ยกระดับผลผลิตทางการเกษตรในชุมชน ถูกพลิกโฉมและผลักดันจนก้าวขึ้นสู่ความสำเร็จระดับประเทศและระดับสากล ผ่าน 2 โครงการต้นแบบที่สร้างมูลค่าเพิ่มได้อย่างมหาศาล ไม่ว่าจะเป็น 'โกโก้น่าน' ที่นำเทคโนโลยี AI มาคัดแยกคุณภาพจนพลิกผลผลิตตกเกรดให้คว้ารางวัลช็อกโกแลตคราฟต์ระดับโลก พร้อมอัปไซเคิลของเหลือทิ้งเป็นสุรากลั่นและอาหารโคขุนลดคาร์บอน ควบคู่ไปกับ 'คลัสเตอร์กาแฟป่า' ที่ยกระดับอาราบิก้าภาคเหนือสู่ Specialty Coffee ระดับพรีเมียม โดยมีพื้นที่อย่าง City Craft Space เป็นสะพานเชื่อมเกษตรกรตรงสู่ผู้บริโภคในเมือง
ในวันที่ 20 กุมภาพันธ์ 2569 จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยได้เปิดตัว“แพลตฟอร์มบ่มเพาะและเร่งรัดธุรกิจเพื่อสังคมแห่งประเทศไทย” เพื่อยกระดับโครงสร้างพื้นฐานระดับประเทศในการพัฒนา "ธุรกิจเพื่อสังคม" (Social Enterprise - SE) อย่างครบวงจรตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ แพลตฟอร์มนี้ทำหน้าที่เชื่อมโยงผู้ประกอบการเข้ากับแหล่งเงินทุนและผู้เชี่ยวชาญ เพื่อให้กิจการต่างๆ สามารถเข้าถึงทรัพยากร เติบโตได้อย่างยั่งยืน และขยายผลสู่ระดับประเทศ
ข่าวที่เกี่ยวข้อง:
‘เปิดตัว VELA 4’ จุฬาฯ ผนึกอนามัย ติดอาวุธ AI การแพทย์แห่งอนาคต
นอนน้อยกว่า 6 ชม. VS นอนมากกว่า 8 ชม. ส่งผลเสียต่อสุขภาพทั้งคู่
มุ่งมั่นสร้างคนที่จะไปสร้างสังคม
ศ.เภสัชกรหญิง ดร.พรอนงค์ อร่ามวิทย์ รองอธิการบดีจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ได้แถลงเปิดตัว "แพลตฟอร์มบ่มเพาะและเร่งรัดธุรกิจเพื่อสังคมแห่งประเทศไทย" ว่า จุฬาฯได้มีการพัฒนางานวิจัยมาปรับใช้เพื่อรับใช้สังคม และช่วยหาแหล่งทุนสนับสนุน ซึ่งถือเป็นแห่งแรกๆ ที่ผลักดันเรื่องนี้อย่างเป็นรูปธรรม เพื่อแก้ปัญหาที่นักวิจัยมักทำแต่สิ่งที่ตนเองสนใจ โดยเปลี่ยนมาเป็นการลงลึกถึงวิถีชีวิตของชุมชน เป้าหมายไม่ใช่แค่การสร้างบัณฑิต แต่คือการ "สร้างคนที่จะไปสร้างสังคม" พร้อมการันตีการผลักดันผลิตภัณฑ์ชุมชนให้ก้าวไปสู่ระดับประเทศ
