background-default

วันศุกร์ ที่ 16 มกราคม 2569

Login
Login

‘แอสปาร์แตม’ ก่อมะเร็ง? อีกด้านของ ‘น้ำตาลเทียม’ ที่ฟัง WHO พูดไม่หมด

‘แอสปาร์แตม’ ก่อมะเร็ง? อีกด้านของ ‘น้ำตาลเทียม’ ที่ฟัง WHO พูดไม่หมด

อาจไม่น่ากลัวอย่างที่คิด! หลัง “WHO” เตรียมบรรจุ “แอสปาร์แตม” เป็นสารที่อาจก่อให้เกิดมะเร็ง สื่อนอกเจาะเพิ่ม พบความเสี่ยงเทียบเท่า “ว่านหางจระเข้-คลื่นโทรศัพท์มือถือ” ต้องบริโภคสูงสุด 36 กระป๋อง จึงเป็นโทษต่อร่างกาย

Key Points:

  • “แอสปาร์แตม” ซึ่งเป็น “น้ำตาลเทียม” ชนิดหนึ่ง กำลังจะถูกจัดให้เป็น “สารที่อาจก่อให้เกิดมะเร็ง” โดยเป็นการประกาศจาก “IARC” หน่วยงานในสังกัดของ “WHO”
  • “IARC” จัดแบ่งประเภทอาหารและพฤติกรรมที่ก่อให้เกิดความเสี่ยงโรคมะเร็งทั้งหมด 4 ประเภท โดย “แอสปาร์แตม” ถูกจัดให้อยู่ในกลุ่ม “2B” คือ สารที่มีความเป็นไปได้ว่าจะก่อมะเร็งในมนุษย์ ประเภทเดียวกับว่านหางจระเข้ ผักดอง คลื่นโทรศัพท์มือถือ ซึ่งมีความเสี่ยงน้อยกว่าการบริโภคเนื้อแดง
  • หน่วยงานอื่นๆ ออกมาให้ความเห็นและข้อโต้แย้งว่า คำประกาศที่ผ่านมาของ “IARC” มีช่องโหว่หลายจุด ทั้งกรณีของ “ไกลโฟเสต” ที่เกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนัก รวมถึงวิธีการจัดประเภทของ IARC ที่มีความน่าเชื่อถือ-แม่นยำน้อย การออกมาประกาศในครั้งนี้อาจสร้างผลกระทบกับผู้ผลิต และทำให้ผู้บริโภคตื่นตระหนกโดยไม่จำเป็น

 

หลังมีการนำเสนอข่าวว่า “WHO” (World Health Organization) เตรียมประกาศให้ “แอสปาร์แตม” (Aspartame) ซึ่งเป็นชนิดหนึ่งของสารให้ความหวานแทนน้ำตาล หรือ “น้ำตาลเทียม” เป็นสารที่อาจก่อให้เกิดมะเร็ง นำไปสู่กระแสวิพากษ์วิจารณ์ตามมามากมาย โดยสินค้าที่ถูกจับตามองและน่าจะได้รับผลกระทบจากเรื่องนี้มากที่สุด คือ “น้ำอัดลมปราศจากน้ำตาล” ที่มีการใช้สารแทนความหวานอย่าง “แอสปาร์แตม” เป็นส่วนประกอบสำคัญ

ที่ผ่านมา “น้ำตาลเทียม” หรือ “สารแทนความหวาน” ถูกหยิบยกขึ้นมาอภิปรายถึงคุณโทษบ่อยครั้ง รวมถึงมีงานวิจัยบางส่วนที่ชี้ให้เห็นว่า น้ำตาลเทียมเหล่านี้มีความสัมพันธ์กับอัตราการเกิดหัวใจวายและอัมพฤกษ์ด้วย แต่ถึงอย่างนั้นก็ยังมีข้อสังเกตอื่นๆ เพิ่มเติมอีกว่า ผลวิจัยดังกล่าวขึ้นอยู่กับกลุ่มตัวอย่างและความเสี่ยงที่จะเกิดโรคของปัจเจกบุคคล ไม่สามารถนำมาตีขลุมได้

