วันอาทิตย์ ที่ 15 กุมภาพันธ์ 2569

Login
Login

ปลูกถ่ายหัวใจไทยเทียบเท่าโลก ศักยภาพแพทย์สูง ขาดแคลนอวัยวะ

ปลูกถ่ายหัวใจไทยเทียบเท่าโลก  ศักยภาพแพทย์สูง ขาดแคลนอวัยวะ

เป็นเวลากว่า 38 ปี ตั้งแต่ปี 2530 ที่ “โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย” ได้ปลูกถ่ายหัวใจสำเร็จเป็นครั้งแรกในประเทศ และเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เพื่อการรักษาผู้ป่วยโรคหัวใจระยะสุดท้ายที่มีภาวะหัวใจล้มเหลว ให้กลับมามีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น และยืดอายุขัยได้

การผ่าตัดปลูกถ่ายหัวใจในประเทศไทยมีศักยภาพพัฒนาก้าวหน้าอย่างต่อเนื่อง และมีแนวโน้มที่เพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ โดยขณะนี้มีผู้เข้ารับการปลูกถ่ายหัวใจแล้วเกือบ 200 ดวง แต่มีผู้บริจาคหัวใจจำนวนจำกัด ซึ่งไม่แตกต่างจากการผ่าตัดเปลี่ยนถ่ายอวัยวะอื่นที่คนรอมากกว่าจำนวนอวัยวะที่บริจาค (donor shortage)

ข่าวที่เกี่ยวข้อง:

ปลูกถ่ายอวัยวะ จุดประกายชีวิตใหม่ผู้ป่วย

6 เสาหลัก ของการมีสุขภาพดีตามหลักเวชศาสตร์วิถีชีวิต

ปลูกถ่ายอวัยวะมาตรฐานสุขภาพที่ดี

“นพ.พัชร อ่องจริต” หัวหน้าสาขาศัลยศาสตร์หัวใจและทรวงอก โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย และเป็นหัวหน้าทีมคณะแพทย์ที่ได้เดินทางไปร่วมกับ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ในภารกิจ “หัวใจติดปีก” มาตั้งแต่ปี 2557 ให้สัมภาษณ์ “กรุงเทพธุรกิจ” ว่าการปลูกถ่ายอวัยวะได้ดำเนินการอย่างจริงจังเมื่อปี 2531 เนื่องจากยุคแรก ๆ มีปัญหาด้านการเงินและการเบิกจ่ายค่ารักษาพยาบาล ต้องอาศัยสังคมสงเคราะห์หรือมูลนิธิ เช่น สภากาชาดมีโควตาปลูกถ่ายอวัยวะ 3-4 รายต่อปี แต่ปัจจุบันมีการปลดล็อกเรื่องการเบิกจ่ายการเงิน ผู้ป่วยสิทธิบัตรทอง 30 บาท ,สิทธิประกันสังคม และสิทธิข้าราชการ หรือเรียกว่าทุกสิทธิสามารถเข้ารับการปลูกถ่ายได้โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย

“ขณะนี้การปลูกถ่ายอวัยวะถือเป็นมาตรฐานด้านสุขภาพที่ดี ซึ่งกระทรวงสาธารณสุข ภาครัฐตระหนักว่าการปลูกถ่ายอวัยวะเป็นการรักษาที่ดี จึงส่งเสริมอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะการปลูกถ่ายหัวใจ ไต และตับ ขณะเดียวกัน แต่ละโรงพยาบาลก็มีทีมแพทย์ผู้เชี่ยวชาญที่มีศักยภาพสูงเทียบเท่าสากล โดยเฉพาะกลุ่มโรงเรียนแพทย์ อย่าง จุฬาฯ ศิริราช รามาธิบดี และธรรมศาสตร์ ทำให้ผลลัพธ์ในการปลูกถ่ายอวัยวะมีอัตราการรอดชีวิตของผู้ป่วยหลังการผ่าตัดอยู่ในระดับมาตรฐานสากล ประมาณ 85% -90% และกลับบ้านได้ในหนึ่งเดือน” นพ.พัชร กล่าว

