มรับรสชาติได้ไม่เหมือนเดิม

4.ปวดเมื่อยตามร่างกาย

อาการปวดเมื่อยกล้ามเนื้อบริเวณส่วนต่าง ๆ โดยไม่สามารถระบุสาเหตุได้อย่างแน่ชัด อาจเป็นผลจากการอักเสบของกล้ามเนื้อหลาย ๆ ตำแหน่งในเวลาเดียวกัน ส่งผลให้เกิดภาวะกล้ามเนื้ออ่อนแรง ซึ่งหากผู้ป่วยที่มีอาการรุนแรงอาจไม่สามารถขยับร่างกาย หรือทำกิจกรรมได้ตามปกติ ควรตรวจสุขภาพเพื่อหาสาเหตุที่ชัดเจน และทำการรักษาอย่างจริงจัง

5.ปวดศีรษะเรื้อรัง

การปวดศีรษะเรื้อรังหมายถึงลักษณะการปวดหัวที่มีอาการต่อเนื่องมากกว่า 15 วันต่อเดือน ติดต่อกันอย่างน้อยเป็นเวลา 3 เดือน ซึ่งอาจมีสาเหตุมาจากความเครียด โรคไมเกรน โรคซึมเศร้าหรือการใช้ยาแก้ปวดไม่ถูกวิธี

6.ไอเรื้อรัง

ภาวะไอเรื้อรังคือการไอที่มีระยะเวลาติดต่อกันเป็นเวลาอย่างน้อย 8 สัปดาห์ ซึ่งมักมีสาเหตุมาจากการติดเชื้อ หรือภาวะอื่น ๆ เช่น ภูมิแพ้ หลอดลมอักเสบ หอบหืด รวมไปถึงภาวะที่ไม่มีความเกี่ยวข้องกับระบบทางเดินหายใจ เช่น ภาวะกรดไหลย้อน เป็นต้น

7.ท้องอืด ท้องเฟ้อ

ผู้ป่วยมักมีอาการแน่นท้อง ปวดท้อง หรือรู้สึกไม่สบายท้องบริเวณส่วนบนหรือบริเวณลิ้นปี่ ในบางรายอาจรู้สึกอิ่มเร็วกว่าปกติ ส่วนใหญ่มักมีอาการเป็น ๆ หาย ๆ และเมื่อไม่ได้ตรวจสุขภาพเพื่อรับการรักษาที่ต้นเหตุอย่างถูกต้อง ก็ทำให้ผู้ป่วยมีอาการเรื้อรังได้

8.ระบบขับถ่ายไม่ปกติ

ผู้ป่วยสามารถสังเกตได้จากอาการท้องเสียบ่อย อุจจาระเป็นน้ำ หรือท้องผูกบ่อย ถ่ายแข็งต้องออกแรงเบ่งมาก ในบางรายอาจมีอาการท้องผูกสลับท้องเสีย หรือมีอุจจาระสีดำเหนียวคล้ายยางมะตอย แม้จะรับประทานอาหารที่ปรุงสุกและถูกสุขอนามัย อาการเหล่านี้อาจเป็นสัญญาณเริ่มต้นของโรคที่เกี่ยวข้องกับระบบทางเดินอาหาร ซึ่งมีหน้าที่เกี่ยวข้องกับการย่อยอาหาร การดูดซึมและการขับถ่าย

9.ปัสสาวะแสบขัด

รวมถึงอาการปัสสาวะขัด ปัสสาวะมีมดขึ้น หรือปัสสาวะเป็นเลือด อาจมีสาเหตุจากการติดเชื้อหรือโรคในระบบทางเดินปัสสาวะต่าง ๆ รวมถึงโรคเบาหวาน หรือดีซ่าน

10.มีเลือดออกผิดปกติ

ผู้ป่วยสามารถสังเกตได้จากการเกิดจ้ำเลือดตามผิวหนัง บางรายอาจอาเจียนออกมาเป็นเลือดหรือถ่ายเป็นเลือด รวมถึงการมีเลือดออกทางช่องคลอดนอกรอบประจำเดือน โดยผู้ป่วยส่วนใหญ่ที่มีเลือดออกผิดปกติมักมีอาการอ่อนเพลียร่วมด้วย

ข้อแนะนำจากทีมแพทย์ 

อย่างไรก็ตาม คุณอาจจะไม่จำเป็นต้องรอให้มีอาการครบทุกข้อ หากสังเกตอาการผิดปกติอย่างน้อย 1-2 สัปดาห์ แล้วอาการไม่ดีขึ้นควรพบแพทย์เพื่อตรวจร่างกายอย่างละเอียด โดยเฉพาะการตรวจหาความเสื่อมระดับเซลล์  เพราะการเจ็บป่วยเพียงเล็กน้อยก็อาจนำไปสู่โรคร้ายแรงได้

อ้างอิง: Cleveland Clinic , โรงพยาบาลรามคำแหง