สำหรับ “แอสปาร์แตม” หนึ่งในชนิดน้ำตาลเทียมที่ได้รับความนิยมมากที่สุด กำลังเกิดข้อถกเถียงในลักษณะดังกล่าวเช่นกัน หลังจากมีการรายงานข่าวว่า “WHO” เตรียมประกาศให้แอสปาร์แตมเป็นสารก่อมะเร็ง ได้นำมาสู่คำถามสำคัญที่ว่า ประกาศของ “WHO” จะสร้างผลสะเทือนแก่อุตสาหกรรมอาหารและเครื่องดื่มมากน้อยแค่ไหน รวมถึงระดับความรุนแรงของแอสปาร์แตมที่อาจก่อให้เกิดมะเร็งนั้นมีรายละเอียดระหว่างบรรทัดที่น่าสนใจอย่างไรบ้าง

‘แอสปาร์แตม’ ก่อมะเร็ง? อีกด้านของ ‘น้ำตาลเทียม’ ที่ฟัง WHO พูดไม่หมด

  • “แอสปาร์แตม” คืออะไร สารให้ความหวานมีกี่ประเภท

“แอสปาร์แตม” (Aspartame) เป็นชนิดหนึ่งของสารทดแทนความหวานหรือน้ำตาลเทียม (Artificial Sweeteners) นิยมใช้เติมรสชาติอาหาร ขนม และเครื่องดื่มแทนน้ำตาลธรรมชาติ โดยน้ำตาลเทียมมีคุณสมบัติให้รสชาติความหวานใกล้เคียงกับน้ำตาลจากธรรมชาติ ที่สำคัญยังให้พลังงานต่ำหรือไม่มีพลังงาน น้ำตาลเทียมจึงได้รับความนิยมในประเภทอาหารและเครื่องดื่มที่โดยปกติต้องใช้ส่วนผสมของน้ำตาลธรรมชาติในปริมาณมาก

ซึ่งในเวลาต่อมาเมื่อเทรนด์รักสุขภาพมาแรง ผู้คนหันมาใส่ใจดูแลตัวเองกันมากขึ้น อุตสาหกรรมอาหารเหล่านี้จึงต้องปรับตัวด้วยการแตกไลน์ผลิตภัณฑ์ใหม่ที่ยังคงรสชาติความหวานไว้ แต่เปลี่ยนส่วนผสมจากน้ำตาลธรรมชาติเป็นน้ำตาลเทียมแทน

ในตลาด “Food & Beverage” มีสารให้ความหวานที่ได้รับความนิยมหลักๆ 5 ประเภท ได้แก่

  • แอสปาร์แตม (Aspartame) ให้ความหวานมากกว่าน้ำตาลทราย 200 เท่า มีรสขมเฝื่อน ใช้ในเครื่องดื่มเย็นเท่านั้น ไม่ทำให้เกิดฟันผุหรือกระตุ้นให้เกิดภาวะน้ำตาลในเลือดสูง ได้รับความนิยมในอุตสาหกรรมเครื่องดื่มน้ำอัดลม
  • แอซีซัลเฟม-โพแทสเซียม (acesulfame-K) ให้ความหวานมากกว่าน้ำตาลทราย 200 เท่า ไม่มีผลต่อระดับอินซูลินหรือน้ำตาลในเลือด ไม่ทำให้เกิดฟันผุเช่นกัน นิยมใช้เป็นส่วนประกอบของลูกอม ขนมหวาน ขนมปัง น้ำเชื่อม และซอสต่างๆ ปัจจุบันยังไม่มีผลการวิจัยชี้ว่า “แอซีซัลเฟม-เค” ก่อให้เกิดโรคต่างๆ หรือไม่
  • ซูคราโลส (Sucralose) ให้ความหวานมากกว่าน้ำตาลทราย 600 เท่า มีรสชาติหวานติดลิ้น แม้ซูคราโลสจะเป็นสารเคมีแต่ก็ไม่ทิ้งสารสะสมไว้ในร่างกาย โดย “WHO” เคยออกมาให้การรับรองแล้วว่า ซูคราโลสเป็นสารแทนความหวานที่มีความปลอดภัยเทียบเท่ากับน้ำตาลจากธรรมชาติ
  • แซ็กคารีน (Saccharin) หรือที่รู้จักในชื่อ “ขัณฑสกร” ให้ความหวานมากกว่าน้ำตาลเทียม 300 เท่า มีราคาถูกกว่าน้ำตาลทราย ร้านค้าบางแห่งนิยมนำมาเติมแต่งรสชาติอาหารให้มีความหวานเพิ่มขึ้น ยกตัวอย่างเช่น ผลไม้แช่อิ่ม ตระกูลผลไม้แช่บ๊วย ของหมัก-ของดองตามรถเข็นขายของ เป็นต้น โดยแซ็กคารีนหรือ “ขัณฑสกร” เคยได้รับการพิสูจน์มาแล้วว่า มีส่วนทำให้เกิดมะเร็งในกระเพาะปัสสาวะ และถูกห้ามใช้ในผลิตภัณฑ์บางประเภทแล้ว
  • สตีเวีย (Stevia) หรือสารสกัดจากหญ้าหวาน มีความหวานมากกว่าน้ำตาลทราย 300 เท่า ให้ความหวานแบบ “หวานติดลิ้น” มีส่วนประกอบจากธรรมชาติ ทนความร้อนสูง และปัจจุบันยังไม่พบรายงานถึงผลกระทบต่อสุขภาพ 

