วันพุธ ที่ 4 มีนาคม 2569

Login
Login

พฤติกรรมต้องห้าม! 'วัยรุ่น วัยทำงาน' ไม่อยากเสี่ยง 'กระดูกพรุน'

พฤติกรรมต้องห้าม! 'วัยรุ่น วัยทำงาน' ไม่อยากเสี่ยง 'กระดูกพรุน'

 

เมื่อกล่าวถึง “โรคกระดูกพรุน” หลายๆ คนมักมองว่าจะเกิดในกลุ่มของผู้สูงอายุ  โดยเฉพาะผู้หญิงวัยหมดประจำเดือน ทั้งที่ในปัจจุบัน “วัยรุ่นและวัยทำงาน” ก็มีความเสี่ยงเป็นโรคกระดูกพรุนได้เช่นเดียวกัน โดยเฉพาะกลุ่มคนที่มีพฤติกรรมเสี่ยง อาทิ  ออกกำลังกายไม่เพียงพอ สูบบุหรี่ ดื่มคาเฟอีน หรือเครื่องดื่มแอลกอฮอล์มากเกินไป ขาดแคลเซียม วิตามินดี รวมถึงโรคประจำตัวบางอย่างและยาบางชนิด เป็นต้น

นั่นเป็นเพียงส่วนหนึ่งของพฤติกรรมที่อาจจะส่งผลต่อการเกิด “โรคกระดูกพรุน” เท่านั้น สถิติผู้ป่วยโรคกระดูกพรุนในประเทศไทยปี 2568 พบว่าอุบัติการณ์การเกิดกระดูกสะโพกหักในผู้สูงอายุคาดว่าจะอยู่ที่ 450-780 รายต่อแสนประชากรผู้สูงวัย ซึ่งสูงขึ้นจากเดิม. ขณะที่กรมการแพทย์ระบุว่ามีผู้สูงอายุที่เกิดภาวะกระดูกพรุนและกระดูกหักสูงถึง 30,000 คนต่อปี

ข่าวที่เกี่ยวข้อง:

ภัยร้าย! ความเครียด ส่งผล 'กระดูกบางเกิดโรคกระดูกพรุน'

'โรคกระดูกและข้อ' ไม่แก่ก็ป่วย เพราะปัจจัยเสี่ยงมีมากกว่าเรื่องอายุ     

ปัจจัยเสี่ยงกระดูกพรุนมีอะไรบ้าง?

 “นพ.เกรียงศักดิ์ เล็กเครือสุวรรณ” แพทย์ผู้ชำนาญการด้านคลินิกระงับปวด และผ่าตัด ข้อสะโพก ข้อเข่า ข้อไหล่ ศูนย์ศัลยกรรมออร์โธปิดิกส์เฉพาะทาง (Advanced Orthopedics Center) โรงพยาบาลเวิลด์เมดิคอล กล่าวในบทความว่ากระดูกพรุน เป็นเรื่องที่เรามักได้ยินผู้สูงอายุเป็นกังวลกันบ่อยๆ แต่ปัจจุบัน ไม่ใช่แค่เรื่องของคนสูงวัยเท่านั้น วัยรุ่นและวัยทำงานก็เสี่ยงต่อการเป็นกระดูกพรุนได้ ด้วยพฤติกรรมเสี่ยงจากการใช้ชีวิต ที่อาจบั่นทอนความแข็งแรงของมวลกระดูกโดยไม่รู้ตัว ซึ่งปัจจัยเสี่ยงที่ทำให้เกิดโรคกระดูกพรุนมีดังต่อไปนี้ 

  • การดื่มแอลกอฮอล์หรือคาเฟอีนมากเกินไป

กาแฟ ชา อาจช่วยให้มีแรงทำงาน เหล้า เบียร์อาจเป็นเครื่องดื่มที่ช่วยให้การสังสรรค์สนุกขึ้น แต่หากบริโภคมาก นอกจากส่งผลเสียต่อสุขภาพโดยรวม ก็ทำให้การดูดซึมแคลเซียมน้อยลงได้

