วันเสาร์ ที่ 21 กุมภาพันธ์ 2569

Login
Login

สัญญาณ 'เลือดข้นหนืด' ที่คนนอนน้อยต้องระวัง สุขภาพแย่ จิตใจพัง

สัญญาณ 'เลือดข้นหนืด' ที่คนนอนน้อยต้องระวัง สุขภาพแย่ จิตใจพัง

หากมี ‘อาการปวดศีรษะ มึนงง เวียนหัวบ่อยๆ คลื่นไส้ อาเจียน มือเท้าชา  ปลายมือปลายเท้าเย็น ตาพร่า ใจสั่น’ อย่าปล่อยไว้ เพราะนั่นอาจเสี่ยง ‘ภาวะเลือดข้น เลือดหนืด’ ที่มีสาเหตุมาจากการใช้ชีวิต และพฤติกรรมทั้งการดื่มแอลกอฮอล์ การสูบบุหรี่ หรือน้ำหนักตัวเกิน

ภาวะเลือดหนืด ( Polycythemia ) โดยทั่วไปภาวะเลือดหนืดในระยะแรกมักไม่มีอาการ ตรวจพบได้จากการตรวจความสมบูรณ์ของเม็ดเลือด หรือการตรวจซีบีซี CBC จากการตรวจสุขภาพทั่วไป แต่เมื่อเป็นมากขึ้น คือ ปริมาณเม็ดเลือดแดงสูงขึ้นมาก จะมีอาการมีเม็ดเลือดแดงที่สูงขึ้น ส่งผลให้เลือดข้นหรือเลือดหนืดขึ้น เลือดจึงไหลเวียนได้ช้าลง ทำให้เกิดลิ่มเลือดในหลอดเลือดได้ง่าย ส่งผลให้การไหลเวียนเลือดช้าลงหรือเลือดติดขัด

ข่าวที่เกี่ยวข้อง:

ขี้เกียจ ง่วง หงุดหงิด ทำ ‘ฮอร์โมนรวน หมวกไตทำงานผิดปกติ'ได้อย่างไร?

มือชาบอกโรค 'วัยทำงาน'ควรรู้ '4 ตำแหน่ง' มีโรคอะไรซ่อนอยู่

อาการที่เรียกว่า ‘ภาวะเลือดข้นหนืด’

โดยทั่วไปอาการที่นำมานั้น มีได้ตั้งแต่

  • ปวดศีรษะ เวียนศีรษะ 
  • คลื่นไส้ อาเจียน
  • อ่อนเพลีย อ่อนแรง
  • การมองเห็นผิดปกติ
  • หน้าแดงผิดปกติ
  • เหนื่อยง่าย เจ็บแน่นหน้าอก
  • จุดแดง ๆ เป็นจ้ำ ๆ ทั่วตัว หน้าแดง
  • ตาแดงที่ไม่ได้เกิดจากลูกตาติดเชื้อ
  • ปวดเมื่อย บวม

แต่ก็มีบางกลุ่มที่ไม่ได้มีอาการนำใดๆ มาก่อนเลย แต่ตรวจพบความผิดปกติจากการตรวจเลือด CBC (Com plete Blood Count)

'ภาวะเลือดข้น เลือดหนืด' เกิดจากอะไร ?

ภาวะเลือดข้นมีหลายประเภท แต่ละประเภทจะแบ่งตามสาเหตุที่ทำให้เกิดอาการ เช่น น้ำหนักตัวเกิน การสูบบุหรี่ การดื่มแอลกอฮอล์ในปริมาณมาก ปัญหาจากการผลิตเซลล์เม็ดเลือด การใช้ยาขับปัสสาวะ หรือเป็นผลมาจากภาวะขาดน้ำในร่างกาย หรือเป็นผลมาจากโรคต่างๆ 

ภาวะเลือดข้นที่มีสาเหตุจากไขกระดูกผลิตเซลล์เม็ดเลือดแดงออกมาในปริมาณที่มากเกินไป (Absolute Polycythemia) แบ่งได้ 2 ประเภท ดังต่อไปนี้

