เศรษฐกิจโลกกำลังเปลี่ยนผ่านเข้าสู่ “Longevity Economy” หรือเศรษฐกิจอายุยืน เช่นเดียวกับประเทศไทยที่ปรับโครงสร้างยุทธศาสตร์ชาติ จากเดิมที่พึ่งพิงความสำเร็จเชิงปริมาณผ่าน “Mass Tourism” ขยับสู่อีกระดับด้วยแนวคิด Wellness 5.0 เครื่องยนต์หลักตัวใหม่ที่จะเปลี่ยน “ปริมาณ” ให้เป็น “มูลค่าสูง” (High Value) เพื่อสร้างเสถียรภาพทางเศรษฐกิจที่แท้จริง เพราะความสำเร็จในอดีตที่เราวัดกันด้วยจำนวนนักท่องเที่ยวมหาศาลพิสูจน์แล้วว่าไม่เพียงพอต่อการสร้างความมั่งคั่งที่ยั่งยืน
หัวใจของการก้าวข้ามขีดจำกัดนี้คือการเปลี่ยนผ่านจาก “Mass Production” ที่เน้นขายของเดิมซ้ำๆ Wellness 5.0 จึงไม่ใช่เพียงแค่การมีสปาหรือโรงพยาบาลที่ทันสมัย แต่คือการเปลี่ยนกระบวนทัศน์จาก “Product-centric” (ยึดผลิตภัณฑ์เป็นตัวตั้ง) ไปสู่ “Life-centric” (ยึดคุณภาพชีวิตเป็นศูนย์กลาง) เป็นการเปลี่ยนจากการขาย “ความสวยงามที่เข้าถึงง่าย” (Affordable Beauty) มาเป็นการชวนคนทั้งโลกมาทำ “Long-term Health Investment” หรือการลงทุนเพื่อสุขภาพระยะยาว ซึ่งมีรายได้ต่อหัวสูงกว่าหลายเท่าตัวและสร้างเสถียรภาพได้ดีกว่าการท่องเที่ยวแบบเดิม
ข่าวที่เกี่ยวข้อง:
ผู้ชายกว่า 90% มีเพศสัมพันธ์ ติดเชื้อ 'HPV' ไม่รู้ตัว แนะฉีดวัคซีนป้องกัน
'Longevity' สุขภาพยั่งยืนมีคุณภาพ ความมั่นคงแบบใหม่ของทุกวัย
จาก Mass สู่ High Value เน้น‘รายได้ต่อหัว’
ผศ.ดร.อนุพงศ์ อวิรุทธา คณบดีวิทยาลัยการบิน การท่องเที่ยว และการบริการ มหาวิทยาลัยศรีปทุม ให้สัมภาษณ์ “กรุงเทพธุรกิจ”ว่าประเทศไทยมียุทธศาสตร์ชาติที่ต้องการให้คนไทยหลุดพ้นจากกับดักรายได้ปานกลาง คือการเปลี่ยนจาก “Mass Production” (เน้นจำนวน) ไปสู่ “High Value Product” (สินค้ามูลค่าสูง)ในอุตสาหกรรม Wellness เปลี่ยนจากการแข่งเรื่องจำนวนคน มาแข่งเรื่องรายได้ต่อหัว และการสร้างคุณค่า (Value Proposition)
“การจะเป็น Global Wellness Hub เราต้องเปลี่ยนจากการแข่งเรื่องจำนวนคน มาแข่งเรื่องรายได้ต่อหัว และสร้าง Value Proposition ใหม่ ต้นทุนทางธรรมชาติของไทย (Sand, Sea, Sun) นั้นดีเยี่ยมอยู่แล้ว แต่ต้องเลิกขายในฐานะ “ที่พักผ่อนชั่วคราว” ในราคาประหยัด แล้วหันมาขายประสบการณ์ที่ทำให้ลูกค้ามาเพื่อ “ลงทุนกับสุขภาพระยะยาว (Long-term health investment)” ต้องเปลี่ยนจากแค่คนเดินทางมาพักผ่อน ไปสู่การเป็นที่ที่คนมาเพื่อดูแลชีวิตก่อนจะป่วย หรือ Preventive Care หากเรามีเทคโนโลยีเป็นสมอง และมีคนเป็นหัวใจ เราจะสร้าง Hybrid Wellness ที่คนอื่นสู้เราได้ยาก”
วิทยาศาสตร์นำ ‘New Luxury’เพิ่มมูลค่า