ปลูกถ่ายหัวใจไทยเทียบเท่าโลก  ศักยภาพแพทย์สูง ขาดแคลนอวัยวะ

ไทยขาดแคลนผู้บริจาคอวัยวะ

นพ.พัชร กล่าวต่อว่าปัญหาหลักไม่ได้อยู่ที่บุคลากรทางการแพทย์ สถาบันหลักมีนโยบายว่า หากมีอวัยวะที่ใช้ได้จะไม่ปฏิเสธการทำผ่าตัดเนื่องจากทีมไม่พร้อม เช่น โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ มีผู้ป่วยที่ได้รับการปลูกถ่ายหัวใจจากโรงพยาบาล และยังมีชีวิตอยู่ประมาณ เกือบ 150 คน จากที่เคยปลูกถ่ายมา 200 กว่าคน เนื่องจากมีการกำหนดให้อาจารย์ทุกคนสามารถผ่าตัดเปลี่ยนหัวใจได้

ทั้งนี้ปี 2568 (ข้อมูลล่าสุดเดือนตุลาคม) มีการปลูกถ่ายหัวใจแล้ว 17 ดวง ซึ่งถือเป็นจำนวนที่เยอะที่สุดเมื่อเทียบกับทุกปีที่ผ่านมา และขณะนี้มีผู้รอคอยรับบริจาค 26 ราย ซึ่งโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สามารถทำการผ่าตัดปลูกถ่ายหัวใจได้ ปีละ 40 ราย แต่ด้วยปัญหาการขาดแคลนอวัยวะบริจาค ปัจจุบันจุฬาฯ จึงทำได้เพียงประมาณ 15 ราย หรือไม่ถึง 20 ราย ต่อปี

“โรงพยาบาลจุฬาฯ เป็นหนึ่งในสถาบันหลักที่ทำการปลูกถ่ายหัวใจ โดยแต่ละปีปลูกถ่ายหัวใจ 2 ใน 3 ของจำนวนการปลูกถ่ายหัวใจทั้งหมดของประเทศ แต่ก็ยังมีข้อจำกัดและความท้าทายที่ยังคงมีอยู่ โดยเฉพาะการขาดแคลนอวัยวะบริจาคอย่างรุนแรง ตอนนี้ผู้รอรับอวัยวะมีจำนวนมากกว่าผู้บริจาคมาก อย่าง หัวใจ ในจุฬาฯ รอ 26 ราย แต่มีในโรงเรียนแพทย์อื่นๆ ที่รออยู่เช่นเดียวกัน ขณะที่ไต มีผู้รอไตมากถึง 3,000 กว่าคนทั่วประเทศ เพราะมีผู้บริจาคและสามารถปลูกถ่ายได้เพียงไม่ถึง 1,000 รายต่อปี หากไม่มีคนเข้าคิวใหม่ก็ต้องใช้เวลา 3 ปีจึงจะหมดคิวรอ”นพ.พัชร กล่าว

ปลูกถ่ายหัวใจไทยเทียบเท่าโลก  ศักยภาพแพทย์สูง ขาดแคลนอวัยวะ

ข้อจำกัดปลูกถ่ายอวัยวะในไทย

แม้ประเทศไทยจะมีสถิติอุบัติเหตุทางศีรษะหลายหมื่นคนต่อปี (สามารถเป็นผู้บริจาคสมองตาย) แต่สามารถนำอวัยวะมาใช้ได้เพียงไม่กี่ร้อยรายต่อปี ซึ่งหมายความว่ายังมีจุดที่ต้องพัฒนาอีกมากเพื่อให้ได้ผู้บริจาคปีละเป็นพันราย นอกจากนั้น ยังมีปัญหาเรื่องการกระจุกตัวของผู้บริจาคอวัยวะส่วนใหญ่มาจากภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ที่อาจเกิดจากความร่วมมือที่ดีของโรงพยาบาลในพื้นที่และสามารถลบความสงสัยของคนในท้องถิ่นได้

