วันจันทร์ ที่ 27 เมษายน 2569

Login
Login

AI สร้างระบบนิเวศดิจิทัล ยกระดับธุรกิจและคุณภาพชีวิตคนไทย

AI สร้างระบบนิเวศดิจิทัล ยกระดับธุรกิจและคุณภาพชีวิตคนไทย

สภาดิจิทัล ร่วมกับสวทช. และAIT พัฒนาศักยภาพด้านData & AI ใช้งานวิจัย วางรากฐานความแข็งแกร่งให้ระบบนิเวศดิจิทัลของประเทศ

สภาดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมแห่งประเทศไทย พร้อมสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) ร่วมกับสถาบันเทคโนโลยีแห่งเอเชีย (AIT)ลงนามบันทึกความเข้าใจว่าด้วยการพัฒนาศักยภาพด้าน Data & AI และการใช้ประโยชน์จากงานวิจัย เพื่อวางรากฐานความแข็งแกร่งให้กับระบบนิเวศดิจิทัลของประเทศขับเคลื่อนนวัตกรรมตั้งแต่ต้นน้ำจนถึงปลายน้ำ

ม.ร.ว.นงคราญ ชมพูนุท ประธานสภาดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมแห่งประเทศไทย กล่าวว่าการยกระดับทักษะบุคลากร (Upskilling/Reskilling)และสร้างระบบนิเวศดิจิทัลที่เข้มแข็ง โดยสภาดิจิทัลฯ จะทำหน้าที่เป็นตัวกลางเชื่อมโยงเครือข่ายภาคธุรกิจและอุตสาหกรรม เพื่อให้เกิดการนำนวัตกรรมและงานวิจัยไปปรับใช้ในเชิงพาณิชย์ ซึ่งจะช่วยเพิ่มขีดความสามารถทางการแข่งขันให้กับธุรกิจไทยในเวทีโลกได้อย่างยั่งยืน

ข่าวที่เกี่ยวข้อง:

'นราธิวาสโมเดล' จังหวัดปลอดภัยจากบุหรี่ ด้วยวิถีมุสลิม

3 Pillars of Health Economy 'ป้องกัน-เคลื่อนไหว-ฟื้นฟู' มาแรง

ลดช่องว่างทักษะ AI เข้าถึงได้ทุกธุรกิจ

“สภาดิจิทัลฯ ต้องการลดช่องว่างด้านทักษะ และทำให้ AI เป็นเครื่องมือที่เข้าถึงได้สำหรับทุกธุรกิจ โดยมีแผนผลักดันผ่านDigital Skill Roadmapโดยร่วมกับพันธมิตรพัฒนาหลักสูตรที่เน้นการใช้งานจริง (Practical AI)ตั้งแต่ระดับพื้นฐานจนถึงขั้นสูง เพื่อให้ผู้ประกอบการโดยเฉพาะกลุ่ม SMEs สามารถนำAI ไปเพิ่มประสิทธิภาพ ลดต้นทุน และสร้างนวัตกรรมใหม่ ๆ เพื่อยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันบนเวทีโลกได้อย่างยั่งยืน” ม.ร.ว.นงคราญ กล่าว

ศ.ดร.ชูกิจ  ลิมปิจำนงค์ ผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.)กล่าวถึงความสำคัญของความร่วมมือในครั้งนี้ว่า ในยุคที่ AI ก้าวหน้าอย่างรวดเร็ว ความสามารถของประเทศไม่ได้วัดกันเพียงแค่ปริมาณการใช้งาน แต่ขึ้นอยู่กับศักยภาพในการสร้าง ปรับใช้ และกำกับดูแลเทคโนโลยีด้วยตนเอง ซึ่งความร่วมมือนี้จะเป็นกลไกสำคัญในการเปลี่ยนความเป็นเลิศด้านการวิจัยให้กลายเป็นผลกระทบที่จับต้องได้ในสังคม โดย สวทช. มุ่งเน้นการสร้าง“อธิปไตยทางเทคโนโลยี (Technological Sovereignty)”เพื่อให้ประเทศไทยสามารถออกแบบและจัดการระบบAIที่สอดคล้องกับค่านิยมและความต้องการของชาติในระยะยาว

พัฒนา AI ยกระดับคุณภาพชีวิต

“ตลอดหลายปีที่ผ่านมา สวทช. ได้ลงทุนสร้างรากฐานด้าน AI ผ่านแพลตฟอร์มเชิงกลยุทธ์อย่าง AI for Thai และ ปทุมมา (Pathumma) ซึ่งเป็นโมเดลภาษาขนาดใหญ่ (Large Language Model) สำหรับภาษาไทยโดยเฉพาะ รวมถึงการจัดตั้งมาตรฐานการทดสอบผลิตภัณฑ์ปัญญาประดิษฐ์ ความพยายามเหล่านี้มุ่งเป้าไปที่การเปลี่ยนความรู้ทางวิทยาศาสตร์ให้เป็นโซลูชันที่ใช้งานได้จริงในเชิงพาณิชย์ โดยเรากำลังสร้างเส้นทางลัดที่เชื่อมโยงนักวิจัยเข้ากับผู้ประกอบการและนักลงทุน เพื่อยกระดับบริการสาธารณะและสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจที่ยั่งยืน บนพื้นฐานของธรรมาภิบาลและการพัฒนาAIอย่างมีความรับผิดชอบ”ศ.ดร.ชูกิจ กล่าว