สำหรับ “แอสปาร์แตม” เป็นสารทดแทนความหวานที่ได้รับความนิยมมากที่สุด เพราะให้รสชาติใกล้เคียงกับน้ำตาลทราย โดยปัจจุบันถูกใช้เป็นส่วนประกอบสำคัญของน้ำอัดลมน้ำตาล 0% หลากหลายยี่ห้อ 

  • อาจเป็นสารก่อมะเร็ง VS สารก่อมะเร็ง

แผนการเตรียมประกาศให้แอสปาร์แตมเป็นหนึ่งในสารที่อาจก่อให้เกิดมะเร็งเป็นการอ้างอิงจากผลการประเมินทบทวนงานวิจัย 1,300 ฉบับ ที่จัดทำขึ้นโดยองค์กรระหว่างประเทศเพื่อการวิจัยมะเร็ง (International Agency for Research on Cancer) หรือ “IARC” ซึ่งเป็นหน่วยงานในสังกัดขององค์การอนามัยโลก 

ปัจจุบัน IARC จำแนกประเภทอาหารและพฤติกรรมที่ทำให้เกิดความเสี่ยงต่อการเกิดมะเร็ง 4 กลุ่ม ดังนี้

1. กลุ่มที่ 1 สารก่อมะเร็งในมนุษย์ (Carcinogenic to Humans) เช่น ผลิตภัณฑ์เนื้อแปรรูป, แร่ใยหิน, แคดเมียม, ยาสูบ
2. กลุ่มที่ 2 2A สารที่อาจก่อมะเร็งในมนุษย์ (Probably Carcinogenic to Humans) เช่น อาชีพช่างทำผม, คนทำงานกลางคืน
3. กลุ่มที่ 3 2B สารที่มีความเป็นไปได้ว่าจะก่อมะเร็งในมนุษย์ (Possibly Carcinogenic to Humans) เช่น ว่านหางจระเข้, ผักดอง, คลื่นโทรศัพท์มือถือ
4. กลุ่มที่ 4 ไม่สามารถจำแนกประเภทได้ (Not classifiable as to its carcinogenicity to humans) หมายความว่า ยังไม่มีหลักฐานเพียงพอในการจำแนก

‘แอสปาร์แตม’ ก่อมะเร็ง? อีกด้านของ ‘น้ำตาลเทียม’ ที่ฟัง WHO พูดไม่หมด

หากอ้างอิงตามรายงานข่าวในช่วงไม่กี่วันที่ผ่านมาจะพบว่า “WHO” เตรียมประกาศให้แอสปาร์แตมอยู่ในกลุ่ม 2B คือ “Possibly Carcinogenic to Humans” หรือกลุ่มที่มีความเป็นไปได้ว่าอาจก่อให้เกิดมะเร็งในมนุษย์

อย่างไรก็ตาม ที่ผ่านมา IARC ถูกตั้งคำถามจากสังคมอยู่บ่อยครั้งถึงความน่าเชื่อถือที่มักสร้างความสับสนให้ผู้บริโภคมาโดยตลอด ทั้งการจัดแบ่งประเภทของสารก่อมะเร็งที่คลุมเครือรวมถึงหลักฐานบ่งชี้ว่า มีความเป็นไปได้มากน้อยแค่ไหน ในอดีต IARC เคยมีกรณีคล้ายกันนี้ สร้างความวิตกกังวลเกี่ยวกับการบริโภคที่นำไปสู่การฟ้องร้องและกดดันให้ผู้ผลิตคิดค้นสูตรอาหารใหม่ และเปลี่ยนไปใช้สารประกอบอื่นๆ แทน