อัครพล ลีลาจินดามัย ผู้อำนวยการส่งเสริมวิสาหกิจเพื่อสังคมแห่งประเทศไทย กล่าวถึงทิศทางการยกระดับวิสาหกิจเพื่อสังคมในประเทศไทยที่จำเป็นต้องปรับตัวตามกระแสโลกที่เปลี่ยนไปสู่การทำธุรกิจที่คำนึงถึงความยั่งยืนทางเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม (ESG) มากกว่าการมุ่งเน้นเพียงกำไรสูงสุด ซึ่ง SE คือกลไกสำคัญที่นำกำไรไม่น้อยกว่า 70% กลับไปแก้ไขปัญหาและพัฒนาสังคม แม้ปัจจุบันไทยจะมี SE จดทะเบียนกว่า 600 กิจการและมีอัตราการอยู่รอดสูง แต่ผู้ประกอบการยังคงเผชิญความท้าทายด้านการเข้าถึงแหล่งเงินทุน
ทางสำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจเพื่อสังคมจึงมุ่งขับเคลื่อนนโยบายสนับสนุนอย่างเป็นระบบ ทั้งการผลักดันสิทธิลดหย่อนภาษี 2 เท่าสำหรับผู้บริจาค การสนับสนุนให้เข้าถึงระบบการจัดซื้อจัดจ้างของภาครัฐ การพัฒนาดัชนีชี้วัดผลลัพธ์ทางสังคม (SROI) รวมถึงการสร้างระบบนิเวศและเครือข่ายธุรกิจที่เข้มแข็ง เพื่อเชื่อมโยงผลกระทบเชิงบวกทางสังคม (Impact) เข้ากับการลงทุน (Investment) ได้อย่างแท้จริง
คลัสเตอร์กาแฟป่า (Forest Coffee Cluster)
อุตสาหกรรมกาแฟในประเทศไทยมีการขยายตัวอย่างรวดเร็ว โดยมีมูลค่าตลาดรวมถึง 34.5 พันล้านบาทในปี 2023 และมีอัตราการเติบโตเฉลี่ยปีละ 8.55% ระหว่างปี 2021-2023 อย่างไรก็ตาม ประเทศไทยยังต้องนำเข้ากาแฟจากต่างประเทศในปริมาณสูงถึง 3.38 พันล้านดอลลาร์ (ปี 2023) เพื่อตอบสนองความต้องการในประเทศ
เพื่อคว้าโอกาสนี้ จึงเกิดการรวมกลุ่ม Forest Craft Coffee ภายใต้แนวคิดการสร้างระบบนิเวศเชื่อมโยงเกษตรกรผู้ปลูกกาแฟบนพื้นที่สูง (เช่น สายพันธุ์ดอยตุง) เข้ากับผู้บริโภคในเมือง โดยมีจุดเด่นดังนี้
การตรวจสอบย้อนกลับและการค้าที่เป็นธรรม: เน้นการรับซื้อตรงจากผู้ปลูก (Direct Trade) เพื่อให้เกษตรกรได้ราคาสูงกว่าตลาดทั่วไป และสามารถตรวจสอบแหล่งที่มาได้
เป้าหมายเชิงสิ่งแวดล้อม ส่งเสริมกระบวนการปลูกที่ไม่ทำลายป่า ไม่มีการเผา และมีเป้าหมายลดการปล่อยคาร์บอนในซัพพลายเชน
การนำของเหลือใช้มาเพิ่มมูลค่า (Zero Waste):นำกากกาแฟมาทำเวิร์กช็อปสครับผิว (Organic Coffee Body Scrub Workshop) และนำวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตร เช่น ฟางข้าว มาสร้างสรรค์เป็นงานศิลปะหรือกระดาษ
ขณะที่สถาบันพัฒนาองค์ความรู้ (Academy): ตั้งเป้าหมายจัดอบรมผู้คนในห่วงโซ่กาแฟ (เช่น เจ้าของร้าน ผู้ปลูก) จำนวน 1,000 คน ภายใน 2 ปี
City Craft Space ทำหน้าที่เป็นคาเฟ่ พื้นที่เวิร์กช็อป และศูนย์รวมงานคราฟต์ โดยเปิดสาขาแรกที่ท่าแพ จังหวัดเชียงใหม่ (ซึ่งเป็นศูนย์กลางที่มีอัตราการบริโภคสูง) และมีแผนจะขยายสาขาไปยังจังหวัดแม่ฮ่องสอนในปี 2026