  • ไขกระดูกผลิตเซลล์เม็ดเลือดแดงมากผิดปกติ (Primary Polycythemia หรือ Polycythemia Vera) ซึ่งมักเกี่ยวข้องกับความผิดปกติของสารพันธุกรรมเจเอเคทู (JAK2) ทำให้ไขกระดูกผลิตเซลล์เม็ดเลือดแดงในปริมาณที่มากผิดปกติ และผลิตเซลล์เม็ดเลือดขาวและเกล็ดเลือดในปริมาณที่มากผิดปกติด้วยเช่นกัน มักเกิดขึ้นกับผู้สูงอายุ
  • การผลิตฮอร์โมนอีริโทโพอิติน (Erythropoietin) ในปริมาณที่มากเกินไป (Secondary Polycythemia) หรืออาจเกิดขึ้นจากสาเหตุอื่น ๆ เช่นโรคปอดอุดกั้นเรื้อรัง (Chronic Obstructive Pulmonary Disease: COPD) และภาวะหยุดหายใจขณะหลับ (Sleep Apnoea) ส่งผลให้ออกซิเจนไปเลี้ยงเนื้อเยื่อตามส่วนต่าง ๆ ของร่างกายได้ไม่เพียงพอ จึงผลิตฮอร์โมนอีริโทโพอิตินมากขึ้น

ปัญหาที่เกี่ยวกับไต เช่น เนื้องอกในไต หรือการตีบของหลอดเลือดแดงในไต เป็นต้น

เลือดข้น ตรวจเจอได้ ด้วยวิธีไหนบ้าง ?

การตรวจภาวะเลือดข้นทำได้ 5 วิธี แต่มีวิธีที่นิยมทำด้วยกันหลักๆ 3 วิธี คือ การตรวจความสมบูรณ์ของเม็ดเลือด การตรวจสเมียร์เลือด หรือการตรวจอีริโทโพอิติน โดยมีรายละเอียดดังนี้

  • การตรวจความสมบูรณ์ของเม็ดเลือด (Complete Blood Count: CBC)

เป็นการวัดจำนวนของเซลล์เม็ดเลือดแดง เซลล์เม็ดเลือดขาว เกล็ดเลือด ระดับความเข้มข้นของฮีโมโกลบินในเซลล์เม็ดเลือดแดง รวมถึงปริมาณของเซลล์เม็ดเลือดแดง

  • การตรวจสเมียร์เลือด (Blood Smear)

จะแสดงลักษณะของเซลล์เม็ดเลือดแดง ทำให้สามารถตรวจพบเซลล์เม็ดเลือดที่ผิดปกติ ที่อาจมีความเกี่ยวข้องกับโรคนี้ได้

  • การตรวจอีริโทโพอิติน (Erythropoietin Test)

ในผู้ที่มีภาวะเลือดข้นอาจมีจำนวนของฮอร์โมนอีริโทโพอิตินในเลือดผิดปกติได้

  • การตรวจไขกระดูก

วิธีนี้จะทำโดยการดูดและเจาะเนื้อเยื่อไขกระดูก (Bone Marrow Aspiration and Biopsy) แล้วนำไปวิเคราะห์ผลโดยผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้าน โดยในผู้ที่มีภาวะเลือดข้นมักจะพบจำนวนเซลล์เม็ดเลือดที่มากกว่าปกติ

  • การตรวจหาสารพันธุกรรมเจเอเคทู (JAK2)

ประมาณร้อยละ 95 ของผู้ที่มีภาวะเลือดข้นจากการทำงานผิดปกติของไขกระดูก จะมีความเกี่ยวข้องกับความผิดปกติของสารพันธุกรรมเจเอเคทู (Polycythemia Vera) ซึ่งตรวจพบได้จากการตรวจเลือดและการดูดและเจาะเนื้อเยื่อไขกระดูก

ภาวะเลือดข้น เลือดหนืด รักษาอย่างไร ?