ในกรณีของแอสปาร์แตม “JECFA” (Joint FAO/WHO Expert Committee on Food Additives) คณะกรรมการผู้เชี่ยวชาญด้านวัตถุเจือปนอาหาร ซึ่งเป็นองค์กรใต้ร่ม “WHO” ก็กำลังทบทวนการประกาศใช้แอสปาร์แตมในปีนี้เช่นกัน โดยจะเปิดเผยผลการตัดสินใจวันที่ 14 กรกฎาคมที่จะถึงนี้

 

  • ความน่าเชื่อถือของ “องค์กรโลก” สั่นคลอนความเชื่อมั่นผู้บริโภค

ย้อนกลับไปในปี 2558 คณะกรรมการฯ ของ IARC ระบุว่า “ไกลโฟเสต” ถูกจัดให้อยู่ในกลุ่ม 2A คือ อาจก่อมะเร็งในมนุษย์ แม้ว่าหลายปีต่อมาหน่วยงานอื่นๆ อย่าง “European Food Safety Authority” (EFSA) จะออกมาโต้แย้งเรื่องนี้แล้วก็ตาม แต่คำประกาศจาก IARC ได้สร้างผลกระทบให้กับแบรนด์ที่มีส่วนประกอบของไกลโฟเสตมาแล้ว

ยกตัวอย่างเช่น กรณีแพ้คดีของบริษัท “ไบเออร์” กลุ่มบริษัทผู้ผลิตเคมีภัณฑ์สัญชาติเยอรมัน ที่ยอมจ่ายเงินชดเชยให้กับฝ่ายโจทก์ชาวอเมริกันหลายหมื่นรายที่ระบุว่า ผลิตภัณฑ์กำจัดวัชพืช “ราวด์อัป” ของไบเออร์ซึ่งมีไกลโฟเสตเป็นส่วนประกอบ มีส่วนทำให้พวกเขาป่วยเป็นมะเร็ง

ขณะเดียวกัน รายงานที่จัดทำขึ้นโดยความร่วมมือระหว่าง WHO และองค์การสหประชาชาติ (UN) กลับระบุว่า สารไกลโฟเสตไม่น่าจะก่อให้เกิดความเสี่ยงการเกิดโรคมะเร็งผ่านการบริโภคอาหาร การตัดสินใจและคำประกาศของ IARC จึงถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักถึงการสร้างความตื่นตระหนกให้กับฝั่งผู้บริโภคโดยที่ยังไม่มีหลักฐานชี้ชัดว่า คำประกาศดังกล่าวจะมีผลเปลี่ยนแปลงในอนาคตหรือไม่

ทั้งนี้ การจำแนกประเภทสารก่อมะเร็ง 4 ระดับของ IARC ยังมีช่องโหว่ที่สำคัญ คือ การจัดประเภทนั้นอ้างอิงกับ “ความหนาแน่นของหลักฐาน” หมายความว่า ยิ่งมีผลวิจัยหรือรายงานที่ชี้ชัดได้มากเท่าไร ลำดับของวัตถุดิบ ส่วนประกอบ หรือพฤติกรรมเหล่านั้นก็จะยิ่งได้รับการจัดอันดับที่มีความเสี่ยงสูงขึ้น แทนที่จะเป็นการพิจารณาจากความอันตรายของสาร

‘แอสปาร์แตม’ ก่อมะเร็ง? อีกด้านของ ‘น้ำตาลเทียม’ ที่ฟัง WHO พูดไม่หมด

ยกตัวอย่างเช่น การทำงานแบบโต้รุ่ง-ข้ามคืน และเนื้อแดง ถูกจัดให้อยู่ในกลุ่ม “2A” เพราะมีหลักฐานที่ชี้ให้เห็นว่า การบริโภคเนื้อแดงและทำงานแบบหามรุ่งหามค่ำนำไปสู่การเกิดมะเร็งได้มากกว่าหลักฐานที่ชี้ให้เห็นว่า คลื่นโทรศัพท์มือถือและแอสปาร์แตมเกี่ยวข้องกับการเกิดมะเร็ง โดยปัจจุบัน “แอสปาร์แตม” มีหลักฐานเพียงจำกัดจึงถูกจัดแบ่งในหมวดหมู่ “2B” แทน