โกโก้น่าน จากงานวิจัยสู่ความสำเร็จระดับโลก
ผศ.ดร.ธัญศิภรณ์ ณ น่านคณะเกษตรศาสตร์บูรณาการ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวว่างานวิจัยให้ กลายเป็นเครื่องมือสร้างผลกระทบจริงต่อสังคม กล่าวถึงผลผลิตโกโก้ในจังหวัดน่านเคยประสบปัญหาขาดตลาดรับซื้อ เกษตรกรขาดองค์ความรู้ในการจัดการ และผลผลิตไม่ได้คุณภาพ ซึ่งมีเพียง 15% เท่านั้นที่ได้คุณภาพ ทำให้ราคาตกต่ำและมีความผันผวนสูง
คณะเกษตรศาสตร์บูรณาการ จุฬาฯ จึงได้ลงพื้นที่วิจัยและพัฒนาเป็นเวลา 2 ปี เพื่อหาทางออกและเพิ่มมูลค่า โดยใช้เทคโนโลยีและนวัตกรรมเข้ามาช่วยแก้ปัญหา ทั้ง เทคโนโลยีและ AI โดยมีการพัฒนาแอปพลิเคชัน "Cacao Pod Classification" ที่ใช้ AI ในการคัดแยกผลโกโก้สุก-ดิบ และตรวจสอบโรคบนเปลือก รวมถึงการใช้รังสีอิเล็กตรอน (E-Beam) เพื่อควบคุมเชื้อราและยืดอายุผลผลิต
มีการจัดการของเสีย (By-Product Valorization) ซึ่งผลโกโก้ที่ตกเกรด ถูกนำไปแปรรูปเพื่อสร้างมูลค่าใหม่ อาหารโคขุนลดคาร์บอน (Low Carbon Lick Block) มีการนำโกโก้ตกเกรดไปทำเป็นสารเสริมในอาหารวัว ซึ่งช่วยลดต้นทุนค่าอาหารให้เกษตรกร เพิ่มคุณภาพเนื้อและเพิ่มอัตราการเจริญพันธุ์ ที่สำคัญคือสารแทนนินในโกโก้ช่วยลดก๊าซเรือนกระจก (มีเทน) จากการเรอและตดของวัวได้ถึง 44%
"สุรากลั่นชุมชน" ได้นำเมล็ดโกโก้ตกเกรดไปผลิตเป็นสุรากลั่นชุมชน และยังได้รับความร่วมมือในการทำงานร่วมกับคณะวิศวกรรมศาสตร์เพื่อสร้างแอปพลิเคชัน และร่วมกับคณะเภสัชศาสตร์ในการนำสารสกัดจากโกโก้ไปทำผลิตภัณฑ์ทางการแพทย์ (เช่น ยาอมลดการอักเสบ) ซึ่งช่วยยกระดับราคาผลผลิตขึ้นไปอีกขั้น จนในที่สุดโกโก้ไทยสามารถคว้ารางวัลระดับโลกได้สำเร็จ
Seed the Future: ปั้นธุรกิจเพื่อสังคมผ่านมุมมอง
รศ.ดร.ปุ่น เที่ยงบูรณธรรม รองผู้อำนวยการ หน่วยบริหารและจัดการทุนด้านการพัฒนาระดับพื้นที่ ฝ่ายแผนและยุทธศาสตร์องค์กร กล่าวว่าการเปลี่ยนวิธีคิดการทำงาน คือต้องเปลี่ยนจากการที่นักวิจัยอยากทำอะไร มาเป็นการแก้ปัญหาที่มีความต้องการจริงในพื้นที่ และแพลตฟอร์มนี้จะเป็นเหมือนชานชาลาที่ดึงคนจากหลายภาคส่วนมาร่วมมือกัน เพื่อพางานวิจัยและธุรกิจให้รอดพ้นวิกฤตไปได้ และชวนให้มองภาพรวมการเติบโตของประเทศ สร้างการพัฒนาที่ครอบคลุมเพื่อให้เกิดผลกระทบเชิงบวกถึงคนระดับฐานรากจริงๆ