  • ขาดวิตามินดี

หากร่างกายขาดวิตามินดีหรือแสงแดดที่ช่วยกระตุ้นการสังเคราะห์วิตามินดีในร่างกาย สามารถส่งผลต่อให้กระดูกพรุนได้ เพราะวิตามินดีมีส่วนสำคัญในการสร้างแคลเซียมของกระดูก

  • ขาดการออกกำลังกาย

โดยเฉพาะการออกกำลังกายที่มีแรงกด (weight-bearing exercise) เช่น วิ่ง เดินเร็ว เวทเทรนนิ่ง

  • อดอาหาร/ลดน้ำหนักผิดวิธี

ทำให้ขาดสารอาหารที่จำเป็นในการสร้างมวลกระดูก

  • พันธุกรรม

คนในครอบครัวมีประวัติเป็นโรคกระดูกพรุน หรือมีโรคประจำตัว เช่น ไทรอยด์ เบาหวาน

  • การใช้ยาบางชนิดต่อเนื่อง

เช่น ยาสเตียรอยด์ ยากันชัก ยารักษาไทรอยด์

  • ความผิดปกติของฮอร์โมน

กระดูกพรุนเสี่ยงเกิดในผู้หญิงมากกว่า  เนื่องจากฮอร์โมนเป็นส่วนสำคัญที่ช่วยกระตุ้นการสร้างกระดูก เมื่อหมดประจำเดือนผู้หญิงจึงมีความเสี่ยงมวลกระดูกสลายเร็วกว่า และในผู้ชาย กระดูกจะเริ่มบางลงเมื่อฮอร์โมนเพศลดลงตามวัย

“โรคกระดูกพรุน” เปลี่ยนชีวิตคุณโดยไม่รู้ตัว

โรคกระดูกพรุน เป็นภัยสุขภาพที่มักไม่แสดงอาการในระยะแรก แต่กลับนำไปสู่ภาวะกระดูกหักได้ง่าย เพียงล้มแค่เบาๆ หรือแม้แต่คนที่ขาดการดูแลกระดูกอย่างเหมาะสม หากเริ่มปวดเรื้อรัง นั่นอาจเป็น สัญญาณของโรคกระดูกพรุน ที่ไม่ควรมองข้าม เช็กความเสี่ยง พร้อมวิธีป้องกันก่อนจะสายเกินไป

“โรคกระดูกพรุน” คือ ภาวะที่ความหนาแน่นของมวลกระดูกลดลงและโครงสร้างภายในของกระดูกเสื่อมสภาพ ทำให้กระดูกเปราะบาง และหักได้ง่าย โดยปกติกระดูกของคนเราจะมีการสร้างและสลายอยู่ตลอดเวลา แต่เมื่ออายุมากขึ้น หรือมีปัจจัยบางอย่าง เช่น การขาดแคลเซียม ฮอร์โมนเพศลดลง หรือใช้ยาบางชนิดนานเกินไป กระบวนการสร้างกระดูกจะน้อยลง ทำให้ความหนาแน่นของกระดูกลดลง จนเกิดโรคกระดูกพรุนในที่สุด

การออกกำลังกายที่แนะนำสำหรับคนอายุ 30+

  • การออกกำลังกายเช่น การวิ่ง เดิน หรือแอโรบิก จะทำให้กระดูกได้รับน้ำหนัก จะทำให้มวลกระดูกคงสภาพได้ดีกว่า การไม่ออกกำลังกายเลย

โรคกระดูกพรุนอันตรายแค่ไหน

เมื่อเป็นโรคกระดูกพรุน กระดูกจะหักได้ง่าย ไม่ว่าจะเกิดอุบัติเหตุเล็ก ๆ น้อย ๆ เช่น สะดุดล้ม ใช้มือยันพื้น ตกจากเตียง ก็ทำให้กระดูกแตกหักได้ ความอันตรายขึ้นอยู่กับจุดที่กระดูกหัก เนื่องจากเมื่อกระดูกหักแล้วจะทำให้ปัญหาอื่น ๆ ตามมา เช่น ผู้สูงอายุกระดูกสะโพกหักก็จะทำให้ไม่สามารถเคลื่อนไหวได้อย่างปกติ