ขณะที่ Professor Pai-Chi Li อธิการบดีสถาบันเทคโนโลยีแห่งเอเชีย (AIT) เปิดเผยว่า AITพร้อมสนับสนุนการวิจัยและพัฒนาผ่าน AIT AI Lab เพื่อถ่ายทอดองค์ความรู้ระดับสากลมาสู่ภาคอุตสาหกรรมไทยโดยมุ่งหวังให้การพัฒนา AI ในประเทศไทยมีมาตรฐานระดับโลกและสามารถนำไปประยุกต์ใช้เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนได้อย่างมีประสิทธิภาพ พร้อมทั้งสร้างเครือข่ายความร่วมมือในระดับภูมิภาคเอเชียเพื่อขยายขอบเขตการพัฒนาบุคลากรให้ก้าวทันต่อการเปลี่ยนแปลง

“AITให้ความสำคัญกับ AI ในการเป็นเครื่องมือยกระดับคุณภาพชีวิต โดยทำให้เมืองปลอดภัย มีความยืดหยุ่น รวมถึงการใช้AIและข้อมูลเพื่อสนับสนุนการเตือนล่วงหน้า การประเมินความเสี่ยง และการตอบสนองต่อภัยพิบัติที่มีประสิทธิผลมากขึ้น โดยเฉพาะความเสี่ยงจากสภาพภูมิอากาศและความเสี่ยงในเขตเมือง ซึ่งมีเป้าหมาย คือการใช้AIอย่างรับผิดชอบ เพื่อปกป้องประชาชนและเสริมสร้างความยืดหยุ่นในระยะยาว”Professor Pai-Chi Li กล่าว

ความร่วมมือในครั้งนี้ทั้ง 3 หน่วยงานได้กำหนดแผนปฏิบัติการร่วม (Action Plan)เพื่อให้เกิดผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรมอย่างต่อเนื่องตลอดปี 2569 โดยมุ่งเน้นการพัฒนาทักษะดิจิทัลและAIให้แก่ภาคแรงงานและประชาชน ผ่านโครงการยกระดับทักษะ AI ที่ตั้งเป้าพัฒนาศักยภาพภาคประชาชน (AI Users)จำนวน 700 คน และนักพัฒนา (AI Developers)จำนวน 300 คน โดยจะจัดการอบรมแบบเข้มข้นทั้งในรูปแบบHybridและOn-siteทั้งนี้จะนำร่องใน 3 อุตสาหกรรมเป้าหมาย ได้แก่ ค้าปลีก (Retail),สุขภาพ (Health)และดิจิทัลคอนเทนต์ (Digital Content)

นอกจากนี้ ยังมีโครงการเชิงพื้นที่ที่สำคัญคือการประยุกต์ใช้AIในการบริหารจัดการน้ำเพื่อแก้ปัญหาภัยพิบัติ ซึ่งจะดำเนินการนำร่องในพื้นที่จังหวัดน่าน เพื่อเป็นโมเดลต้นแบบก่อนขยายผลไปทั่วประเทศ รวมถึงการสร้างผู้ประกอบการฐานนวัตกรรมดิจิทัลในอุตสาหกรรมการแพทย์ และเกษตรอาหาร ผ่านกิจกรรม InnovationMatching เพื่อเชื่อมโยงผลงานวิจัยเข้ากับผู้ประกอบการและนักลงทุน ไปจนถึงการเตรียมสร้าง “แพลตฟอร์มกลาง” เพื่อรวบรวมฐานข้อมูลทักษะและผลงานวิจัย ตลอดจนผลักดันให้เกิดข้อเสนอเชิงนโยบายสาธารณะเพื่อต่อยอดระบบนิเวศAIของประเทศไทยอย่างยั่งยืน

ภายในงานยังมีการจัดเสวนาพิเศษในหัวข้อ “โอกาสธุรกิจไทยยุคAI ตลอดจนการประยุกต์ใช้ในภาคธุรกิจและการพัฒนากำลังคนและการใช้AIเพื่อป้องกันภัยคุกคามสำหรับเด็กและกลุ่มเปราะบาง อันเป็นการสร้างภูมิคุ้มกันทางดิจิทัลและความปลอดภัยให้กับสังคมไทยในยุคเศรษฐกิจดิจิทัลอย่างยั่งยืน