เคท โลทแมน (Kate Loatman) ผู้อำนวยการบริหารสภาสมาคมเครื่องดื่มระหว่างประเทศ (The International Council of Beverages Associations) ให้ความเห็นว่า หน่วยงานด้านสาธารณสุขควรระมัดระวังประเด็นนี้อย่างยิ่ง เพราะอาจนำไปสู่ความเข้าใจผิดของผู้บริโภคโดยไม่จำเป็น มากไปกว่านั้น หากพวกเขามองว่า สารทดแทนความหวานอันตรายแล้วหันกลับไปบริโภคน้ำตาลมากขึ้นจะยิ่งส่งผลกระทบร้ายแรงต่อสุขภาพอีกหรือไม่

อย่างไรก็ตาม เคยมีการศึกษาในฝรั่งเศสโดยมีกลุ่มตัวอย่าง 100,000 คน ผลปรากฏว่า ในบรรดา 100,000 คนนี้ ผู้ที่บริโภคสารทดแทนความหวานในปริมาณมากซึ่งรวมถึง “แอสปาร์แตม” ด้วยนั้น มีความเสี่ยงการเกิดโรคมะเร็งเพิ่มขึ้นเล็กน้อย ซึ่งทาง “EFSA” แย้งว่า การศึกษาเพียงครั้งเดียวไม่สามารถพิสูจน์ได้ว่า สารทดแทนความหวานเพิ่มความเสี่ยงในการเกิดโรคมะเร็ง รวมทั้งยังมีการตั้งคำถามเกี่ยวกับระเบียบวิธีศึกษาด้วย

ฟากฝั่งแบรนด์ผู้ผลิตและจัดจำหน่ายน้ำอัดลมยักษ์ใหญ่ “PepsiCo” เคยนำแอสปาร์แตมออกจากส่วนประกอบในปี 2558 และนำกลับมาใช้อีกครั้งในปี 2563 สำนักข่าวรอยเตอร์ (Reuters) วิเคราะห์ว่า ฝั่งผู้ผลิตเองก็พยายามปรับตัว สร้างสมดุลระหว่างรสชาติที่ผู้บริโภคต้องการและปัญหาสุขภาพไปพร้อมๆ กัน

ด้านเลขาธิการสมาคมสารให้ความหวานระหว่างประเทศ (International Sweeteners Association) ระบุว่า แอสปาร์แตมเป็นสารทดแทนความหวานที่ได้รับการวิจัยอย่างละเอียดถี่ถ้วนมากที่สุดในประวัติศาสตร์ โดยมีหน่วยงานด้านความปลอดภัยด้านอาหารกว่า 90 แห่งทั่วโลกที่ประกาศร่วมกันว่า แอสปาร์แตมปลอดภัย ทุกองค์กรที่เกี่ยวข้องร่วมกันประเมินความปลอดภัยของแอสปาร์แตมอย่างครอบคลุมที่สุดจนถึงปัจจุบัน ซึ่งเลขาธิการสมาคมยังให้ความเห็นอย่างดุเดือดด้วยว่า “IARC ไม่ใช่หน่วยงานด้านความปลอดภัยของอาหาร”


หลังจากนี้ “WHO” และ “IARC” จะมีคำอธิบายเพิ่มเติมเกี่ยวกับข้อโต้แย้งดังกล่าวตามมาหรือไม่ ต้องติดตามกันต่อไป เพราะก่อนหน้านี้คำประกาศของ WHO ก็สร้างความหวาดวิตกในอุตสาหกรรมอาหารมาแล้วจากกรณีการแนะนำแนวทางควบคุมน้ำหนักว่า ให้เลี่ยงการใช้สารทดแทนความหวาน โดยฝั่งของนักโภชนาการหรือผู้ผลิตเองกลับมองว่า น้ำตาลเทียมยังคงเป็นประโยชน์สำหรับผู้บริโภคที่ต้องการลดปริมาณน้ำตาลในอาหารของตนได้ดีอยู่

อย่างไรก็ตาม สารทดแทนความหวานหลายแบบก็เป็นการปรุงแต่งขึ้น ซึ่งถือว่าเป็น “สารเคมี” อย่างหนึ่ง ควรบริโภคแต่พอดี ระมัดระวังการนำสารแปลกปลอมเข้าร่างกายอยู่เสมอ ไม่นิ่งนอนใจจนเกินไป เพราะแม้จะรับประทานในปริมาณไม่มากแต่หากสะสมในร่างกายเป็นเวลานานก็อาจเป็นอันตรายได้เช่นกัน

 

อ้างอิง: BangkokbiznewsBBC ThaiBBC Thai 2The GuardianHaa MorIARC 1IARC 2PPTVReuters