หลังจากที่กระดูกหัก การรักษาจะใช้วิธีการผ่าตัด สำหรับบางคนหลังจากผ่าตัดแล้วอาจไม่สามารถกลับมาเดินได้ 100 เปอร์เซ็นต์ ส่งผลให้เกิดปัญหาในระยะยาว ทำให้การดูแลสุขภาพยากมากขึ้น ในบางรายที่ไม่สามารถผ่าตัดได้ก็จะกลายเป็นผู้ป่วยติดเตียง เสี่ยงต่อการเสียชีวิต และโรคอื่น ๆ ที่จะตามมา

กระดูกที่หักบ่อยที่สุด

  • กระดูกบริเวณสะโพก
  • กระดูกบริเวณข้อมือ
  • กระดูกบริเวณต้นแขนหรือหัวไหล่

การรักษาและป้องกันโดยไม่ใช้ยา

  • รับแคลเซียมให้เพียงพอ สำหรับวัยผู้ใหญ่ ควรได้รับแคลเซียมต่อวัน 800-1000 มิลลิกรัม ซึ่งพบมากในนม โยเกิร์ต ชีส ปลาเล็ก ถั่ว งา
  • กระตุ้นการสังเคราะห์วิตามินดี  รับแสงแดดอ่อนตอนเช้า 10-15 นาทีต่อวัน เพื่อกระตุ้นการสร้างวิตามินดี และเสริมด้วยอาหาร เช่น ไข่แดง ปลาแซลมอน
  • ออกกำลังกายเช่น เดินหรือวิ่งอย่างน้อย 30 นาที เล่นเวทเทรนนิ่ง เพื่อสร้างความแข็งแรงให้กระดูก

เลี่ยงปัจจัยทำลายกระดูก

  • ลดกาแฟ ชา เครื่องดื่มคาเฟอีนสูง เลี่ยงการดื่มแอลกอฮอล์
  • รักษาน้ำหนักตัวให้เหมาะสม
  • น้ำหนักตัวที่มากหรือน้อยเกินไป มีผลต่อความแข็งแรงของมวลกระดูก การรับสารอาหารครบถ้วนและออกกำลังกายจึงสำคัญมาก
  • ตรวจสุขภาพและระดับฮอร์โมน โดยเฉพาะผู้ที่มีพันธุกรรมโรคกระดูกพรุนและโรคประจำตัว

การรักษาโดยใช้ยา

  • ยาลดการสลายของกระดูก (Antiresorptive agents)
  • มีทั้งชนิดรับประทานและฉีดเข้าใต้ชั้นผิวหนังหรือเส้นเลือดดำ
  • ยาที่กระตุ้นการสร้างกระดูก (Anabolic agents)
  • ยาชนิดฉีดที่ต้องฉีดเข้าชั้นใต้ผิวหนังทุกวัน

ทั้งนี้วิธีการรักษาขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย ทั้งตัวผู้ป่วยรวมถึงดุลยพินิจของแพทย์ ดังนั้นการปรึกษาแพทย์ ตรวจมวลกระดูกและตรวจสุขภาพถือเป็นสิ่งสำคัญที่ช่วยป้องกันและลดความเสี่ยงของโรคกระดูกพรุน

กระดูกพรุนไม่ใช่เรื่องไกลตัว ที่ผู้สูงอายุควรระวังเท่านั้น การสร้างและรักษามวลกระดูกที่แข็งแรงตั้งแต่อายุยังน้อย ถือเป็นกุญแจสำคัญในการป้องกันโรคกระดูกพรุนในอนาคต การดูแลสุขภาพสม่ำเสมอตั้งแต่วันนี้ ไม่ใช่เพียงเพื่อตัวเราปัจจุบัน แต่เป็นการลงทุนระยะยาวเพื่อคุณภาพชีวิตที่ดีในทุกช่วงวัย”

อ้างอิง: คณะแพทยศาสตร์ โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล ,โรงพยาบาลเวิลด์เมดิคอล