นพ.พัชร กล่าวอีกว่าการเชิญชวนให้เป็นผู้บริจาคอวัยวะในโรงพยาบาลต่างๆ โดยเฉพาะโรงพยาบาลในภูมิภาคนั้นเป็นเรื่องยาก เนื่องจากบุคลากรทางการแพทย์มีงานหนักและทรัพยากรจำกัด ทำให้การจัดสรรทรัพยากรเพื่อกระบวนการบริจาคที่ซับซ้อนกลายเป็น "งานเสริม” รวมถึงความเร่งด่วนและปัญหาด้านโลจิสติกส์ เพราะอวัยวะบางชนิด เช่น หัวใจ มีเวลาในการขาดเลือด (Ischemia Time) เพียง 4 ชั่วโมงเท่านั้น ทำให้กระบวนการตั้งแต่การหยุดหัวใจ ผ่าตัด นำออก ขนส่ง (มักต้องเดินทางไกลด้วยเครื่องบิน) และผ่าตัดปลูกถ่ายต้องเสร็จสิ้นภายใน 4 ชั่วโมง ซึ่งต้องอาศัยการประสานงานที่ซับซ้อนและใช้คนจำนวนมาก

“ผู้ป่วยส่วนใหญ่มักถูกส่งมาปรึกษาช้าเกินไป เมื่อหัวใจวายขั้นหนัก มีภาวะไตวาย หรือ ตับวายร่วมด้วย หรือช็อก ต้องใส่ท่อช่วยหายใจอยู่แล้ว ซึ่งส่งผลให้ผลลัพธ์การผ่าตัดไม่ดีเท่าที่ควร อีกทั้ง ข้อจำกัดของผู้รับบริจาคอวัยวะ ไม่ใช่ว่าทุกคนที่รอรับบริจาคจะได้ทันที ผู้ป่วยที่เป็นโรคที่ไม่หายขาด อย่าง โรคมะเร็งระยะร้ายแรง หรือมีการติดเชื้อร้ายแรง จะไม่ได้รับการปลูกถ่าย อายุมากเกินกว่า 65-70 ปี หรือผู้ที่มีสภาพร่างกายที่ไม่แข็งแรง จะได้รับการพิจารณาอย่างถี่ถ้วน” นพ.พัชร กล่าว

ปลูกถ่ายหัวใจไทยเทียบเท่าโลก  ศักยภาพแพทย์สูง ขาดแคลนอวัยวะ

นวัตกรรมเพิ่มอัตราความสำเร็จ

นพ.พัชร กล่าวด้วยว่า การพัฒนาด้านนวัตกรรมและเทคนิคการดูแลรักษา (Innovation and Care Techniques) ที่ช่วยยกระดับผลลัพธ์ไม่ได้อยู่ที่เทคนิคการผ่าตัดโดยตรง (การผ่าตัดและการเย็บเปลี่ยนน้อยมากในช่วง 40 ปีที่ผ่านมา) แต่อยู่ที่อุปกรณ์สนับสนุนและการพัฒนายา เช่น อุปกรณ์ช่วยพยุงหัวใจ (Assist Devices) ปัจจุบันมีอุปกรณ์ปั๊มที่มาช่วยทำงานแทนหัวใจที่ล้มเหลว อาทิ ECMO (เครื่องพยุงการทำงานของปอดและหัวใจ) และปั๊มชนิดอื่น ๆ ที่ช่วยพยุงการไหลเวียนโลหิต ซึ่งบางครั้งเรียกว่าหัวใจเทียม แต่จริง ๆ คือปั๊ม