ประเทศไทยจะต้องเปลี่ยน “ต้นทุนเดิม” (Sand, Sea, Sun และความเชี่ยวชาญทางการแพทย์) ให้กลายเป็น “ความหรูหราแบบใหม่” (New Luxury) เพราะในปัจจุบัน สุขภาพที่ดีคือสถานะความมั่งคั่งที่แท้จริง การเจาะกลุ่ม Niche Market ที่มีกำลังซื้อสูงจะช่วยสร้างอัตรากำไรมหาศาล และทำให้ไทยกลายเป็นหัวแถวของอุตสาหกรรม Wellness ระดับ Billion-Dollar ได้ เราต้องเปลี่ยนสินค้า Commodity (สินค้าทั่วไป) โดยเติม Science และ Innovation เข้าไปมูลค่าจะเพิ่มขึ้นมหาศาล
ยกตัวอย่าง สมุนไพรไทย (Thai Herbs)ต้องก้าวข้ามการขายพืชสดหรือผงสมุนไพร ไปสู่การสกัดเป็น“Active Ingredient”เพื่อเป็นสารตั้งต้นในอุตสาหกรรมเวชสำอาง (Cosmeceuticals) และอาหารเสริมระดับโลก หรือนวดไทย (Nuad Thai) ต้องเปลี่ยน Perception ของโลกจากการนวดผ่อนคลาย (Relaxing Massage) ไปสู่การเป็น “Medical Massage” หรือการนวดเชิงการแพทย์ที่มีการตรวจประเมินผลลัพธ์การรักษาที่ชัดเจน มีมาตรฐานกายวิภาคศาสตร์รองรับ เพื่อสร้างมูลค่าบริการที่สูงขึ้นหลายเท่าตัว
“นี่คือเป็นโอกาสทองของผู้ประกอบการที่จะเปลี่ยนผ่านจากการขาย “ความสวยงาม” ไปสู่ “การป้องกัน” เพราะการลงทุนในวิทยาศาสตร์จะสร้างแต้มต่อที่คู่แข่งเลียนแบบได้ยาก และเป็นการสร้างแบรนด์ที่แข็งแกร่งบนฐานของงานวิจัยและผลลัพธ์ที่พิสูจน์ได้”
สร้างระบบนิเวศสุขภาพที่ไร้รอยต่อ
นอกจากนี้ จะต้องสร้างระบบนิเวศ (Ecosystem) ของ Wellness Hub ที่สมบูรณ์แบบเป็น “Seamless Journey” ที่ไร้รอยต่อ ตั้งแต่ก้าวแรกที่นักท่องเที่ยวเดินทางมาถึงสนามบิน (Aviation) การเดินทางผ่านระบบขนส่งหรือเรือสำราญ (Cruise) ไปจนถึงการเข้าพำนักในโรงแรมที่ยกระดับเป็น “Hospitel” ซึ่งเชื่อมต่อกับระบบสาธารณสุขอย่างเป็นเนื้อเดียวกันโดยนำเทคโนโลยี Genomic & Data Literacy
การใช้ข้อมูลระดับ DNA เพื่อออกแบบโปรแกรมสุขภาพเฉพาะบุคคล (Personalized Program) เช่น Genomic Diet ซึ่งเป็นระดับสูงสุดของการบริการที่ผู้บริโภคยุคใหม่ต้องการ ผนวกกับการให้บริการแบบไทยคือเสน่ห์ที่ทำให้ไทยกลายเป็นฮับสุขภาพของโลกที่ทุกคนต้องการมาสัมผัส “Service Mind” ที่เป็นเอกลักษณ์
"เทรนด์โลกเปลี่ยนจาก Sick Care (ป่วยแล้วค่อยหาหมอ) เป็น Preventive Care (การป้องกัน)ตลาด Wellness ไม่ใช่แค่คนป่วย แต่คือ “คนที่อยากมีอายุยืน” (Longevity Economy) เราต้องสร้าง Ecosystem ที่เชื่อมโยงตั้งแต่การเดินทาง การเข้าพัก จนถึงการดูแล"
การจะขับเคลื่อนไปทั้งระบบ ภาครัฐและเอกชนต้องวาง “มาตรฐานและสมรรถนะ (Competency)”เดียวกัน เพื่อให้ผู้ประกอบการทุกระดับเติบโตไปด้วยกันได้ แต่ในแนวปฏิบัติเราต้องยืดหยุ่น เพื่อให้ SMEs หรือ Wellness ขนาดเล็กปรับตัวได้ เราต้องสร้าง Ecosystem ที่แข็งแรง ตั้งแต่การผลิตคนจนถึงการจ้างงานที่ได้รับค่าตอบแทนที่สูงขึ้นตามใบรับรองสมรรถนะ (Certificate)