เภสัชกรหญิง ดร.จิตติมา ลัคนาทิน ผู้อำนวยการศูนย์กลางนวัตกรรมแห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย - CU Innovation Hub กล่าวว่าการสร้างคนคือหัวใจหลัก นำเสนอว่าภาคการศึกษามุ่งเน้นการทำ Capacity Building (Upskill/Reskill) ไม่ใช่แค่การสอนเนื้อหา แต่เป็นการสอน "วิธีคิดและตรรกะ" ในการแก้ปัญหาทางธุรกิจ และบ่มเพาะนักธุรกิจที่ยืดหยุ่นเป้าหมายคือการสร้างผู้ประกอบการ (Entrepreneur) ที่มี Mindset แข็งแกร่ง ล้มแล้วลุกได้ เพื่อให้พร้อมไปจับกลุ่มธุรกิจ หรือโจทย์ใหม่ๆ และสร้างอิมแพคต่อไปในอนาคต
อภิชาติ การุณกรสกุล ประธานกรรมการมูลนิธินวัตกรรมทางสังคม กล่าวว่าโจทย์ใหญ่คือการหาผู้ซื้อ สินค้าหลักของ SE คือ "ผลกระทบทางสังคม" แต่การหาคนซื้อนั้นยาก ดังนั้น จึงต้องเกิดทำให้ Social Impact ที่สามารถระบุได้ ตรวจสอบได้ และวัดผลเป็นตัวเลขได้ เพื่อทำเป็นแพ็กเกจให้ภาคธุรกิจเลือกลงทุน และใช้มาตรการรัฐช่วยหนุน ดึงกลไกสิทธิประโยชน์ทางภาษี เช่น ของ BOI มาใช้เป็นแรงจูงใจให้ภาคเอกชนกล้าตัดสินใจลงทุนใน SE ได้ง่ายขึ้น โดยไม่กระทบต่อผลกำไรของบริษัท
3ช่องว่างที่ทำให้ SE ไทยยังไม่โตระดับโลก
สุวรรณชัย โลหะวัฒนกุล แพลตฟอร์มบ่มเพาะและเร่งรัดธุรกิจเพื่อสังคมแห่งประเทศไทยกล่าวถึง 3 ช่องว่าง ที่ทำให้ SE ไทยยังไม่โตระดับโลก ได้แก่
1. Mindset Gap: ผู้ประกอบการยังมองว่า SE เป็นเพียงการทำ CSR หรือเพื่อการกุศล ขาดมุมมองการแข่งขันเชิงธุรกิจอย่างจริงจัง
2. Scale Gap: ธุรกิจท้องถิ่นที่มีโมเดลดี สร้างอิมแพคได้แล้ว แต่ขาดกลไกในการขยายผล (Scale) ไปยังพื้นที่อื่นๆ
3. Ecosystem Gap (สำคัญที่สุด) ขาดระบบนิเวศที่เชื่อมโยงกันอย่างแท้จริง มหาวิทยาลัย ภาครัฐ และเอกชนต่างคนต่างทำงานของตัวเอง การมีแพลตฟอร์มนี้จะช่วยปิดช่องว่างนี้ได้
พัฒนา สิทธิสมบัติ ผู้ทรงคุณวุฒิ หน่วยบริหารจัดการทุนด้านการพัฒนาพื้นที่ กล่าวว่าต้องสร้างองค์ความรู้เพื่อแก้ปัญหาคน และการสร้างแพลตฟอร์มคือการดึงองค์ความรู้จากทุกภาคส่วนมาจัดตั้งเป็นระบบ เพื่อนำไปแก้ปัญหาจริงให้กับผู้คน (Walk for People) ซึ่งจะสร้างผลกระทบในวงกว้างได้ และ 3 เงื่อนไขแห่งความสำเร็จ งานที่จะอิมแพคสูงต้องประกอบด้วย 1 ชิ้นงานมีคุณภาพสูง 2 สื่อสารให้สังคมเห็นและได้ประโยชน์ 3 มีเครือข่ายความร่วมมือที่มีคุณภาพ และยังวางกลยุทธ์การทำงานทั้ง 3 รูปแบบโดยแนะนำดังนี้