สำหรับการรักษานั้นมีหลายวิธีการขึ้นกับดุลพินิจของแพทย์ ตั้งแต่การถ่ายเลือด (Blood letting) จนถึงการให้ยาเพื่อลดการสร้างเม็ดเลือด เพื่อให้ผู้ป่วยมีอาการดีขึ้นและลดความเสี่ยงของการเกิดลิ่มเลือดอุดตันในอนาคต

  • การลดปริมาณเม็ดเลือดแดง ที่ได้ผลรวดเร็ว ลดอาการต่าง ๆ ได้รวดเร็ว

คือ การเจาะเลือดออกทิ้ง ที่เรียกว่า Phlebotomy ซึ่งการเจาะเอาเลือดออกจะทำเป็นระยะ ๆ ถี่หรือห่างขึ้นกับจำนวนเม็ดเลือดแดงในเลือดสูงมากหรือสูงน้อย อาการ และสุขภาพโดยรวมของผู้ป่วย นอกจากนั้น คือ การให้ยาชนิดต่าง ๆ เพื่อลดการทำงานของไขกระดูก เช่น ยาเคมีบำบัด ยากระตุ้นภูมิคุ้มกันต้านทานโรค ยาน้ำแร่รังสี ซึ่งการจะเลือกยาตัวใดขึ้นกับดุลยพินิจของแพทย์ โดยดูจากความรุนแรงของอาการ ปริมาณเม็ดเลือดแดง และการตอบสนองหรือการดื้อต่อยา ผลการรักษาจากยาชนิดต่าง ๆ

  • การรักษาประคับประคองตามอาการ

เช่น การให้ยาลดความดันโลหิตที่สูง การให้ยาลดการแข็งตัวของเลือดหรือลดการเกิดลิ่มเลือด เช่น ยาแอสไพริน เป็นต้น

ผลข้างเคียงจากภาวะเลือดหนืด

ภาวะเลือดหนืดอาจเกิดจากการล้มเหลวของการไหลเวียนเลือดจากเลือดที่ข้นขึ้นมากและจากภาวะลิ่มเลือด โดยผลข้างเคียงที่อาจพบได้ คือ ฝ่ามือ ฝ่าเท้า อาการคันผิวหนังโดยเฉพาะ รวมถึงเกิดแผลต่าง ๆ ได้ง่ายที่บริเวณผิวหนังและที่เยื่อเมือกบุอวัยวะภายในต่าง ๆ เช่น หลอดอาหาร กระเพาะอาหาร

นอกจากนั้น ยังมีโอกาสที่โรคนี้จะเป็นปัจจัยเสี่ยงให้เกิดมะเร็งเม็ดเลือดขาวได้ประมาณ 15% โดยมักเกิดหลังการวินิจฉัยโรคเลือดหนืดได้ประมาณ 10 ปีขึ้นไปแล้ว

ดูแลตนเองเมื่อเป็นโรคเลือดหนืด

  • กินยาที่แพทย์แนะนำให้ถูกต้อง ครบถ้วน
  • รักษาสุขอนามัยพื้นฐาน
  • ไม่สูบบุหรี่ หลีกเลี่ยงควันบุหรี่
  • รักษาความสะอาดผิวหนังเสมอ
  • รักษาร่างกายให้อบอุ่น ไม่ร้อนจัดหรือหนาวจัด
  • เมื่อเป็นแผลตามส่วนต่าง ๆ ของร่างกาย และแผลไม่ดีขึ้นใน 1 สัปดาห์ ควรพบแพทย์

วิธีป้องกันเลือดหนืด

ปัจจุบันยังไม่มีวิธีป้องกันเลือดหนืด แต่การตรวจสุขภาพประจำปี โดยการตรวจเลือดซีบีซี จะช่วยให้พบโรคนี้ได้เร็วขึ้น ซึ่งจะช่วยให้การรักษาควบคุมโรคได้ผลดีมากกว่าเมื่อมีอาการมากแล้วจึงไปพบแพทย์

อ้างอิง: โรงพยาบาลพญาไท , เมดิคอลไทม์