นอกจากนั้น อุปกรณ์เหล่านี้มีความสำคัญมากในการพยุงอาการของผู้ป่วยที่หัวใจวายและรอรับการปลูกถ่าย หากผู้ป่วยหัวใจวายหนักมาก เช่น ช็อก เลือดไปเลี้ยงไตไม่พอ และเกิดภาวะไตวาย หรือปอดเสียหาย (น้ำท่วมปอด) การใช้เครื่องพยุงจะช่วยให้ร่างกายไม่ช้ำ เมื่อร่างกายไม่ช้ำ ผลลัพธ์หลังการผ่าตัดก็จะดี และแม้แต่หัวใจใหม่ที่ปลูกถ่ายเข้าไป อาจไม่ได้เต้นทำงานได้ดีทันที อุปกรณ์พยุงเหล่านี้สามารถใช้ในช่วงแรกเพื่อรอให้หัวใจฟื้นตัว จนกระทั่งหัวใจฟื้นตัวแล้วจึงเอาเครื่องช่วยออก ทำให้ผู้ป่วยได้รับผลลัพธ์ที่ดีขึ้น

ปลูกถ่ายหัวใจไทยเทียบเท่าโลก  ศักยภาพแพทย์สูง ขาดแคลนอวัยวะ

รวมทั้งการพัฒนายากดภูมิคุ้มกัน (Immunosuppressant Drugs) ทำให้ไตไม่ทำงานหนัก (ไตไม่พัง) ช่วยให้ผู้ป่วยสามารถใช้ชีวิตต่อไปได้โดยไม่ต้องฟอกไต และการถนอมอวัยวะ (Preservation) มีการพัฒนาน้ำยาที่ใช้ในการทำให้หัวใจหยุดเต้นและถนอมหัวใจระหว่างการเดินทาง ทำให้การเก็บรักษาดีขึ้นหลายอย่าง เป็นต้น

“การปลูกถ่ายอวัยวะในปัจจุบันมีระบบการจัดหาและบริจาคอวัยวะที่มีความก้าวหน้ามาก โดยเฉพาะการขจัดอุปสรรคทางการเงินและเทคโนโลยี แต่ยังคงเผชิญกับข้อจำกัดที่สำคัญที่สุด คือ จำนวนอวัยวะที่ยังไม่เพียงพอต่อความต้องการของผู้รอปลูกถ่าย ซึ่งผู้บริจาคอวัยวะส่วนใหญ่ในประเทศไทยจะเป็นผู้ที่มีภาวะสมองตาย สำหรับขั้นตอนสำคัญในการบริจาคจะต้องได้รับการอนุญาตจากผู้บริจาคหรือให้คํายินยอม โดยผู้ที่ให้ความยินยอมส่วนใหญ่มักจะเป็น ญาติพี่น้อง พ่อแม่ และสามารถติดต่อมาได้ที่สภากาชาดไทย องค์กรกลางที่ดูแลความยุติธรรมและความโปร่งใส”นพ.พัชร กล่าวทิ้งท้าย

ปลูกถ่ายหัวใจไทยเทียบเท่าโลก  ศักยภาพแพทย์สูง ขาดแคลนอวัยวะ

ปลูกถ่ายหัวใจไทยเทียบเท่าโลก  ศักยภาพแพทย์สูง ขาดแคลนอวัยวะ

ปลูกถ่ายหัวใจไทยเทียบเท่าโลก  ศักยภาพแพทย์สูง ขาดแคลนอวัยวะ

ปลูกถ่ายหัวใจไทยเทียบเท่าโลก  ศักยภาพแพทย์สูง ขาดแคลนอวัยวะ

ปลูกถ่ายหัวใจไทยเทียบเท่าโลก  ศักยภาพแพทย์สูง ขาดแคลนอวัยวะ

ปลูกถ่ายหัวใจไทยเทียบเท่าโลก  ศักยภาพแพทย์สูง ขาดแคลนอวัยวะ