1. ใช้คนน้อย แต่ทำงานให้เกิดอิมแพคมหาศาล
2. ใช้เวลาน้อย: คิดแล้วลงมือทำทันที ไม่เสียเวลานาน
3. ใช้เงินน้อย บริหารจัดการทรัพยากรที่มีอยู่อย่างจำกัดให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด
ศ.ดร.วิเลิศ ภูริวัชร อธิการบดี จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวว่าความภาคภูมิใจที่ได้ร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการจัดตั้งแพลตฟอร์มนี้ เพื่อเป็นศูนย์กลางการเรียนรู้และเชื่อมโยงทุกภาคส่วนตั้งแต่ต้นน้ำยันปลายน้ำ ท้ายที่สุดแล้ว "ความยิ่งใหญ่ของวิสาหกิจเพื่อสังคมไม่ได้อยู่ที่ตัวเลขกำไร แต่อยู่ที่ว่าธุรกิจเหล่านั้นสามารถช่วยเหลือและยกระดับคุณภาพชีวิตของชุมชนได้มากแค่ไหน" แพลตฟอร์มนี้จะเป็นฟันเฟืองสำคัญในการบ่มเพาะและยกระดับประเทศไทยอย่างยั่งยืนต่อไป
4 องค์ประกอบแพลตฟอร์มบ่มเพาะและเร่งรัด
แพลตฟอร์มนี้แบ่งการทำงานออกเป็น 4 โมดูลที่เชื่อมโยงกันอย่างเป็นระบบ เพื่อเป็นโครงสร้างพื้นฐานระดับประเทศ ดังนี้
1. บริการวิเคราะห์คลัสเตอร์เศรษฐกิจเชิงพื้นที่และรายงานผลกระทบ ทำหน้าที่ประเมินศักยภาพเชิงพื้นที่ วิเคราะห์ความคุ้มค่าเชิงสังคม (SROI) และจัดทำรายงานผลกระทบ (Theory of Change) เพื่อสร้างหลักฐานเชิงประจักษ์และความน่าเชื่อถือในการระดมทุนให้กิจการ
2. บริการพัฒนาศักยภาพ ผ่านสถาบันพัฒนาองค์ความรู้ (Academy) เตรียมความพร้อมให้ผู้ประกอบการด้านโมเดลธุรกิจ การเงิน การตลาด และการวัดผลกระทบ โดยมีหลักสูตรที่หลากหลาย เช่น กาแฟ, คราฟต์ร่วมสมัย, ไม้ไผ่, พืชโตเร็ว, EV, หุ่นยนต์/AI, โดรน, กัญชงอุตสาหกรรม และข้าวยั่งยืน รวมถึงการสร้างโค้ชระดับประเทศ
3. บริการบ่มเพาะธุรกิจเพื่อสังคม (Incubation) กระบวนการพัฒนาเชิงลึกโดยมีผู้เชี่ยวชาญประกบอย่างใกล้ชิด เพื่อปรับปรุงโมเดลธุรกิจ ทดสอบตลาด พัฒนาผลิตภัณฑ์ และเตรียมโครงสร้างองค์กรให้พร้อมรับการลงทุน
4. บริการเร่งการเติบโตและเชื่อมโยงทุน (Acceleration) นำกิจการที่ผ่านการบ่มเพาะมาจัดทำแผนขยายกิจการ เชื่อมโยงกับนักลงทุน กองทุนเพื่อสังคม และหน่วยงานภาครัฐ เพื่อขยายพื้นที่ดำเนินงานและสร้างผลกระทบทางสังคมในวงกว้าง