‘Host’มาตรฐานโลกไม่ใช่แค่ ‘Regulator’
ผศ.ดร.อนุพงศ์ กล่าวว่าก้าวต่อไปของ Wellness ไทยใน 3-5 ปีข้างหน้า ภาครัฐต้องเปลี่ยนบทบาทจากการเป็นเพียงผู้กำกับดูแล (Regulator) มาเป็นผู้สนับสนุนที่ “ชัดเจนในนโยบายแต่ยืดหยุ่นในแนวปฏิบัติ” เพื่อโอบอุ้ม SMEs ให้เติบโตไปพร้อมกับผู้เล่นรายใหญ่ไทยต้องไม่เพียงแค่ทำตามมาตรฐานโลก แต่ต้อง “เจรจาและสร้างมาตรฐาน” (Negotiate & Set Standards) ของ Thai-style Wellness ให้เป็นที่ยอมรับและต้องได้รับการรับรองจากนานาชาติ
เพื่อให้เราเป็น “Host” ของอุตสาหกรรมนี้อย่างแท้จริงบูรณาการระหว่างกระทรวงพาณิชย์, สาธารณสุข, แรงงาน และการท่องเที่ยว เพื่อวาง KPI เดียวกัน และเร่ง Reskill แรงงานเดิมให้มีทักษะ Hybrid Talent Health Conscious Public:การสร้างสังคมที่ตระหนักรู้ด้านสุขภาพในระดับประชาชน เพราะสุขภาพที่แข็งแรงของคนในชาติคือรากฐานที่แท้จริงของ GDP และความมั่นคงทางเศรษฐกิจ
"สุขภาพไม่ใช่เพียงเรื่องส่วนบุคคล แต่คือสินทรัพย์ทางเศรษฐกิจที่ทรงพลังที่สุด หากเราสามารถสร้างระบบนิเวศ Wellness ที่มีเทคโนโลยีเป็นสมองและมีมนุษย์เป็นหัวใจได้สำเร็จการนำ AI และ Data มาช่วยให้เรารู้จักและจดจำลูกค้าได้ดีขึ้น แต่ยังคงความใส่ใจของมนุษย์ไว้ตลาด Wellness จะใหญ่ขึ้นแบบ Mass Inclusive คือคนส่วนใหญ่เข้าถึงได้และตระหนักเรื่องสุขภาพ (Health Conscious) มากขึ้น ที่สำคัญ “ประชาชน” ต้องมีความรู้เรื่องสุขภาพและสมุนไพรไทยพื้นฐาน (Health Knowledge) เพื่อเป็นรากฐานที่แข็งแรงให้ประเทศเป็น Global Wellness Hub ได้อย่างแท้จริง”
เติม 3 ทักษะสำคัญแห่งอนาคต
ปัจจุบันวิทยาลัยการบิน การท่องเที่ยว และการบริการ มหาวิทยาลัยศรีปทุม เปิดสอนสาขาธุรกิจการบิน, การจัดการบริการธุรกิจเรือสำราญ, การจัดการธุรกิจโรงแรมและออกแบบประสบการณ์การท่องเที่ยว และการจัดการความปลอดภัยการบินอุตสาหกรรมบริการเหล่านี้ครอบคลุมทั้งภาคพื้น (โรงแรม/ท่องเที่ยว) ภาคอากาศ (การบิน) และภาคทางน้ำ (เรือสำราญ) ซึ่งทั้งหมดล้วนเกี่ยวข้องกับเรื่องสุขภาพและความปลอดภัย (Health & Safety)
อันเป็นแกนสำคัญของอุตสาหกรรมบริการยุคใหม่ โดยวิทยาลัยฯ ได้ขับเคลื่อนการยกระดับทักษะและรูปแบบการเรียนรู้ เพื่อรองรับและนำการเปลี่ยนผ่านของอุตสาหกรรมบริการในยุค Wellness Economy
ตลาดแรงงานโลกกำลังมุ่งสู่บุคลากรรูปแบบใหม่ หรือ “Hybrid Talent” ที่ผสานทักษะด้านสุขภาพ เทคโนโลยี และการออกแบบประสบการณ์บริการเข้าด้วยกัน ซึ่งจะเป็นปัจจัยสำคัญในการยกระดับศักยภาพแรงงานไทย และสร้างความสามารถในการแข่งขันของอุตสาหกรรมบริการในเวทีโลก โดยวิทยาลัยฯ ได้ขับเคลื่อนการพัฒนากำลังคนให้สอดคล้องกับทิศทางดังกล่าวอย่างต่อเนื่อง





